ผ่าร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืชใหม่ ถกข้อดี-ข้อเสียอนุสัญญา UPOV 1991

Published on 22 ต.ค. 2026

วันนี้ (22 ต.ค.2569) ในเวทีเสวนา "ผ่าร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืชใหม่ UPOV 1991 ปลดล็อกเกษตรกรรม หรือจำกัดสิทธิเกษตรกร" มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงข้อดีและข้อกังวลเกี่ยวกับการเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991)

น.ส.ธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หากจะทำการค้าให้ราบรื่น มีความสะดวกและมีกฎหมายคุ้มครอง จำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะของนานาชาติ เช่น กฎหมาย UPOV และต้องยกร่างกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกัน ซึ่งขณะนี้มีมากกว่า 99 ประเทศที่เข้าร่วมในอนุสัญญาดังกล่าว

ผ่าร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืชใหม่ ถกข้อดี-ข้อเสียอนุสัญญา UPOV 1991

ผ่าร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืชใหม่ ถกข้อดี-ข้อเสียอนุสัญญา UPOV 1991

สำหรับไทยยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ แต่จากการเปรียบเทียบ ประเทศที่เข้าร่วมในอนุสัญญาฯ หากเข้าร่วมจะช่วยกระตุ้นนวัตกรรมและเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ช่วยให้เข้าถึงการปรับปรุงพันธุ์พืชสมัยใหม่ แต่ยอมรับว่า ข้อเสียที่จะเกิดการจำกัดสิทธิเกษตรกร ภาครัฐจึงต้องสร้างการรับรู้เกี่ยวกับข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งเงื่อนไขกฎหมายภายในประเทศจะมีข้อยกเว้นให้ ยืนยันว่าจะยึดผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก

ผ่าร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืชใหม่ ถกข้อดี-ข้อเสียอนุสัญญา UPOV 1991

ผ่าร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืชใหม่ ถกข้อดี-ข้อเสียอนุสัญญา UPOV 1991

ด้าน นางบุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ยังยืนยันข้อเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย ให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 เพราะมองว่า จะช่วยปกป้องสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช สร้างแรงจูงใจให้พัฒนานวัตกรรมเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกรไทยในตลาดโลก ขณะเดียวกันการแก้กฎหมายไทยยังต้องคงสิทธิให้เกษตรกรสามารถเก็บพันธุ์พืชไว้ใช้ในพื้นที่ของตนเอง และใช้ปลูกในฤดูถัดไป เพื่อรักษากลไกการผลิตภาคเกษตรในประเทศ

ผ่าร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืชใหม่ ถกข้อดี-ข้อเสียอนุสัญญา UPOV 1991

ผ่าร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืชใหม่ ถกข้อดี-ข้อเสียอนุสัญญา UPOV 1991

ขณะที่ นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 เนื่องจากจะสร้างความเดือดร้อน และจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อหรือแบ่งปันให้ผู้อื่น

ปัญหาสำคัญคือเกษตรกรจะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี และมีความเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายหากนำผลผลิตไปขายหรือแจกจ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องความเสียเปรียบในการนำเข้าและส่งออกพันธุ์พืชกับต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ไทยต้องสูญเสียความเป็นอิสระทางด้านเกษตรกรรม

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทย จำเป็นที่จะต้องปรับแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 จะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือการขยายขอบเขตความคุ้มครองของนักปรับปรุงพันธุ์ ทั้งเมล็ดพันธุ์ ส่วนขยายพันธุ์ ผลผลิต และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผลผลิต แต่จะมีข้อจำกัดเรื่องสิทธิเกษตรกร ไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ แลกเปลี่ยนหรือซื้อขายกันเองอย่างอิสระ แต่หากจะต้องแก้กฎหมายไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องศึกษาให้รอบคอบ เพื่อทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายมากที่สุด

อ่านข่าว :

รัฐบาลยัน CPRAM จดทะเบียน "กะเพรา" ไม่ห้ามปลูกแต่ห้ามขาย 4 สายพันธุ์

ปลัดพณ. ไม่ประมาทค่าครองชีพ เร่งคุมราคาสินค้า-ชะลอขึ้นราคา

รู้จัก "จักรวาลกะเพราไทย" ราชินีแห่งสมุนไพร