โรคลมชัก VS ชักจากไข้ ต่างกันยังไง? แยกอาการให้ออก รับมือให้ถูกวิธี | theAsianparent Thailand

Published on 25 ก.ย. 2026

ตระหนกตกใจเป็นความรู้สึกแรกของผู้ปกครองเมื่อเห็นลูกน้อยเกิดอาการเกร็งหรือกระตุก อย่างไรก็ตาม อาการชักในเด็กสามารถจำแนกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ที่มีสาเหตุและการดูแลรักษาแตกต่างกันสิ้นเชิง ได้แก่ โรคลมชัก และ ชักจากไข้ การเข้าใจความแตกต่าง วิธีปฐมพยาบาล และสัญญาณอันตราย จะช่วยให้คุณพ่อแม่รับมือได้อย่างถูกวิธีและทันเวลา

สารบัญ

  • เปรียบเทียบความแตกต่าง: โรคลมชัก VS ชักจากไข้
  • สาเหตุการเกิด โรคลมชัก VS ชักจากไข้
  • สัญญาณอันตราย! ที่ต้องรีบพาลูกพบแพทย์ทันที
  • FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ อาการชักในเด็ก

เปรียบเทียบความแตกต่าง: โรคลมชัก VS ชักจากไข้

ความแตกต่างสำคัญของ โรคลมชัก และ ชักจากไข้ อยู่ที่ความผิดปกติพื้นฐานของระบบประสาทและตัวกระตุ้นการชัก:

เปรียบเทียบ

โรคลมชัก
(Epilepsy)

อาการชักจากไข้
(Febrile Seizure)

สาเหตุหลัก คลื่นไฟฟ้าสมองปล่อยกระแสไฟฟ้าผิดปกติ สมองเด็กเล็กยังโตไม่เต็มที่ จึงไวต่ออุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นรวดเร็ว
ช่วงอายุที่พบ พบได้ทุกช่วงอายุ เด็กเล็กอายุ 3 เดือน – 5 ปี (พบบ่อยที่สุดช่วง 1–2 ปี)
ตัวกระตุ้น อาจมี หรือไม่มีไข้ก็ได้ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไข้ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อต่าง ๆ
ลักษณะอาการ หลากหลาย เช่น เกร็งกระตุก ตัวอ่อนล้มลง เหม่อลอยเรียกไม่รู้สึกตัว สะดุ้งผวา โดยทั่วไปมักเป็นการเกร็งกระตุกทั้งตัว
ผลกระทบระยะยาว อาจกระทบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้หากปล่อยไว้ ไม่อันตรายต่อสมอง ไม่กระทบต่อระดับสติปัญญา และมักหายได้เอง

สาเหตุการเกิด โรคลมชัก VS ชักจากไข้

  • สาเหตุของโรคลมชัก: เกิดจากความพิการของสมองแต่กำเนิด, ภาวะสมองขาดออกซิเจนระหว่างคลอด สมองอักเสบจากการติดเชื้อ เนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง หรือปัจจัยทางพันธุกรรม (ผู้ป่วยบางรายอาจไม่พบสาเหตุแน่ชัด)
  • สาเหตุของอาการชักจากไข้: เกิดจากสมองของเด็กที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่จนถึงอายุประมาณ 6 ขวบ ร่วมกับการมีไข้จากการติดเชื้อในร่างกาย รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมหากพ่อแม่เคยมีประวัติชักจากไข้ในวัยเด็ก

โรคลมชัก vs ชักจากไข้

เทคนิคการปฐมพยาบาลเมื่อลูกชัก

การปฏิบัติตนอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่อชีวิตได้:

  • ตั้งสติและคุมอารมณ์: ไม่อ่อนไหวหรือตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก
  • ย้ายไปที่ปลอดภัย: อุ้มลูกมาอยู่ในพื้นที่โล่ง ปราศจากของแข็งหรือของมีคม
  • จับนอนตะแคงทันที: ให้ศีรษะเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันโคนลิ้นตกไปอุดทางเดินหายใจ และป้องกันการสำลักน้ำลายหรือเศษอาหาร
  • คลายเสื้อผ้า: ปลดกระดุมหรือหลวมเสื้อผ้าเพื่อให้ลูกหายใจสะดวก
  • ห้ามนำสิ่งของยัดใส่ปากเด็ดขาด: 
    • ห้าม ใช้นิ้ว ช้อน หรือสิ่งของใดยัดเข้าปากเด็ก เพราะเสี่ยงตกไปอุดหลอดลมจนขาดอากาศหายใจ
    • ห้าม ป้อนน้ำหรือยาขณะยังไม่รู้สึกตัว
  • เช็ดตัวลดไข้: หากเป็นภาวะชักจากไข้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวอย่างต่อเนื่อง และควรให้ยาลดไข้พาราเซตามอลทุก 4 ชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไข้สูงขึ้นฉับพลัน

สัญญาณอันตราย! ที่ต้องรีบพาลูกพบแพทย์ทันที

แม้ว่าอาการชักจากไข้ส่วนใหญ่จะหยุดได้เองภายใน 5 นาที แต่หากมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

  • ชักยาวนานเกิน 5 นาที
  • มีอาการสงสัยโรคลมชัก เช่น ชักเกร็งโดยไม่มีไข้, ตัวอ่อนล้มลงเฉียบพลัน, เหม่อลอยเคี้ยวปาก หรือพัฒนาการถดถอย
  • อาการชักจากไข้แบบซับซ้อน (Complex Febrile Seizure): เช่น ชักขณะไข้ต่ำ, ชักเฉพาะส่วนของร่างกาย (ไม่เกร็งทั้งตัว), ชักนานเกิน 15 นาที, ชักซ้ำมากกว่า 1 ครั้งในการป่วยรอบเดียวกัน หรือเกิดอาการชักหลังจากมีไข้ไปแล้วเกิน 24 ชั่วโมง

โรคลมชัก vs ชักจากไข้

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ อาการชักในเด็ก

Q:  ลูกมีอาการชัก นอนท่าไหนดีที่สุด?

A: ท่านอนตะแคงและหันศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่งดีที่สุด เพราะช่วยเปิดทางเดินหายใจให้โล่งและป้องกันการสำลัก

Q:  เอาสิ่งของยัดปากลูกตอนชักเพื่อกันกัดลิ้น อันตรายไหม?

A: อันตรายมากและห้ามทำเด็ดขาด สิ่งของอาจแตกหักหลุดลงไปอุดกั้นหลอดลมทำให้เสียชีวิตได้

Q:  ลูกชักจากไข้บ่อย ต้องซื้อยากันชักกินเองไหม?

A: ไม่ควรซื้อยากันชักรับประทานเอง ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์เท่านั้น สิ่งที่ควรทำคือป้อนยาลดไข้พาราเซตามอลร่วมกับการเช็ดตัวอย่างถูกวิธี

Q:  อาการชักแบบไหน ต้องพบกุมารแพทย์ด้านระบบประสาท?

A: ควรพบแพทย์ทันทีหากสงสัยว่าเป็นโรคลมชัก (ชักไม่มีไข้ เหม่อลอย ตัวอ่อนแรง) หรือมีอาการชักจากไข้ที่ผิดปกติ (ชักนานเกิน 15 นาที ชักเฉพาะส่วน หรือชักซ้ำ) เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) วินิจฉัยอย่างละเอียด

อาการชักในเด็กเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องการสติและการรับมือที่ถูกต้อง การแยกแยะความแตกต่างระหว่าง โรคลมชัก และ ชักจากไข้ (ภาวะชั่วคราวในเด็กเล็กเมื่อมีไข้) จะช่วยให้ผู้ปกครองปฐมพยาบาลได้อย่างปลอดภัย หัวใจสำคัญคือ การจับนอนตะแคง และ ห้ามยัดสิ่งของเข้าปาก หากมีสัญญาณอันตรายควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อความปลอดภัยและพัฒนาการที่สมบูรณ์ของลูกรัก

บทความโดย นพ. นเรศ เวชพร

กุมารแพทย์ด้านประสาทวิทยา โรงพยาบาลรามคำแหง

นพ. นเรศ เวชพร รพ.รามคำแหง

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกเหม่อบ่อย เรียกไม่หัน อาจเป็น “ชักเงียบ” ที่พ่อแม่ไม่ทันสังเกต

ภาวะมิสซี (MIS-C) ในเด็ก ภาวะแทรกซ้อนหลังติดเชื้อโควิด 19

ลูกดื้อ งอแง รับมืออย่างไร? 4 เทคนิคจัดการอารมณ์ลูกจากกุมารแพทย์

บทความจากพันธมิตร

แหล่งอ้างอิง

บทความอัปเดตล่าสุด กันยายน 2569

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!