‘ศุภจี’ เยือนสหรัฐฯ ถก USTR ได้ข้อสรุปสาระสำคัญ หวังปกป้องตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และ Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า การเจรจาในครั้งนี้มีความคืบหน้าจนมีข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันก่อนจะมีการประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่าไทยจะได้รับอัตราภาษีจากผลการไต่สวนดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและแข่งขันได้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบร่วมกันให้ทีมเจรจาในระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายช่วยกันสรุปผลในประเด็นปลีกย่อยให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด
ที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นทุกปี จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศคู่ค้าที่เกินดุลเข้าสู่การเจรจาปรับสมดุลทางการค้า โดยไทยเคยถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA สูงถึงร้อยละ 36 ก่อนจะลดลงเหลือร้อยละ 19 ภายหลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ นำไปสู่การประกาศกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568
ต่อมาแม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินให้การเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่สหรัฐฯ หันมาใช้มาตรา 122 เพื่อเก็บภาษีร้อยละ 10 จากทุกประเทศแทน แต่จากการที่มาตรา 122 มีกำหนดเวลาสิ้นสุด สหรัฐฯ จึงเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพิ่มเติมอีก 2 กรณี ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกไต่สวนทั้งสองกรณี
ปัจจุบันสหรัฐฯ ไต่สวนไทยและประเทศต่าง ๆ ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีที่ร้อยละ 12.5 สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเขาสินค้าจากแรงงานบังคับ และร้อยละ 10 สำหรับประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผลการไต่สวน โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความตั้งใจที่จะเร่งพิจารณาอัตราภาษีที่จะเรียกเก็บ ควบคู่ไปกับความคืบหน้าของการเจรจา ART
การเดินทางเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ เป็นการผลักดันการเจรจา ART ซึ่งหากได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในท้ายที่สุด จะช่วยให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคได้ พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ ป้องกันการสูญเสียอาชีพในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร ตลอดจนรักษารายได้ของประชาชนไทยในภาพรวม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ
Tags: