“อนุสัญญาโจร(ขโมยเมล็ดพันธุ์)”? อ้างปกป้องสิทธิ์ แต่ผูกขาดด้วย “UPOV 1991”

Published on 23 ต.ค. 2026
  1. หน้าหลัก 
  2. MGR Live 
  3. ประเด็นร้อน 

“อนุสัญญาโจร(ขโมยเมล็ดพันธุ์)”? อ้างปกป้องสิทธิ์ แต่ผูกขาดด้วย “UPOV 1991”

เผยแพร่: 23 ต.ค. 2569 18:45   ปรับปรุง: 23 ต.ค. 2569 18:45   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ถ้ายอมเซ็นรับ “UPOV 1991” ก็เหมือนเปิดบ้าน ให้ “นายทุน” เข้ามา “ขโมย” พันธุ์พืชไทย ไปขายแบบถูกกฎหมาย!! 2 กูรูประสานเสียงยืนยัน อนุสัญญานี้ ข้อดี “มีแค่เปลือก” ผลคือเอื้อนายทุนให้ “ผูกขาดเมล็ดพันธุ์”

** เอื้อนายทุน ไม่ใช่เกษตรกร **

จบไปแล้ว สำหรับการประชุม “FTA” หรือ “การเจรจาความตกลงการค้าเสรี” ระหว่าง “ไทย”กับ “ยุโรป (EU)” แต่ความกังวลกลับมาตกอยู่ที่“เกษตรกร” และคนไทย

กลัวกันว่า ข้อเสนอของ EU ที่ให้ไทยปรับ “กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช” ให้สอดคล้องกับ อนุสัญญา “UPOV 1991” จะมีผลกระทบในภายหลัง

เพราะตอนนี้ก็ยัง “ไม่มีความชัดเจน” อะไร ออกมาจากภาครัฐว่า จะตกลงเลือกแบบไหน ถึงจะรับปากพี่น้องประชาชนไว้ว่า ถ้าคน “ไม่เห็นด้วย” ก็จะไม่เข้าร่วม แต่ก็อย่างว่า “สัญญาลมปาก” หรือจะสู้ “สัญญาจรดปากกา”

 ส่วนประเด็นที่ทำให้ผู้คนไม่เห็นด้วย กับอนุสัญญาตัวนี้นั้น เพราะนี่คือการให้ “สิทธิ์ขาด” กับ “นักปรับปรุงพันธุ์” ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ “บริษัทเอกชน”

โดยถ้าได้สิทธิ์ขาดในพันธุ์พืชที่ถูกสร้างขึ้นใหม่แล้ว พวกเขาจะได้ทั้งสิทธิ์ใน “การผลิต” “การขยายพันธุ์”ไปจนถึง “การขาย”

ปัญหาที่ถกเถียงกันในบ้านเราหนักๆ อยู่ที่ “สิทธิ์”ใน “การขยายพันธุ์”นี่แหละ เพราะจะกระทบต่อการทำมาหากินของเกษตรกรไทย

โดยเฉพาะ “ชาวนา”ที่หลักๆ แล้วจะซื้อเมล็ดข้าวมาปลูก พอช่วงเก็บเกี่ยว ก็จะ “เก็บข้าวเปลือก”ที่ได้ส่วนนึง เอาไว้ “ปลูก” ในฤดูหน้า

แต่ถ้าเราเผลอเข้าร่วมอนุสัญญานี้ และถ้าข้าวที่ชาวนาซื้อมาปลูก เป็น “พันธุ์ข้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้ว”ว่า ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ เกษตรกรไทยก็จะไม่สามารถแบ่งข้าวเก็บไว้ปลูกในฤดูหน้าได้อีกต่อไป

เพราะจะถือว่า “ละเมิดสิทธินักปรับปรุงพันธุ์”ถึงจะระบุไว้ว่า เก็บไว้ปลูก “บริโภคในครัวเรือน”ได้ แต่ “ห้ามเอาไปขาย” ก็ตาม แต่วิถี “ชาวนาไทย” ส่วนใหญ่ก็ “ปลูกเพื่อขาย”กันอยู่แล้ว

