สรุปความรู้ Seminar Thaivi201 Hatyai : AI & The Next Wealth ( 15 Aug 2026) - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard

Published on 23 ส.ค. 2026

สรุปความรู้จาก Seminar ThaiVI 201 Hatyai AI & The Next Wealth ( 15 Aug 2026)

Session 1 : ก้าวแรกสู่การลงทุน  (วิทยากร : พี่วิบูลย์, พี่นุช, พี่อมร)

1.ทำงานไปด้วย และลงทุนไปด้วย ทุกคนสามารถทำได้ โดยพยายามเก็บเงินจากการทำงานเพื่อมาเริ่มลงทุน มีน้อยใช้น้อย, มีมากก็พยายามใช้เงินให้น้อย เพื่อจะได้นำเงินที่เหลือมาลงทุนให้งอกเงย โดยลงทุน Focus ที่ธุรกิจ และพยายามมองการลงทุนเป็น Long Term (ลงทุนระยะยาว)

2.อย่าคิดว่าไม่รู้ แล้วจะไม่รู้เสมอไป (เข้าใจว่าวิทยากรต้องการจะสื่อว่าคนเราควรจะหาความรู้ใส่ตัวอยู่เสมอหรือมี Growth Mindset เรื่องบางอย่างที่ไม่รู้ในตอนนี้ ก็สามารถที่จะเรียนรู้จากหนังสือ, คนที่มีประสบการณ์ จนสามารถที่จะแตกฉานในเรื่องนั้นได้ทุกคน) 

3.สิ่งที่อยากรู้มากที่สุดเกี่ยวกับการลงทุน คือ ใครที่ล้มหายตายจากไปจากตลาดหุ้นและหายไปด้วยวิธีไหน (ในโลกการลงทุน ส่วนใหญ่เราจะฟังแต่คนที่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่อาจจะสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ การที่รู้วิธีการลงทุนที่จะนำไปสู่ความล้มเหลว เพื่อจะได้ระวังข้อผิดพลาดนั้นๆ เพื่อให้สุดท้ายแล้วตัวเราไม่ล้มหายตายจากไปในโลกของการลงทุน)

4.สนามหญ้าหน้าบ้านคนอื่นจะเขียวกว่าบ้านเราเสมอ คือเราสามารถคุยกับเพื่อนๆได้ แต่อย่าไปเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น , พยายามพอใจในสิ่งที่มีของตัวเรา ซึ่งเป็นเคล็ดลับของความสุข และเวลาลงทุนเมื่อคุยกับคนอื่น พยายามอย่าไปสนใจที่ราคาซื้อขายหุ้นของเขา หรือเวลาอ่านบทวิเคราะห์ เราสามารถอ่านเนื้อหาหรือข้อมูลได้ แต่อย่าพยายามไปสนใจที่ราคาเป้าหมาย พยายามรู้จักตัวเอง และรู้จักในสิ่งที่เราลงทุนเป็นอย่างดี

Session 2 : ลงทุนหุ้น Tech, AI ยังได้อยู่ไหม? (วิทยากร : พี่โต Billionaire VI)

5.Great Technology ≠Great Business ≠Great Investment 

Howard Marks : หุ้นที่ดีอาจจะไม่ใช่การลงทุนที่ดี ถ้าเราซื้อในราคาที่แพงเกินไป 

6.พยายามระมัดระวังในการลงทุนในธุรกิจที่มีความไม่แน่นอน เพราะการ Valuation เอง โดยเฉพาะ DCF (Discount Cash Flow) เองถ้า Forecast Growth ไม่ได้ และ Terminal Value มีความผันผวน สุดท้ายมีโอกาสที่ราคาหุ้นเหล่านั้นจะปรับตัวลดลงหลาย 10% ได้  

ถ้าเรามองธุรกิจได้ไม่ชัด ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุน และพยายามดู MOAT ประกอบการลงทุนทุกครั้ง

7.Framework ที่ใช้ในการลงทุน หลักๆ ใช้ 7 Powers Framework ของ Hamilon W.Helmer เพื่อใช้ในการประกอบการลงทุน 

โดยยกตัวอย่างเช่น Microsoft เป็นบริษัทที่มีข้อดีในด้าน Switching Costs ที่ดีมาก เพราะโอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนไปใช้ Product ของคู่แข่งได้ค่อนข้างยาก เพราะมีทั้ง E-mail ที่ผูกเข้ากับ Microsoft Teams และสามารถสรุปเข้า Outlook และ Sharepoint ได้เป็นต้น, TSMC มี Process Power ที่ใช้ในการผลิตที่ล้ำหน้า สามารถผลิตชิปขนาด 2-3 Nano โดยที่มี Yield ในการผลิตที่ดีกว่า, Apple มี Pricing Power ที่ดีมาก โดยมีอุปกรณ์ Hardware Device ที่ดีมาก และพยายามเป็น Partner กับทั้ง Open AI และ Gemini รวมทั้งเป็นบริษัทที่มี Branding ที่ค่อนข้าง Strong  

8.ตะกร้า 3 ใบสำหรับโลกการลงทุน 1.)Yes (ใช่) 2.)No. (ไม่ใช่) 3.)Too Hard (ยากเกินไป) ปรัชญาการลงทุนจาก Charlie Munger  พยายามศึกษาหุ้นในแต่ละตัวจากนั้น ต้องแบ่งว่าหุ้นนั้นอยู่ในตะกร้าใบไหน Yes หรือ No หรือ Too Hard หลังจากนั้นถ้าเป็นหุ้นที่ใช่ แต่ราคาหุ้นยังไม่ใช่ ให้เก็บไว้ใน Waiting List จนกว่าจะเจอราคาหุ้นที่ใช่ถึงจะเข้าลงทุน

9.Looking to Future, who would Benefit (มองไปยังอนาคต เพื่อมองหาบริษัทที่ได้รับประโยชน์)

ในโลกแห่งการลงทุน เราควรมองไปที่ข้างหน้า ไม่ใช่มองไปที่กระจกหลังหรือดูแต่ข้อมูลในอดีต 

สำหรับปัจจุบันที่ Opportunity จาก AI นั้นสามารถแบ่ง Layer Level การลงทุน ได้ 5 ระดับ

Level 1 : Energy , Level 2 : Chip , Level 3 : Infrastructure (Ex.บริษัท Hyper scaler ต่างๆ)  , Level 4 : Model (Ex.OpenAI , Cluade), Level 5 : Application (Ex.Cyber security , SAAS)

โดยลองศึกษาหาข้อมูลจากพวก Earning Call และ Research ต่างๆ และพยายามเลือกบริษัทที่ประเมินมูลค่าได้ในราคาที่เหมาะสม และพยายามนำ Framework เรื่อง 7 Powers เข้ามาช่วยวิเคราะห์ เพื่อจะคาดการณ์ได้ว่าบริษัทไหนจะสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว

10.บทเรียนแห่งการลงทุน ในปี 2022 ปีที่เจ็บตัว ปีนั้นมีบางส่วนที่พยายามไปลงทุนในหุ้น Hyper Growth รายได้ โต 30-50% โดยปีนั้นมีหุ้น IPO เข้ามาเป็นจำนวนมาก เป็นจังหวะที่มีการขึ้นดอกเบี้ย โดยบริษัท IPO เข้าตลาดโดยคาดหวังว่าจะได้ราคาที่ดี ซึ่งการลงทุนหุ้น Hyper Growth บางตัวที่บางบริษัทยังไม่มีกำไร ก็มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง

11. AI vs Cost 

สุดท้ายแล้ว AI ไม่น่าจะต่างกันเท่าไรในอนาคต (Claude, Gemini, ChatGPT , etc.)

ซึ่งปัจจุบัน Capex แต่ละเจ้าเพิ่มเยอะพอสมควร โดยช่วงนี้ค่าย Big Tech แต่ละเจ้าจะได้ Return จากการลงทุนมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นจุดที่ต้องติดตาม เพราะช่วงนี้แต่ละบริษัทก็มองว่าถ้าไม่ทำ (ลงทุน Capex เพิ่ม) ก็มีโอกาสจะตกรถ และเสีย Market Share ให้บริษัทอื่นๆ

โดยปัจจุบัน Data Center 1 ที่ใช้ได้ประมาณ 30 ปี ในขณะที่ Chip ใช้ได้แค่ 5-6 ปี เพราะฉะนั้นต้องเปลี่ยน 5 รอบต่อ 1 Data Center โดยยกตัวอย่างเช่น AWS ภายใน 2 ปีครึ่งจะเริ่มคุ้มทุน ได้ Return ประมาณ 30% ส่วนกรณีที่ทำ API ให้คนอื่น จะมี Return แค่ 20 กว่า %  เพราะ Outsource ไปบางส่วน

12.Where AI Value is Moving 

Compute -> Infrastructure -> Platform -> Application -> Intelligence

โดยปัจจุบันยังอยู่ในฝั่งซ้าย (Compute และ Infrastructure) อยู่ 

13.Valuation หุ้น Technology 

ปัจจุบันดู P/S หรือ DCF (Discount Cash Flow) โดยพยายามระมัดระวังบริษัทที่ P/S สูงจนเกินไป เช่นเกิน 30, 50 เท่า และพยายามระมัดระวังบริษัทที่มีความผันผวน เพราะจะ Predict ได้ค่อนข้างยาก และถ้ามีความไม่แน่นอนจะส่งผลกับ Terminal Value ค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นจะพยายาม Focus ไปที่ลงทุนในบริษัทที่ทำ DCF หา Free Cash Flow หรือคำนวณ P/E Ratio ได้ 

14. สิ่งที่อยากฝากนักลงทุน

-เราลอกการบ้านคนอื่นได้ แต่ลอกความเชื่อมั่นคนอื่นไม่ได้

-Valuation แบบ VI ทำให้อยู่รอดและอยู่ได้ในระยะยาว โดยพยายามหาธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง มี Moat โดยมอง Framework ระยะกลาง-ยาว พยายามให้ได้ Return 15-20% ในระยะยาว 

-บางทีการเลือกที่จะเสียดายดีกว่าเสียใจ (นักลงทุนไม่จำเป็นต้องไปเกาะกระแสเลือกหุ้นหรือบริษัทที่อยู่ในกระแส ถ้าตัวเราไม่มีความเข้าใจในอุตสาหกรรมนั้นดีพอ) อย่ากลัวที่จะตกรถ และพยายามมี Margin of safety อยู่เสมอๆ ลงทุนอย่างมีความสุข ไม่เครียด

-ซื้อหุ้นที่มีแต้มต่อ มีความสามารถในการรอคอย รู้จักรอคอยจังหวะดีๆเหมือนการตีเบสบอล  (ทำการบ้านและมี Waiting List สำหรับการลงทุน และรู้จักรอจังหวะ)

-รับฟังคนอื่นได้ แต่ต้องมีความคิดที่เป็นของตัวเองหรือมีความคิดที่เป็นอิสระ 

Session 3 : Set 1600 ยังลงทุนได้ไหม? (วิทยากร : พี่โจ ลูกอีสาน,พี่ตี้ ธนะสิน , พี่วิบูลย์ ,พี่หลิน, พี่นุช)

15.แนวคิด 4 อย่างในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

1.)ซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ 

2.)ซื้อหุ้นในบริษัทที่เราเข้าใจ

3.)ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง  

Assumption อย่าง Growth Rate, Discount Rate , WACC, กระแสเงินสดที่คำนวณ มีผลกระทบกับตัวเลขสุดท้ายได้ทั้งหมด  เพราะฉะนั้นพยายามมอง Valuation เป็นช่วงราคามากกว่าการ Fix เป็นค่าใดค่าหนึ่งตายตัว และ Valuation มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ทุกปีตามปัจจัยธุรกิจที่เปลี่ยนไป

4.)ถือหุ้นตราบที่ยังเป็นธุรกิจที่ดี  

ที่ผ่านมานักลงทุนหลายท่านขายหุ้นในช่วงที่ตลาดขาลง, พยายามกลับมาดูที่พื้นฐานของกิจการ ซึ่งสุดท้ายแล้วระยะยาวราคาหุ้นจะสะท้อนตามผลประกอบการบริษัท

16.แนวคิดหุ้นปันผล

เวลาลงทุนพยายามจัด Port ให้มีกองหน้า และกองหลัง เหมือนเวลาเล่น Football โดยพยายามให้มีหุ้นปันผล เป็นกองหลังอยู่เสมอ ในบางช่วงจังหวะเวลาอย่างเช่นช่วง Covid-19 การซื้อหุ้นปันผลที่มีราคาลงมาแรงๆช่วงนั้น และทนถือมาจนถึงปัจจุบันนั้น อาจจะได้ทั้งปันผลหลัก 10-20% และได้ Capital Gain ใน % ที่สูง แต่นักลงทุนส่วนใหญ่บางทีอาจจะรีบขายหุ้นปันผลทิ้ง เช่นราคาหุ้นขึ้นจาก 10 บาทเป็น 12 บาทก็รีบขายหุ้น และมาซื้อหุ้นอีกที เช่น 15 บาทเพื่อมาขายในราคา 20 บาท ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจจะพลาดโอกาสการได้กำไรและได้ปันผลในระยะยาว ถ้าสุดท้ายธุรกิจที่ซื้อเป็นธุรกิจที่ดีในระยะยาว  พยายามมองว่าการสะสมหุ้นปันผลไว้เพื่อให้ได้ปันผลเป็นค่าใช้จ่ายรายปีในอนาคต มากกว่าการหวัง Capital Gain 

โดยท่าง่ายในการลงทุน คือการทยอยสะสมหุ้นปันผลมากขึ้น หรือให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยตัวเราควรควบคุมในสิ่งที่เราควบคุมได้ ส่วนปัจจัยอื่นที่เราควบคุมไม่ได้ก็อย่าไปใส่ใจมาก

17.การที่ตลาดหุ้นไทยขึ้นจากดัชนี 1200 จุดมาที่ดัชนี 1600 จุดนั้น ปัจจุบันก็ยังมีหุ้น Value อยู่หลายตัว รวมถึงหุ้นที่มีปันผลสูงๆอยู่เยอะ ที่สามารถซื้อได้ โดยครั้งนี้ดัชนีที่ขึ้นมาส่วนหนึ่งมาจากการที่หุ้นที่มี Market Cap สูงๆหลายตัวปรับตัวขึ้น แต่หุ้นขนาดเล็กและกลางหลายๆตัว ราคายังปรับตัวขึ้นไม่เยอะ ซึ่งถ้าเราศึกษาให้ดีและทำความเข้าใจธุรกิจ และกระจายการลงทุนในจำนวนที่เหมาะสมก็เป็นโอกาสในการลงทุน 

นอกจากนี้ 2-3 ที่ผ่านมา Multiple ของตลาดไทยก็ลงมาเรื่อยๆ และเกิดเป็น The Lost Decade จากปัญหาต่างๆเช่นการเมืองเป็นต้น ทำให้แม้ปีนี้จะปรับตัวสูงขึ้นแต่ก็ยังอยู่ใน Range ที่ยังถูก ซึ่งในปีนี้เองนั้นก็มีอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น เช่น PCB, Electronic ,Photonics รวมไปถึง Data Center ทำให้มีทิศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยถ้า P/E ไม่สูงมาก เช่น 10 เท่า มี Dividend Yield สัก 6-7% ขึ้นไป และ Earning หรือกำไรไม่ตกลงหรือสามารถปรับตัวสูงขึ้น,ลงทุนในช่วงที่ความคาดหวังต่ำมาก ก็มองว่าเป็น โอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนของนักลงทุน VI  

และจริงๆแล้วดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้บอกอะไรมาก เช่น Vietnam ตลาดหุ้นลงจาก 2000 จุด เหลือ 1700 จุด ลงแค่ 10 กว่า% แต่หุ้นหลายตัวราคาหุ้นลงมา 50% ส่วนตลาดหุ้น Korea นั้นดัชนีขึ้นมาเยอะแต่ก็มาจากการขึ้นของ 2 บริษัทเป็นหลัก ซึ่งจริงๆแล้วตลาดหุ้นไทยก็ยังมีโอกาสจากหุ้นที่กึ่งๆ Turnaround รวมถึงบริษัทบางบริษัทที่เป็น Commodity ที่วัฎจักรเริ่มกลับมาดี ก็มองว่าเป็นอีกโอกาสนึง

สำหรับมุมมองอีกด้านหนึ่ง

อย่างไรก็ตามในอีกแง่นึง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นลงมาอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10% ซึ่งหุ้นหลายตัวราคาลงไปถึง 70-80% เพิ่งจะมีปีนี้ที่ดี ทำให้เมื่อหุ้นที่งบเป็นไปตามคาด และราคาปรับตัวสูงขึ้นก็ทยอยขายออกไปเพื่อเก็บเป็นเงินสดบ้างเช่นกัน โดยรอหุ้นปรับตัวลง ไม่ก็ไว้ใช้ซื้อหุ้นบริษัทอื่นๆที่ยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะคึกคักตอนหุ้นขึ้น แต่จริงๆแล้วตามทฤษฎีแล้ว พวกเราควรจะคึกคักหรือกระตือรือร้นมากๆตอนที่หุ้นลง  นอกจากนี้ 3-4 ปีช่วงที่หุ้นลงอย่างต่อเนื่องสิ่งที่ยังประคองชีวิตก็คือปันผลที่ได้จากหุ้น “ราคาคือมายา ปันผลคือของจริง”

ซึ่งอีกมิตินึงสำหรับประเทศไทย ถ้ามอง PEG ที่ปัจจุบัน P/E เฉลี่ยที่ 16 เท่า ในขณะที่ Growth แค่ 3% กว่า ถือว่า PEG ปัจจุบัน 4-5 เท่า ก็ไม่ถือว่าถูกเช่นกัน เพราะตลาดหุ้นบางประเทศอย่าง Korea ที่แม้จะปรับตัวสูงขึ้นแต่เมื่อเทียบกับ PEG ก็อาจจะแค่ 1 เท่าเป็นต้น ซึ่งครึ่งปีแรกกำไรที่เติบโต ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจพลังงานที่ได้อานิสงส์จากการที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถ้าตัดกำไรส่วนนี้ที่เป็นกำไรชั่วคราวออก กำไรก็อาจจะขึ้นไม่เยอะ 

นักลงทุน VI เราไม่ควร Timing ตลาด พยายาม Focus ที่บริษัทที่เราลงทุนและเผื่อ MOS (Margin of Safety) ไว้บ้าง

โดยสรุปคือยังมีโอกาสในหุ้นไทย แต่ก็มีความเสี่ยงจากการที่บริษัทส่วนใหญ่ไม่ค่อยเติบโตเช่นเดียวกัน 


18.หุ้นปันผลนั้น ถ้าจะลงทุนแล้วหวังทั้ง Capital Gain ด้วยและปันผลเยอะๆด้วยอาจจะยากหน่อย ลองพยายามเลือก Focus Dividend เป็นหลักน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะถ้าจะไปคาดหวัง Capital Gain พร้อมกันด้วยอาจจะหาหุ้นได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าจะเอา Capital Gain บางทีการศึกษาหุ้นต่างประเทศ อาจจะมีโอกาสที่มากกว่าการหวัง Capital Gain จากตลาดหุ้นไทย

19.ถ้ามีเงินเหมือนเริ่มลงทุนใหม่ๆ จะลงทุนอย่างไร 

-ถ้าย้อนกลับไป ก็ยังจะลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะสามารถรู้ธุรกิจ และการได้เงินปันผลก็สามารถนำมาใช้จ่ายได้ ซึ่งการลงทุนต่างประเทศ ต้องวางแผนภาษีให้ดี แต่ก็ควรมีบางส่วนที่ไปลงทุนต่างประเทศด้วย 

ซึ่งการจะลงทุนต่างประเทศ ตัวเราก็ควรจะมีความรู้ในระดับหนึ่งก่อนที่จะไปลงทุน ไม่งั้นก็จะเป็นความเสี่ยง โดยเมื่อความรู้มากขึ้นก็ค่อยไปลงทุนต่างประเทศ ส่วนถ้าเงินน้อย ความรู้ในการลงทุนเยอะก็แนะนำให้ไปลงทุนต่างประเทศ โดยพยายามมองว่าทำงานไปด้วย เก็บเงินไปด้วย มอง Time Frame ในระยะยาว เช่น 10-20 ปีขึ้นไป ก็อาจจะยังไม่ต้องกังวลเรื่องภาษี และถ้ากลัวหรือกังวลเรื่องภาษีมากๆ การซื้อ DR แทนก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกนึง และในปัจจุบันที่มี Tool อย่าง AI เช่น ChatGPT ก็นำมาช่วยในการอ่าน Annual Report หรือนำมาวิเคราะห์หุ้นเบื้องต้นได้เช่นกัน

ซึ่งนอกจากนี้ มิติของนักลงทุนมี 2 แกน คือเงิน และเวลา โดยข้อจำกัดที่สำคัญของนักลงทุนคือต้องใช้เวลา ในการเข้าใจธุรกิจและมี Conviction (ความเชื่อ) ในการลงทุน เพราะเราต้องอยู่กับการลงทุนนั้นจนผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายได้ พยายาม Allocate เวลาในสิ่งที่ถูกต้อง และมีคุณภาพสูง เพื่อให้สามารถ Compound ได้เป็นเวลานานๆ 

ตัวเราเองนั้นก็ต้องพยายามมองหาการลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพสูง พยายาม Screen หุ้นคุณภาพต่ำออกไป คัดออกไปเรื่อยๆ จนอาจจะได้ Watch List หุ้นที่ดีที่สุดในโลก ในหุ้นจำนวนหนึ่ง เช่น 50 หรือ 100 ตัว 

สำหรับเงินนั้นก็พยายาม Allocate ให้มีการลงทุนในหุ้นตลาดไทยและรวมไปถึงอาจจะมีการลงทุนใน DR ที่ปัจจุบันมีให้เลือก 300 กว่าตัว ซึ่งสามารถสลับ Port ไปมาได้ตามสถานการณ์  

20.มองว่านอกจากผลประกอบการ , ปัจจัยอื่นๆเช่นอัตราดอกเบี้ยจะมีผลกับการลงทุนไหม

-มือใหม่มักจะสับสน ในระยะยาวแล้ว ปัจจัยที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้นที่ชัดเจนคือกำไรที่บริษัทสามารถทำได้ ในขณะที่ในระยะสั้นนั้นมีปัจจัยเป็นจำนวนมาก (Ex.อัตราดอกเบี้ย, สงคราม) แต่ถ้าเป็นระยะยาว ปัจจัยหลักที่มีผลคือ EPS ที่บริษัททำได้ โดย Logic คือ บริษัทกำไรดี, ปันผลดี หรือปันผลมากขึ้นเรื่อยๆ คนก็จะมาซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นพยายาม Focus ที่กำไรของหุ้นเป็นหลัก และสนใจว่ากำไรในอนาคตจะเป็นอย่างไร ส่วนสิ่งอื่นๆเช่นข่าวตาม Social media มักจะเป็น Noise ของการลงทุน

คติ “กำไร พ่อของทุกสถาบัน”

ถ้าการดำเนินงานดี กำไรดี ถ้าเรานี่งๆ ใจเย็น ราคาหุ้นก็มักจะสะท้อนในอนาคต อาจจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้างในกรณีที่กำไรหุ้นของบริษัทโต แต่ราคาหุ้นลดลง เพราะตลาดหุ้นอาจจะรับรู้แล้วว่ากำไรโต แต่กำไรหุ้นของบริษัทอาจจะโตน้อยกว่าที่ส่วนใหญ่คาดการณ์เอาไว้ 

โดยตัวเราต้อง Focus ไปที่หุ้นที่กำไรเติบโต ซึ่งมีอยู่ไม่กี่บริษัท ซึ่งหน้าที่เราคือต้องพยายามหาเพชรเหล่านี้ให้เจอ แยกให้ออกจากบริษัทอื่นๆ แต่ถ้ากำไรไม่โต สิ่งที่จะชดเชยได้คือปันผลของบริษัท (สำหรับธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว) 

ส่วนเพิ่มเติมข้อดีของหุ้น Growth หรือหุ้นเติบโต ตลาดหุ้นมีโอกาสที่จะปรับ P/E Multiple ให้สูงขึ้น เช่นกำไร EPS เติบโตจาก 10 Baht เป็น EPS 12 Baht , P/E ก็มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นเช่นจากเดิม P/E 7 เท่า ตลาดอาจจะปรับให้เป็น 10 เท่า แต่ในทางกลับกัน ถ้า EPS ลดลง P/E ที่ตลาดให้ก็มีโอกาสปรับตัวลดลงได้เช่นเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นดาบสองคม

21.พึงระมัดระวัง ในการซื้อหุ้นที่ P/E สูงจนเกินไป อย่างหลายๆปีก่อน หุ้นที่เข้าตลาดหลักทรัพย์มาเข้ามาที่ราคา P/E 30-40 เท่า ทำให้ตลาด Price in การเติบโต เข้าไปแล้ว แม้ว่ากำไรจะเติบโตแต่ราคาหุ้นก็อาจจะไม่ไปไหน หรือถ้ากำไรไม่เติบโตอย่างคาด ก็มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะถูกทำโทษได้

22.ปกติขายหุ้นยังไงบ้าง

1.)ขายหุ้นเมื่อสิ่งที่คิดไว้ตอนแรก ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ถ้าคิดผิดหรือปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนไปทางแย่ลงชัดเจน ก็ต้องยอมตัดสินใจขาย Cut loss

2.)ขายเมื่อราคาหุ้นสูงขึ้นเกินกว่าราคาที่เราประเมินมูลค่าหุ้นไว้

3.)ขายเพื่อ Switch ไปซื้อหุ้นตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่าเช่น P/E ถูกและมี Upside มากกว่า

23.ยุคนี้เป็นยุคของคนที่มักจะคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ซึ่งความคิดที่อยากจะรีบรวยเร็วๆ อาจจะอันตราย เพราะถ้าคิดอย่างนั้นก็อาจจะทำให้มองข้ามความเสี่ยงหลายๆอย่างจนรีบตัดสินใจและทำให้ตัดสินใจผิดพลาด ซึ่งสุดท้ายแล้วฐานะหรือ Port เราอาจจะแย่ลงอย่างมีนัยยะได้ การที่คนเราจะเปลี่ยนชีวิตได้นั้นมีทั้ง 2 ด้าน คือประสบความสำเร็จและล้มเหลว ส่วนใหญ่เราได้ฟังแต่คนที่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่คนที่ลงทุนล้มเหลวจำนวนมากนั้นมักจะไม่ได้ออกมาพูด พยายามหาความรู้ในการลงทุนและพยายามอยู่ในการลงทุนให้นานพอจนได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะเวลาที่นานๆ ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อนที่จะรวย

Session 4 : สินทรัพย์ที่ยังน่าลงทุนช่วง 2H 69 (วิทยากร พี่อมร)

24.ช่วงอายุ กับสัดส่วนการลงทุนในหุ้น

ช่วงอายุน้อยๆ เราอาจจะลงทุนหุ้นในสัดส่วนที่เยอะ แต่ตอนที่อายุเยอะเช่นช่วงที่เกษียณ ตัวเราไม่จำเป็นต้องลงทุนหุ้น 100% โดยสามารถปรับสัดส่วนให้ลดลงตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการลงทุนสินทรัพย์รายตัวก็มีความเสี่ยงประมาณนึง ซึ่งเราอาจจะเลือกลงทุนเป็นกองทุนรวมบางส่วนเพื่อกระจายความเสี่ยง

25. ดร.นิเวศน์ นักสู้ vs นักเลือก โดยอาจารย์เริ่มจากเงินลงทุน 10 Mb มาเริ่มลงทุนในหุ้น ซึ่งเป็นช่วงที่เพิ่งผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง ตอนนั้นดัชนีตลาดลดลงจาก 1800 จุด มาเหลือประมาณ 800 จุด และลดลงไปที่ต่ำสุดช่วง 200 จุด แต่หุ้นที่อาจารย์เลือกในตอนนั้น ซึ่งเป็นหุ้นที่ได้เปรียบยั่งยืนในการแข่งขันและมี MOAT รวมถึงเป็นบริษัทที่ได้ปันผล 10% คิดเป็นเงินปันผลปีละ 1 Mb ซึ่งเพียงพอสำหรับเลี้ยงดูครอบครัวของอาจารย์

26.ปัจจัยเรื่องเอลนีโญ และลานีญา  ส่งผลต่อสภาพอากาศฝนตกหนัก หรือสภาพแห้งแล้ง

โดยเอลนีโญ จะทำให้เกิดสภาพฝนตกหนักในทวีปอเมริกาใต้และเกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนลานีญา จะตรงกันข้าม (เกิดสภาพฝนตกหนักที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกิดความแห้งแล้งที่อเมริกาใต้)

ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับการลงทุน commodity บางตัวเช่นถั่วเหลือง รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพดินฟ้าอากาศพวกนี้ ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยนึงที่นักลงทุนควรจะให้ความสนใจ 

Session 5 : กลยุทธ์ลงทุนหุ้นต่างประเทศในภาวะดอกเบี้ยสูง (วิทยากร : พี่โจ ลูกอีสาน, พี่ตี้ ธนะสิน, พี่โต BillionaireVI , พี่หลิน)

27.การที่สนใจติดตามข้อมูลทางด้าน Macro Economy บ้างก็น่าจะช่วยให้ได้ประโยชน์กับการลงทุน อย่างเช่นการปรับอัตราดอกเบี้ยของ FED เพราะสงครามทำให้เกิดเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น  อย่างในอดีตปี 2022 ช่วงนั้น FED ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 0.5% ถ้าเราเข้าใจอาจจะทำให้เป็น Trigger นึงในการลด Position ของ Port ลงบ้าง เพราะ Discount Rate ปรับตัวสูงขึ้น โดยเราควรศึกษาหุ้นรายตัว และพยายามศึกษาทำความเข้าใจภาพ Macro เพื่อให้ลดสัดส่วนลงบ้างถ้ามีความเสี่ยงเรื่องพวกนี้

28.การจะลงทุนในอะไรนั้น สิ่งสำคัญคือควรจะต้องถามตัวเองว่า เรามี Passion ในเรื่องอะไร หรือชอบการลงทุนในอุตสาหกรรมไหน เพราะตัวเราต้องใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดให้เข้าใจก่อนการลงทุน และเมื่อเลือกแล้วก็ต้องมี Commitment กับตัวเองในการศึกษาหาข้อมูล โดยเราอาจจะแบ่งเป็นกลุ่มประเทศที่สนใจ เช่น Development Country หรือประเทศที่เจริญแล้วเช่น America , Europe , กลุ่ม East Asia (Ex.Hongkong, Korea, Japan) หรือ ประเทศในละแวก South East Asia เช่น Vietnam, Indonesia จากนั้นลองศึกษาหาข้อมูล และถ้ามีโอกาสก็ลองเดินทางเพื่อไปเรียนรู้หรือไปเห็นธุรกิจจริงๆในประเทศดังกล่าว 

นอกจากนี้อาจจะแบ่ง Group เป็น Old Economy เช่น ธุรกิจค้าปลีก, โรงพยาบาล และ New Economy เช่น อุตสาหกรรม Chip, Memory เพื่อศึกษาหาความรู้ในอุตสาหกรรมต่างๆ แต่สิ่งที่เป็นข้อควรระวังคือ ไม่ควรรีบไปซื้อหุ้นในอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงกำลังร้อนแรงโดยที่ยังไม่มีความรู้ ซึ่งบางทีพอซื้อเสร็จเจอช่วงราคาหุ้นที่ลงก็ต้องรีบ Cut ทิ้ง โดยตัวเราควรที่จะศึกษาความรู้ให้มากพอในระดับหนึ่งก่อนที่จะลงทุน

29.“ถ้ามองว่าแต่ละประเทศในโลก 195 ประเทศนี้ คือหุ้น 1 บริษัท คำถามคือเราจะซื้อหุ้นที่ชื่อบริษัทประเทศไทยไหม หรือว่าเราควรจะขายหุ้นบริษัทนี้ทิ้ง? ”  

แม้ว่าพวกเราจะรักในประเทศชาติของเรา แต่ถ้ามองในความเป็นจริง เราอาจจะต้องขายหุ้นนี้มากกว่าจะซื้อหุ้น โดยเหตุผลเพราะประเทศเรามีปัญหาในเชิงโครงสร้างหลายอย่าง 1.)ไทย ไม่ใช่สังคมนวัตกรรม หรือมี Innovation หากแต่เป็นสังคมที่เน้น Connection หรือการผูกขาด มากกว่า 2.)ระบบข้าราชการไทยนั้น จำนวนข้าราชการต่อประชากรทั้งหมด ประเทศไทยมีสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับหลายๆประเทศในโลกนี้ นอกจากนี้เม็ดเงินที่ไหลเข้าไปในประเทศ ยังมีการรั่วไหลและไร้ประสิทธิภาพในอัตราส่วนที่สูง 3.)หนี้เยอะ ในขณะที่ผู้ที่เป็นนักลงทุนได้เงินปันผลจากการลงทุน แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศนั้นมีหนี้ครัวเรือนค่อนข้างสูง และต้องเสียดอกเบี้ยในหลัก 10 กว่า% ต่อปีขึ้นไป 4.)Aging Society สังคมผู้สูงอายุ อัตราการเจริญพันธ์ของประเทศไทย ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งในอนาคตประชากรจะลดลงเรื่อยๆ โดยปัจจุบัน 3-4 ปีที่ผ่านมา คนที่เสียชีวิตเริ่มมีจำนวนมากกว่าทารกที่คลอดออกมา

ซึ่งในมุมนักลงทุนนั้น เราเองอาจจะเลือกได้ว่า “ร่วมหัว ไม่จมท้าย” ประเทศไหนที่แย่ก็อาจจะเลือกลดสัดส่วนการลงทุน เพราะปัจจุบันเงินเองไม่มีพรมแดน และในปัจจุบันทุกวันนี้เราก็มี Technology AI มาช่วยทลายข้อจำกัดทางด้านภาษาแล้ว , การที่ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐและจีน แข่งขันกัน มันก็ทำให้เกิดนวัตกรรมหลายอย่างและทำให้เกิดความรุ่งเรืองในหลายเรื่อง

30.มองความเสี่ยงเรื่อง Regulation ยังไงบ้างในประเทศจีนและรวมถึงความเสี่ยงอื่นๆ?

-ปัญหาหลักในจีน อาจจะไม่ใช่เรื่อง Regulation แต่มันคือ Earning หรือกำไร เพราะสภาพการแข่งขันที่สูงในหลายๆอุตสาหกรรม อย่างเช่นในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Technology ซึ่งบริบทอาจจะแต่งต่างจากการแข่งขันใน สหรัฐ แต่ก็ยอมรับว่า Regulation นั้นมีผลกระทบบ้างในหุ้นบางอุตสาหกรรม ซึ่งเราก็ต้องติดตามดูท่าทีความเห็นของรัฐบาลจีน แต่ถ้า Earning หรือกำไรมาดี ก็น่าจะเป็นปัจจัยหลักในการ Drive มูลค่าของกิจการ สำหรับหุ้นจีนนั้นมองว่าอาจจะเป็นท่าที่ยากกว่าสหรัฐ เพราะมีเหตุผลเรื่องการแข่งขัน บางอุตสาหกรรมแข่งกันดุเดือดมาก และถ้าบริษัทขนาดกลาง, เล็ก ทำธุรกิจแล้วแนวโน้มไปได้สวย ก็มีโอกาสที่รายใหญ่ในประเทศจะลงมาทำแข่ง  

หลายๆคนเวลาลงทุนหุ้นต่างประเทศ มักจะคิดว่าตัวเองมีความรู้ที่มากพอ แต่จริงๆแล้วเราอาจจะยังรู้ไม่มากพอในการลงทุนหุ้นต่างประเทศ ซึ่งความรู้,เม็ดเงิน, Valuation ต้องไปด้วยกัน ถ้าความรู้ยังไม่มากพอ เราก็ควรจะซื้อหุ้นในสัดส่วนที่ไม่เยอะ อย่างไรก็ตามหุ้น Hongkong หลักๆก็อาจจะมีส่วนชดเชยจากความถูก (Valuation ที่ไม่แพง)

 31. 3H  (Heart ,Hard ,Heat) กับการลงทุนต่างประเทศ

โดย 1.)Heart คือใจของเราชอบในบริษัทหรืออุตสาหกรรมนี้ไหม 2.)Hard จากความรู้ของเราบริษัทนี้หรืออุตสาหกรรมนี้ยากเกินไปหรือเปล่า  และ 3.)Heat โดยดูว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวกำลังร้อนแรงเกินไปไหม นอกจากนี้ควรไปดูสภาพการแข่งขันด้วย เช่นที่ผ่านมา ธุรกิจ Renewable Energy เช่น Solar Panel แข่งกันเลือดพล่าน แต่ บางธุรกิจอย่าง Battery เองอาจจะมี Key Player ไม่กี่ราย ทำให้สามารถ Control หรือ dominate ทำให้รายได้,ผลกำไรได้ดีกว่า 

32.Source ข้อมูลในการลงทุนหุ้นต่างประเทศ

จริงๆแล้ว วิธีการลงทุนคล้ายๆหุ้นไทย โดยเริ่มจาก มองภาพใหญ่ในอุตสาหกรรมก่อน เมื่อเราหาข้อมูลไปเรื่อยๆ เราจะเจอคนที่ตามอุตสาหกรรมนั้นหรือประเทศนั้นอยู่ หลังจากที่เริ่มมีเครือข่ายการลงทุน พยายามฝึกถาม Concept และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนั้น รวมถึงพยายามหาข้อมูลจาก AI และ พยายามหาประเด็นในการโต้แย้งหรือเถียงจนสามารถชนะ AI ได้ นั่นอาจจะเป็น Sign ว่าเราเริ่มมีความรู้ ความชำนาญในอุตสาหกรรมนั้นจริงๆ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเราจะได้ข้อมูลจากตัวช่วยต่างๆ สุดท้ายแล้วหน้าที่ของนักลงทุนคือเราต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง

นอกจากนี้พยายามฟัง CEO บริษัทพูดให้เยอะ หรือดู clip สัมภาษณ์ให้เยอะ โดยเจาะไปที่บริษัท และตามเข้าไปลึกๆ

Source ของหุ้น Hongkong อย่างเช่น ข่าวที่บริษัทแจ้งตลาดหุ้น , Smart Karma (Research ที่ต้องเสียค่าสมัครรายเดือน), Xueqiu Webboard การลงทุนของประเทศจีน ที่ซึ่งนักลงทุนเก่งๆ หลายท่าน Post โดยเราสามารถใช้ Program แปลภาษาเพื่ออ่านทำความเข้าใจได้ 


Source ของหุ้น USA ตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ Wall Street, CNBC , ใช้ AI แต่ตัวเราต้องมีการ Verify ข้อมูลด้วยตัวเอง , Youtube, รวมไปถึงคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งจะทำให้เรามีข้อมูลในเชิงลึกในอุตสาหกรรม

33.การที่กลับมาสู่ Basic ลองหา Program screening หุ้นที่ P/E ต่ำๆ , ปันผลสูงๆ เพื่อ Screen หุ้นมา สัก 30 ตัวก่อน จากนั้นค่อยคัดหุ้นออกมาเองเหลือสัก 2-3 ตัวก็อาจจะเป็นอีกวิธีการลงทุนหนึ่งที่ได้ผล เพราะได้ในมุม Quantitative มาก่อน โดยทำให้ลดการใช้ Emotional ได้ประมาณนึง

34.สุดท้ายสิ่งที่อยากฝากนักลงทุน

พี่ตี้ : ให้กำลังใจทุกคนในเส้นทางนี้ ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาเยอะหน่อย ลองที่พื้นฐานง่ายๆ ข้อมูลเชิงตัวเลข P/E ต่ำ , ปันผลสูงๆ , บริษัทที่เราเข้าใจ สัก 10-20 บริษัทเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนก่อน ถ้าอยากรวยเร็วขึ้นอาจจะต้องศึกษาไปลงทุนหุ้นต่างประเทศบ้าง นอกจากนี้ หุ้นไทย ในปัจจุบันนั้น หลายๆบริษัทเริ่มนำ AI เข้ามาใช้ในบริษัททำให้สามารถช่วยลด Cost ซึ่งก็อาจจะเป็นโอกาสในการหาหุ้นเติบโตด้วย Theme AI ในประเทศไทย

พี่โต : 10 กว่าปีก่อนพี่โตก็เป็นคนหนึ่งที่มานั่งฟังสัมมนาต่างๆ คล้ายทุกคนในห้องนี้ ซึ่งการได้มาฟังคนที่มีประสบการณ์อย่างพี่โจ, พี่หลิน ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องมีวินัย (ขยันศึกษาหาความรู้) 

หุ้นไม่ได้มีแค่ด้านดีเพียงด้านเดียว แต่ยังมีมุมตรงกันข้าม ซึ่งเราต้องดูความเสี่ยงต่างๆให้ดี  

Secret Sauce คือ เราต้องอยู่ในตลาดได้ระยะนานพอในตลาดหุ้นเพื่อให้ประสบความสำเร็จ พยายามขยัน, อดทน, ลงทุนต่อเนื่องในระยะยาว 

พี่หลิน : การลงทุนท่าง่ายๆในต่างประเทศยังสามารถทำได้ , ให้กำลังใจว่าเป็นโอกาสที่ดีหรือโชคดีที่ทุกคนคิดเริ่มมาลงทุน การที่คิดเริ่มลงทุนนั้นสามารถที่จะเปลี่ยนชีวิตทุกคนไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน พยายามคิดให้ถูก 1.)ถูกตัว (ท่าง่ายๆ หรือหุ้นที่เป็นผู้ชนะ) 2.)อดทนซื้อหุ้นที่ถูกราคา P/E ที่สูงเวอร์มากๆ เช่น เกิน 100 เท่า อาจจะตัดออกไปก่อน เลือกหาหุ้นใน Valuation ที่เหมาะสม และอยู่ในตลาดให้นานพอ ยกตัวอย่างพี่โต ก็เป็น 1 ในนักลงทุนต้นแบบที่ซื้อหุ้นต่างประเทศและพยายามอยู่กับหุ้นนั้นให้นานพอจน Compounding ไปเรื่อยๆ ดูและศึกษาตัวเลขของบริษัท รายได้, กำไร , Free Cash flow รวมไปถึงการซื้อหุ้นคืน

พี่โจ : วิทยากรในห้องนี้ ทุกท่านเป็นผลผลิตของ ดร.นิเวศน์, Warren Buffett, Benjamin Graham , 

50% ของความสำเร็จมาจากการเลือกอาจารย์ที่ถูกคน ส่วนจะไปได้ไกลแค่ไหนขึ้นอยู่กับตัวเราเอง บนเส้นทางนี้อาจจะเป็นเส้นทางที่โหดร้ายซึ่งระหว่างทางอาจจะสลัดนักลงทุนที่ไม่ได้ศึกษาหาความรู้ที่มากพอออกไปอยู่เรื่อยๆ ซึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีคนล้มหายไปจากการลงทุนเป็นจำนวนมากมายหลายท่าน ทางที่ทุกคนเลือกเป็นทางที่ถูกแล้ว แต่มันไม่สามารถที่จะเร่งให้รวยเร็วๆได้ การที่จะหวังให้รวยเร็วๆนั้นเป็นจุดขายของมิจฉาชีพที่มักจะหาประโยชน์จากพวกเรา ขอให้ทุกคนระมัดระวังตรงจุดนี้ด้วย

ผมขออนุญาติสรุปตามความเข้าใจของผม ซึ่งลำดับเนื้อหาและข้อความที่สรุปอาจจะไม่ตรงกับที่วิทยากรสื่อสารวันนั้นทั้งหมด หากมีส่วนใดที่เข้าใจคาดเคลื่อน ขออภัยเพื่อนๆทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อนๆสามารถติดตามอ่านได้จาก Facebook Seminar knowledge by Amorn ของพี่อมร, Billionaire VI ของพี่โต รวมถึงสามารถติดตามความรู้ดีๆได้จาก Facebook Page VI บ้านๆ ของพี่นุช, Viboon Pungprasert ของพี่วิบูลย์ และ Verapong Guo Lin Tam ของพี่หลินนะครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ

1.วิทยากรทั้ง 7 ท่านในวันงาน (พี่โจ, พี่ตี้, พี่วิบูลย์, พี่โต, พี่หลิน, พี่อมร , พี่นุช) สำหรับความรู้ที่มอบให้เพื่อนๆทุกคนที่ฟังในห้องวันนั้น และขอขอบคุณพี่ๆทุกท่าน สำหรับความรู้อื่นๆที่มอบให้ผมจากการได้มีโอกาสพบปะสนทนาในบางโอกาสที่ได้เจอกัน 

2.พี่ๆที่มีส่วนช่วยจัดงานในวันนั้นทุกท่าน (พี่ Toro, พี่ Note , พี่หนึ่ง, พี่แมว, พี่บัวดิน, พี่บี, พี่หมอหนึ่ง, น้อง Home, น้องเฟิร์น , คุณเตียง และรวมถึงทีมงาน Thaivi ในวันนั้นทุกท่าน) และขอขอบคุณที่ดูแลพวกผมเป็นอย่างดีในช่วงที่อยู่ที่หาดใหญ่ 

3.Web Thaivi ขอขอบคุณที่เป็น Source ความรู้ให้พวกผมในช่วงเริ่มต้นการลงทุนแนว VI และทำให้มีโอกาสได้รู้จักกัลยาณมิตรที่ดีๆ หลายท่านครับ รวมถึงขอขอบคุณกัลยาณมิตรของผมทุกๆท่านครับ

ขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงครับ

earthcu (23 Aug 26)

Life is beautiful + Financial freedom within 2015 by investment stock & real estate