นโยบายการเงินของสหรัฐกำลังจะถูกปฏิรูป (1)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard

Published on 18 ส.ค. 2026

นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) รับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 (ซึ่งนายวอร์ชจะดำรงตำแหน่งนี้เป็นเวลาอย่างน้อย 4 ปี และมากที่สุดเป็นเวลา 8 ปี) ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะ “รื้อ” นโยบายการเงินของสหรัฐ

จึงได้ใช้คำว่า “regime change” หรือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของนโยบายการเงินของสหรัฐ

ในการนี้ นายวอร์ชตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้น 5 คณะ ซึ่งครอบคลุมเรื่อง

- การสื่อสารนโยบาย

- การบริหารจัดการงบดุลของธนาคารกลาง

- การปรับปรุงข้อมูลที่ใช้

- การประเมินว่าเทคโนโลยีเอไอจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีของสหรัฐอย่างไร

- การประเมินแบบจำลองและการคาดการณ์เงินเฟ้อ

อ่านมาถึงตรงนี้ก็อาจจะยังไม่เข้าใจว่าแล้ว ในทางปฏิบัตินโยบายจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด คำตอบสั้นๆ คือจากนี้ไปธนาคารกลางสหรัฐ น่าจะ

- เลิกชี้นำตลาด และไม่บอกใบ้ก่อนว่า อาจจะทำอะไร จึงเป็นหน้าที่ของตลาดที่จะต้องคิดไปคิดเอาเอง

- ยึดมั่นเป้าเงินเฟ้อที่ 2% ต่อปี ไม่มีการยืดหยุ่นเหมือนแต่ก่อน

- จำกัดบทบาทของตัวเอง มุ่งเน้นวินัยทางการเงินเป็นหลัก เรื่องอื่นๆ เช่น โลกร้อน ไม่ต้องไปพูดถึง

เราได้เริ่มเห็นแล้วว่า ในทางปฏิบัติแถลงการณ์ของธนาคารกลางสหรัฐมีความยาวน้อยลงอย่างมาก และในอนาคตการนำเสนอแนวคิดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ที่เรียกว่า dot plot) เกี่ยวกับ การขยายตัวของจีดีพี การคาดการณ์เงินเฟ้อและแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายก็อาจถูกยกเลิกไปทั้งหมด

สิ่งที่จะมาแทนที่อาจจะเป็นการยึดมั่นในเป้าเงินเฟ้ออย่างเคร่งครัด คือการกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายที่มีความตายตัว (rules based regime) เช่น การกำหนดดอกเบี้ยนโยบายที่ทำให้การขยายตัวของปริมาณเงินในระบบ เพิ่มขึ้นไม่เกินประมาณ 2% ของการขยายตัวของจีดีพี เป็นต้น

นายวอร์ช ซึ่งมีอุดมการณ์ในเชิงอนุรักษ์นิยมต้องการที่จะลดบทบาทของธนาคารกลาง เพื่อให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรีมากที่สุด ดังนั้นอีกด้านหนึ่งของนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐในอนาคต จึงน่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 6.75 ล้านล้านเหรียญ

เรื่องนี้จะต้องขอย้อนเวลากลับไปตอนที่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์หรือ Global Financial Crisis (GFC) ในปี 2550 ที่เกือบจะทำให้ระบบการเงินของสหรัฐต้องล่มสลาย (สาเหตุของวิกฤตินี้ขอให้ท่านผู้อ่านไปหาข้อมูลเพิ่มเติมกันเองเพราะมีอยู่อย่างแพร่หลายและครบถ้วนแล้ว)

ในภาวะฉุกเฉินและวิกฤติดังกล่าว ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐในตอนนั้นคือ นาย Ben Bernanke ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐเหลือ 0% และที่สำคัญและแปลกใหม่คือ การที่ธนาคารกลางสหรัฐพิมพ์เงินใหม่ออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (mortgage-backed securities) คือที่เรียกว่า นโยบายคิวอี (Quantitative Easing)

การที่ธนาคารกลางสหรัฐไล่ซื้อตราสารที่ปลอดภัยและมั่นคงมากที่สุดในตลาดให้มีปริมาณเหลือน้อยมาก ก็เพื่อผลักดันให้ภาคเอกชนไม่มีทางเลือก ต้องไปซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพลิกฟื้นระบบการเงินที่อยู่ในภาวะชะงักงันในตอนนั้น

ผลที่ตามมาคือ งบดุลของธนาคารกลางสหรัฐเพิ่มขึ้นจาก 860,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2550 มาถึงจุดสูงสุด (ก่อนการระบาดของโควิด-19) ในเดือนพฤษภาคม 2558 ที่ 4.52 ล้านล้านเหรียญ นโยบายพิมพ์เงินดังกล่าว (ที่ทำให้งบดุลใหญ่โตขึ้นอย่างมาก) ประสบผลสำเร็จในการทำให้ความมั่นใจในระบบการเงินกลับคืนมา

ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้นจาก 677 ในวันที่ 9 มีนาคม 2552 มาเป็น 2,123 ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทสามารถเพิ่มทุนได้และเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งหนึ่ง

แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จ แต่คนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้อย่างออกนอกหน้าคือ เควิน วอร์ช ซึ่งในขณะนั้นเป็นกรรมการของธนาคารกลางสหรัฐ (Board of Governors of the US Federal Reserve) และในที่สุดก็ได้แสดงความไม่เห็นด้วยโดยการประกาศลาออกจากตำแหน่งในปี 2554

ในตอนนั้น นายวอร์ชอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 5 ปี แม้ว่าการเป็นกรรมการของธนาคารกลางสหรัฐนั้นจะอยู่ในตำแหน่งได้นานถึง 14 ปี

หลังจากพฤษภาคม 2558 ธนาคารกลางสหรัฐยุติการซื้อพันธบัตรความเสี่ยงเพิ่มเติมไปอีก 2 ปี แต่ไม่ได้ยอมลดขนาดของงบดุล กล่าวคือ เมื่อตราสารหมดอายุก็ซื้อเติมเพื่อให้ขนาดของงบดุลไม่เปลี่ยนแปลง

จนกระทั่งปี 2560 จึงยอมลดปริมาณการถือพันธบัตรดังกล่าวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป จาก 4.52 ล้านล้านเหรียญมาเป็น 3.76 ล้านล้านเหรียญในปี 2562

เมื่อต้องเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ธนาคารกลางสหรัฐก็กลับไปใช้นโยบายเดิม คือ ลดดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 0% และทำคิวอีอย่างเอาจริงเอาจัง ทำให้งบดุลของธนาคารกลางสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 3.76 ล้านล้านเหรียญมาเป็น 8.96 ล้านล้านเหรียญในเดือน เมษายน 2565 (ในช่วงดังกล่าวดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 48%)

ผมอธิบายส่วนนี้โดยละเอียดเพราะต้องการให้เห็นว่า การเข้าไปแทรกแซงตลาดโดยนโยบายการเงินที่แหวกแนวนั้น เป็นนโยบายที่ทำให้ตลาดหุ้น “เสพติด” บทบาทที่เป็นคุณประโยชน์ของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งนายเควิน วอร์ช ไม่เห็นด้วยในหลักการ

ครั้งต่อไป ผมจะขยายความเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไปอีก โดยเฉพาะประเด็นการเมืองที่รัฐบาลสหรัฐก็คงต้องการให้ธนาคารกลางเข้ามามีบทบาทในตลาดพันธบัตร เพื่อควบคุมดอกเบี้ยระยะยาวไม่ให้สูงเกินไป