                             { เกษตรกรคัดค้าน ไม่เอา “UPOV 1991 ขอบคุณภาพ : Facebook "BIOTHAI" }

** ผูกขาดตลาด ผ่านการเซ็นสัญญา **

“เกษตรกรจำนวนมากเนี่ย ยังคงเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อนะ ประมาณครึ่งนึงของประเทศอะครับ พันธุ์ข้าวประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี ที่ใช้อยู่ปัจจุบันเนี่ย ครึ่งนึงเกษตรกรเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อ”

“วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ”เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ช่วยวิเคราะห์เอาไว้ให้ทีมข่าว โดยดูจากตัวเลขสถิติก็บอกไว้ชัดเจนว่า ชาวนากว่า 49% “เก็บเมล็ดพันธุ์”จากฤดูก่อนหน้าไว้ปลูกต่อ

มีแค่ 21% เท่านั้น ที่ “ซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่” จากประเทศเพื่อนบ้านมาปลูก นอกนั้นอีก 18% ซื้อจากบริษัทเอกชน ส่วนที่เหลืออีกจำนวนน้อย ซื้อจากสหกรณ์ และกรมการข้าว

                                                        {ชาวนาส่วนใหญ่ เก็บข้าวไว้ปลูกขายต่อ}

หลายคนอาจมองว่า “พันธุ์ข้าว” ที่ชาวนาปลูกอยู่ตอนนี้ มันคือ “พันธุ์ข้าวเก่า” แต่อนุสัญญา “UPOV 1991” คุ้มครองเฉพาะพืชที่ “ปรับปรุงพันธุ์ใหม่” ไม่ใช่เหรอ แล้วจะกระทบเกษตรกรยังไง?

อันดับแรก ต้องเข้าใจ “ตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าว” ของไทยก่อนว่า ทุกวันนี้ ชาวนาซื้อข้าวจากบริษัทเอกชนเพียง 18%

แต่ถ้าเรายอมรับอนุสัญญานี้เมื่อไหร่ ชาวนาที่ซื้อข้าวที่ขึ้นทะเบียนว่า “พันธุ์ปรับปรุงใหม่” จากเอกชน ก็จะไม่สามารถเก็บไว้ปลูกต่อได้ และต้องซื้อใหม่ไปเรื่อยๆ จนส่งผลเป็นลูกโซ่

หลังจากนั้น ชาวนาจากจุดนี้ จะขยายเพิ่มไปเรื่อยๆ เพราะ “พันธุ์ข้าวดั้งเดิม” จะค่อยๆ ลดลง จนสุดท้ายจะเกิดการ “ผูกขาด” ขึ้น เพราะเหลือแค่ “เมล็ดพันธุ์จากบริษัทเอกชน” ในตลาด

อีกอย่าง ท่าทีของรัฐเองก็มีส่วนอย่าง “กรมการข้าว” ที่มีหน้าที่วิจัยและพัฒนาพันธุ์ ก็เริ่มจะ “ลดบทบาท”ของตัวเองลง ดูได้จาก “งบพัฒนาพันธุ์ข้าว” ที่น้อยลงมากๆ จนกูรูรายนี้ตั้งข้อสังเกตไว้

ทำให้ต่อไป พันธุ์ข้าวที่ถูกปรับปรุงใหม่ ส่วนมากจะมาจาก “บริษัทเอกชน”ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้ “ราคา”พันธุ์ข้าวในอนาคต “เพิ่มสูงขึ้น” เพราะชาวนาต้องพึ่งเอกชนอย่างเดียว

“ตอนนี้ งบเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์เนี่ย น้อยมากนะครับ แล้วดูท่าที หรือทิศทางของเรื่องนี้เนี่ย แนวโน้มนโยบายของรัฐบาล ก็จะไปสู่ทิศทางส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาปรับปรุงพันธุ์”

“ถ้าเป็นแบบนี้ก็หมายความว่า ไอ้สายพันธุ์ข้าวที่ปัจจุบัน พัฒนาโดยกรมการข้าวเนี่ย ก็จะไม่มีต่อๆ ไป ใช่ไหมครับ ก็จะมีของภาคเอกชนเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ”

                              { “วิฑูรย์” เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ขอบคุณภาพ : Facebook "BIOTHAI" }

** “เปลือกนอก” แสนดี เนียนเพื่อ “สิทธิ์ขาด” **

ท่ามกลางกระแสต่อต้านของทั้ง “เกษตรกร” และ “ประชาชนไทย” กลับมีคนบางส่วนมองอีกมุมว่า อนุสัญญา “UPOV 1991” น่าจะสร้างประโยชน์ให้แก่เมืองไทยมากกว่าโทษ?

