เจาะงบแบงค์ ตัวไหน น่าซื้อ? - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard

Published on 23 ก.ค. 2026

เจาะงบแบงค์ ตัวไหน น่าซื้อ?

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

กรุณารอสักครู่...

A445838

โพสต์

พฤหัสฯ. ก.ค. 23, 2026 2:31 pm

ธนาคารกรุงเทพ (BBL)

  • กำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่ที่ 9,500 ล้านบาท ต่ำกว่าที่คาดการณ์เนื่องจากอัตราภาษีจ่ายสูงกว่าปกติ ซึ่งโดยธรรมชาติของ BBL ภาษีในไตรมาส 2 มักจะต่ำ
  • กำไรลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 14% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
  • ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่การขยายตัวของสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ
  • ธุรกิจในอินโดนีเซีย (Permata) มีสัดส่วนสินเชื่อและกำไรน้อยกว่า 10% ของภาพรวมธนาคาร และยังไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ
  • คาดการณ์เงินปันผลประมาณ 10 บาทต่อปี หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 5% โดยประเมินว่ากำไรไตรมาส 2 เป็นระดับต่ำสุดและจะฟื้นตัวในไตรมาสถัดไป

ธนาคารเอสซีบี เอกซ์ (SCB)

  • กำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่ที่ 11,000 ล้านบาท แม้จะดีกว่าไตรมาส 1 แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพเมื่อเทียบกับธนาคารขนาดใหญ่รายอื่น
  • หนี้เสีย (NPL) รายงานว่าลดลง แต่เกิดจากการขายหนี้เสียและตัดจำหน่ายหนี้สูญ (Write-off) ออกไปกว่า 20,000 ล้านบาท ในขณะที่มีหนี้เสียเกิดใหม่ (New NPL) เพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกันที่ 20,000 ล้านบาท
  • กลุ่มธุรกิจ Auto X ยังอยู่ในช่วงจัดการปัญหา NPL และการตั้งสำรองหนี้ระดับสูง คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 6-12 เดือนจึงจะคลี่คลาย
  • ธุรกิจ Virtual Bank (BankX) คาดการณ์ว่าจะมีผลขาดทุนในช่วง 1-3 ปีแรกของการดำเนินงานตามลักษณะธุรกิจระยะเริ่มต้น
  • อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ยังไม่ถึงเป้าหมาย 10% เนื่องจากการเติบโตของกำไรที่ล่าช้า แต่อัตราเงินปันผลยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 6.5-7%

ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)

  • กำไรสุทธิอยู่ที่ 13,000 ล้านบาท ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย
  • สินเชื่อเติบโต 4% โดยเน้นขยายตัวในกลุ่มสินเชื่อบรรษัท (Corporate Loan) เป็นหลัก เพื่อทดแทนกลุ่ม SME ที่มีคุณภาพหนี้เปาะบาง
  • รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนเติบโตได้ดี การควบคุมค่าใช้จ่ายและการตั้งสำรองหนี้อยู่ในระดับทรงตัว
  • ธนาคารพยายามเพิ่ม ROE ให้ถึง 10% ผ่านการจ่ายเงินปันผลและนโยบายซื้อหุ้นคืน
  • โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มีกลุ่ม Gulf Energy เข้ามาถือหุ้นและส่งตัวแทนเป็นกรรมการอิสระ ปัจจุบันยังไม่มีส่วนร่วมในการบริหารงานโดยตรง

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP)

  • กำไรสุทธิ 2,100 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นถึง 51% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • แรงหนุนหลักมาจากธุรกิจตลาดทุน (บล.ภัทร) ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่า 20% และรายได้จากธุรกิจจัดการกองทุนที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
  • ธุรกิจเช่าซื้อได้รับผลกระทบจากผลขาดทุนรถยึดน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และตัวเลข NPL เริ่มทรงตัว
  • แอปพลิเคชัน Dime มียูสเซอร์ประมาณ 2 ล้านราย และเริ่มสร้างรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด โดย 6 เดือนแรกของปีนี้มีรายได้ 876 ล้านบาท สูงกว่ารายได้ทั้งปีของปีก่อน
  • มูลค่าหุ้นเมื่อเทียบกับราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ยังต่ำกว่า TISCO ขณะที่คาดการณ์อัตราปันผลอยู่ที่ 6.5-7%

ธนาคารทิสโก้ (TISCO)

  • กำไรยังคงเติบโตได้ต่อเนื่องแต่ในอัตราที่ชะลอตัวลง คาดการณ์การเติบโตของกำไรปีนี้ที่ 5% และปีหน้า 3%
  • มูลค่าหุ้นปัจจุบันเทรดอยู่ที่ P/BV ประมาณ 2.4 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง (High End) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
  • อัตราเงินปันผลไม่ได้มีความได้เปรียบเหนือ KKP แล้วในปัจจุบัน

ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB)

  • กำไรสุทธิ 5,500 ล้านบาท ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แม้สินเชื่อจะไม่เติบโต
  • มีประเด็นสำคัญเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะหมดลงในไตรมาส 1 ปีหน้า ส่งผลให้ไตรมาส 2 ปีหน้าธนาคารต้องกลับมาเสียภาษีปกติ ซึ่งจะกดดันให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง
  • ธนาคารมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลพิเศษแทนการซื้อหุ้นคืน หากราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นจนการซื้อคืนไม่คุ้มค่าในเชิงบริหารจัดการเงินกองทุน

ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT)

  • กำไรมีทิศทางทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และมี ROE สูงระดับ 15-16%
  • เน้นกลุ่มลูกค้าพ่อค้าแม่ค้าและ SME รายย่อย แม้เป็นกลุ่มเปาะบางแต่มีการใช้กลไก บสย. ช่วยค้ำประกันเพื่อลดความเสี่ยงหนี้เสีย
  • ลักษณะธุรกิจมีความแข็งแกร่งกว่ากลุ่ม Non-bank เนื่องจากมีฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์ คาดการณ์เงินปันผลประมาณ 5%

A445838

โพสต์

พฤหัสฯ. ก.ค. 23, 2026 2:53 pm

KBANK (ธนาคารกสิกรไทย)

  • กำไรสุทธิขยายตัว 6.11% โดยมีการเติบโตของสินเชื่อ (Loan Growth) อยู่ที่ 4.5% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับธนาคารขนาดใหญ่อื่นในกลุ่ม
  • รายได้ค่าธรรมเนียมจากการบริหารจัดการกองทุนและธุรกิจ Wealth Management มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สามารถชดเชยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่มีแนวโน้มลดลงได้
  • ธนาคารมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการปรับลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและกระบวนการทำงาน ส่งผลให้ฐานต้นทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.18% โดยมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 174%
  • อัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ที่ 0.9 เท่า และมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE) 10 เท่า

KTB (ธนาคารกรุงไทย)

  • กำไรสุทธิเติบโต 9% ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการต้นทุน โดยลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) จาก 42% ลงมาอยู่ที่ 38%
  • สินเชื่อรวมขยายตัว 5.1% จากกลุ่มลูกค้ารายย่อย ธุรกิจขนาดใหญ่ และโครงการภาครัฐ
  • NIM อยู่ที่ระดับ 2.45% และมี Coverage Ratio แข็งแกร่งเป็นอันดับสองของกลุ่มที่ 205%
  • อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) อยู่ที่ประมาณ 6% โดยมี P/BV ประมาณ 1.22 เท่า

BBL (ธนาคารกรุงเทพ)

  • กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 19.8% เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย
  • กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ (Corporate) มีการลงทุนลดลงและเลือกชำระคืนหนี้ในบางส่วน ส่งผลต่อฐานรายได้ดอกเบี้ยของธนาคาร
  • ธนาคารเน้นความมั่นคงโดยการรักษา Coverage Ratio ไว้ในระดับสูงที่สุดในกลุ่มที่ประมาณ 300%
  • มูลค่าหุ้นซื้อขายที่ P/BV ประมาณ 0.7 - 0.9 เท่า ของมูลค่าทางบัญชี

SCB (เอสซีบี เอกซ์)

  • กำไรสุทธิลดลง 13% สาเหตุหลักมาจาก NIM ที่หดตัวลง อย่างไรก็ตามธนาคารมีรายได้ชดเชยจากส่วนต่างรายได้จากการลงทุนและธุรกิจ Wealth Management รวมถึงบัตรเครดิต
  • ธนาคารมุ่งเน้นกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลด้วยการนำ AI มาใช้ และการพัฒนา Virtual Bank
  • มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราส่วนที่สูง (Payout Ratio 80%) คิดเป็น Dividend Yield ประมาณ 7.47%
  • เป้าหมาย NIM สำหรับปี 2569 อยู่ในช่วง 3.0 - 3.2%

KKP (ธนาคารเกียรตินาคินภัทร)

  • ผลประกอบการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยกำไรสุทธิเข้าสู่ระดับสูงสุดใหม่จากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
  • ผลขาดทุนจากการจำหน่ายรถยึดลดลง 55% เมื่อเทียบกับช่วงที่มีปัญหาในปีก่อนหน้า
  • รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตจากกลุ่มธุรกิจ Wealth Management และการจัดการกองทุน
  • NPL ปรับตัวดีขึ้นโดยลดลงจาก 4% มาอยู่ที่ 3% และมี P/BV อยู่ที่ 1.36 เท่า

BAY (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา)

  • NIM ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 4.65% จากการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
  • สินเชื่อในภูมิภาคอาเซียนและกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมีการขยายตัว 5.1% ในช่วงครึ่งปีแรก
  • NPL ลดลงจาก 3.34% เหลือ 3% ผ่านการบริหารจัดการหนี้และการขายสินเชื่อบางส่วนออกไป
  • Dividend Yield อยู่ที่ระดับ 3% และมี P/BV ประมาณ 0.7 เท่า

TTB (ทีเอ็มบีธนชาต)

  • กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • การดำเนินงานเน้นความระมัดระวัง (Conservative) โดยมี NPL 2.9% และ Coverage Ratio 157%
  • อัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 4.96% โดยมี Payout Ratio 64%

CREDIT (ธนาคารไทยเครดิต)

  • ธนาคารมีจุดแข็งด้าน NIM ที่ระดับ 7.2% เนื่องจากโครงสร้างสินเชื่อที่เน้นรายย่อยและ SME ขนาดเล็กซึ่งให้อัตราดอกเบี้ยสูง
  • อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ในระดับต่ำกว่า 40%
  • สินเชื่อรวมเติบโต 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามมีระดับ NPL อยู่ที่ 4% ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

A445838

โพสต์

พฤหัสฯ. ก.ค. 23, 2026 2:54 pm

ผลการดำเนินงานกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยครึ่งปีแรก

  • กำไรสุทธิรวมของ 7 ธนาคารหลัก (ไม่รวม BAY) อยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ 4% โดยภาพรวมงบดุลมีความแข็งแกร่งและมีระดับเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
  • ธนาคารส่วนใหญ่ซื้อขายในระดับราคาที่ใกล้เคียงกับมูลค่าทางบัญชี (Book Value) หรือต่ำกว่า ยกเว้นธนาคารที่มีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูง เช่น TISCO ที่ซื้อขายสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี

วิเคราะห์ผลการดำเนินงานรายธนาคาร

  • BBL (ธนาคารกรุงเทพ): กำไรสุทธิต่ำกว่าคาด 11% เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย (NPL) ในบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นลักษณะปกติของธนาคารที่จะเน้นการบริหารจัดการหนี้เชิงรุกในไตรมาสที่ 4 ส่วนผลประกอบการของธนาคาร Permata ในอินโดนีเซียมีแนวโน้มชะลอตัวจากค่าเงิน แต่โครงสร้างสินเชื่อที่เน้นลูกค้ารายใหญ่คล้ายกับ BBL ทำให้ไม่มีประเด็นที่น่ากังวลต่อคุณภาพสินเชื่อรวม
  • SCB (เอสซีบี เอกซ์): กำไรสุทธิสูงกว่าคาดแต่มีประเด็นเรื่องคุณภาพสินเชื่อที่ต้องติดตาม เนื่องจาก NPL เพิ่มขึ้นในเกือบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะสินเชื่อรายใหญ่ SME สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ นอกจากนี้มีการเปลี่ยนนโยบายการตัดหนี้สูญสำหรับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ จากเดิม 180 วันเป็น 365 วัน ส่งผลให้ NPL ค้างอยู่ในงบดุลนานขึ้น อย่างไรก็ตามธนาคารมีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ที่สูงประมาณ 80-90%
  • KTB (ธนาคารกรุงไทย): ผลการดำเนินงานมีความแข็งแกร่ง งบดุลมีความมั่นคง รายได้จากค่าธรรมเนียมเติบโตได้ดี และไม่มีปัญหาด้านคุณภาพสินเชื่อที่น่ากังวล นักวิเคราะห์ได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นสะท้อนความเสี่ยงที่ลดลงและโอกาสในการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลในอนาคต
  • KKP (ธนาคารเกียรตินาคินภัทร): กำไรสุทธิสูงกว่าคาด 12% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ในส่วนธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และรายได้จากวานิชธนกิจ (IB) โดยเฉพาะธุรกรรมประเภท Overnight Deal ในขณะที่รายได้จากตลาดทุนมีความผันผวนตามสภาวะตลาด

ประเด็นด้านมูลค่าทางบัญชีและนโยบายปันผล

  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยให้ผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
  • การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล (ครึ่งปีแรก) มักมีอัตราไม่สูงมากนัก เฉลี่ยอยู่ที่ 1-2% โดยธนาคารที่โดดเด่นในการจ่ายปันผลระหว่างกาลคือ TTB และ TISCO ซึ่งให้ผลตอบแทนประมาณ 1.5-2%
  • ธนาคารเน้นกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ที่มีคุณภาพสูงเพื่อควบคุมต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost)
  • โอกาสการเติบโตในระยะยาวมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียม เช่น ผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน การประกัน และการบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นช่องทางสร้างรายได้นอกเหนือจากการพึ่งพาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวในสภาวะดอกเบี้ยต่ำ
  • ความแข็งแกร่งของเงินกองทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายธนาคารมีศักยภาพในการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้มากขึ้นในอนาคต หากไม่มีการขยายตัวของสินเชื่อที่รุนแรงจนต้องสำรองเงินทุนเพิ่ม