อย่างเช่น ช่วยส่งเสริมให้ “เกิดพันธุ์พืชใหม่ๆ” เพราะมัน “คุ้มครอง” สิทธิประโยชน์ของเหล่านักปรับปรุงพันธุ์ของไทย

อีกอย่าง นี่เป็นเพียงการเจรจา ไทยเรายังสามารถต่อรอง “ข้อยกเว้น” เพิ่มเติมในอนุสัญญาตัวนี้ได้ จึงไม่เห็นต้องกังวลกันขนาดนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “เลขาธิการ BIOTHAI” ช่วยชำแหละเพิ่ม ให้เห็น “เปลือกนอกที่แสนดูดี” ของอนุสัญญาตัวนี้ จะได้มองออกกันมากขึ้น

อย่างแรก ไทยเราเคยมีการทำหนังสือ ถามไปยัง “สำนักงานใหญ่” ของทาง UPOV ว่า เรื่องสิทธิ์ในพันธุ์พืชปรับปรุงใหม่นี้ สามารถยกเว้น “ข้าว” ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยได้ไหม?

เพื่อให้ชาวนายังสามารถเก็บพันธุ์ไว้ปลูกต่อเหมือนเดิมได้ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “ไม่ได้”

เรื่องน่าสังเกตอีกอย่างคือ ไม่ว่าจะ “ยุโรป” หรือ “อเมริกา” เวลาเจรจาการค้าเสรีกับประเทศไหน เป็นต้องยื่นข้อเสนอให้ประเทศนั้นๆ “รับอนุสัญญาตัวนี้”

ไม่ใช่เพราะต้องการให้โลกใบนี้ มีพันธุ์พืชใหม่ แต่เป็นการรักษา “ผลประโยชน์” และเพิ่ม “อำนาจผูกขาด” ให้บริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศตัวเอง

“สหรัฐอเมริกาและยุโรป เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์เข้มแข็งมากนะครับ เป็นยักษ์ใหญ่ของโลก”

“เวลาทำการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ก็จะมาพร้อมกับไอ้ตัวการเรียกร้องสิทธิ ให้กับบริษัทเมล็ดพันธุ์ หรืออุตสาหกรรมของประเทศของเขานะครับ”

อีกอย่างข้อที่วาดฝันไว้ว่า การเข้าร่วม “UPOV 1991” จะทำให้เกิดพันธุ์พืชใหม่ๆ นั้น จากการศึกษาแล้ว กลับไม่ได้เห็นผลแบบนั้น

คือเจอว่าใน 10 ประเทศที่เข้าร่วมอนุสัญญานี้ มีพันธุ์พืชเกิดใหม่ “น้อยมาก” มีแต่พันธุ์พืชที่ขึ้นทะเบียนโดยบริษัทยักษ์ๆ เท่านั้นที่เพิ่มขึ้นแทน

ส่วนในไทยลองกางสัดส่วน “นักปรับปรุงพันธุ์”ของบ้านเรามาเทียบดู จะเห็นว่าการถือ “สิทธิพันธุ์พืชเกิดใหม่”69%ถือครองโดย“บริษัทเอกชน”

นอกนั้นเป็นของ “มหาวิทยาลัย”ราวๆ 20%, เป็นของ “หน่วยงานรัฐ” เพียง 6% และเป็น “นักปรับปรุงพันธุ์รายย่อย”แค่ 3%

สะท้อนให้เห็นว่า นักปรับปรุงพันธุ์ส่วนใหญ่ในประเทศนี้ คือ “บริษัทเอกชน”ฉะนั้น คำถามคือ อนุสัญญานี้ ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์?

“ข้อดีก็อาจอ้างได้ว่า จะส่งเสริมให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทยักษ์ใหญ่นะครับ เข้ามาปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้น โอเค นั่นคือข้อดีประการนึง แต่ว่าข้อเสียมันจะเต็มไปหมดเลย”

                                                        {นักปรับปรุงพันธุ์ 69% คือบริษัทเอกชน}

** “อนุสัญญาโจร” ที่จ้องขโมยพันธุ์พืช **

1 ในข้อน่ากังวลที่สุด เกี่ยวกับอนุสัญญา “UPOV 1991”คือ “การตัดแหล่งที่มา” ที่นำมาปรับปรุง ทำให้เกิดช่องว่างเรื่อง “แบ่งผลประโยชน์”กับประเทศต้นทาง ที่เป็นเจ้าพันธุ์ดั้งเดิม

จนหลายๆ พูดตรงกันว่า นี่คือ “อนุสัญญาโจรสลัดชีวภาพ”อย่างที่ “โจน จันใด” นักพัฒนาและรวบรวมพันธุ์พืชไทย ผู้ก่อตั้งพื้นที่การเรียนรู้และศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์พืชพื้นเมือง “สวนพันพรรณ”บอกกับเราไว้

“การที่ UPOV 1991 อยากให้เราตัดแหล่งที่มาของพันธุ์ ที่จะเอามาพัฒนาออกไปเนี่ย เรื่องนี้ผมมองว่า มันเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะว่ามันคือช่องที่เขาเขียนไว้ เพื่อให้เขาเข้ามายึดครองพันธุ์ของเราได้อย่างเสรี"

“ถ้าเขาไม่ต้องแจ้งที่มาของพันธุ์พืช หรือสัตว์ที่ได้มา เขาก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งปันผลประโยชน์อะไรด้วย มันทำให้เขาเข้ามาเอาได้ฟรีๆ”


                                          { “โจน จันใด” นักพัฒนาและรวบรวมพันธุ์พืชไทย }

ประเด็นก็คือใน “พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542” ของไทย มีการกำหนดเรื่องการเปิดเผย “แหล่งที่มา” และ “การแบ่งปันผลประโยชน์”

ระบุชัดว่า พันธุ์ที่ถูกปรับปรุงใหม่นี้ จะมีการแบ่งผลประโยชน์ ให้กับชุมชนหรือประเทศต้นทางยังไงบ้าง

แต่ “UPOV 1991” บอกว่า “ไม่เอา” เราต้องเปลี่ยนกฎหมายว่า ไม่ต้องแจ้งแหล่งที่มา ทำให้ “ประเทศต้นทาง” เจ้าของพันธุ์ดั้งเดิม “ไม่มีสิทธิ์” เรียกร้องอะไรได้เลย

การยอมรับอนุสัญญานี้ ก็เหมือนไทย “เปิดบ้าน” ให้คนอื่นเข้ามา “ขโมย” ของของเราได้แบบถูกกฎหมาย เปิดให้บริษัทข้ามชาติ เอาพันธุ์พืชของเราไป “ปรับแต่ง” นิดหน่อย จากนั้นก็ขึ้นทะเบียน เป็นเจ้าของได้ทันที

“โจรสลัดชีวภาพ มันก็คือการมาปล้น เอาความหลากหลายทางพันธุกรรมในบ้านเรา หรือในประเทศที่ด้อยพัฒนาทั้งหลาย”

“ดังนั้น คนที่ได้ประโยชน์คือบริษัทข้ามชาติ ที่จะเข้ามาพัฒนาพันธุ์ ฉะนั้น พันธุ์ไหนดีๆ เขาก็จะมาตกแต่งนิดหน่อย เปลี่ยนสี เปลี่ยนกลิ่น เปลี่ยนรูปร่าง นิดๆหน่อยๆ แล้วก็ไปขึ้นทะเบียนได้”

“กฎหมายนี้ จึงเป็นกฎหมายที่หลายๆ คนบอกว่า มันคือการปล้นทรัพยากรทางชีวภาพ ที่น่ากลัวมากครับ”

สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live


** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **