เปิดความจริงบิทคับ Wallet ถูกเจาะ - มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

Published on 2 ส.ค. 2026

BITKUB ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของไทย กำลังถูกจับตามองอย่างหนักอีกครั้ง ถึงเรื่องความน่าเชื่อถือ และอาจจะกลายเป็นบทเรียนราคาแพง ของวงการ FinTech ไทย ในเรื่อง Governance และ Compliance ที่อาจเติบโตไม่ทันหรือความด้อยประสบการณ์กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้กำกับดูแลและนักลงทุนในอนาคต

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากว่าสัปดาห์ เมื่อสำนักงาน ก.ล.ต. มีมติกล่าวโทษ “บิทคับ” (Bitkub) และอดีตกรรมการต่อ บก.ปอศ. ในข้อหาแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ จากกรณีปกปิดเหตุการณ์ถูกแฮกเกอร์โจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวน 16 สกุล มูลค่าสูงถึง 1,700 ล้านบาท ในช่วงพฤษภาคม 2564 โดยในแบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องรายวันย้อนหลังกลับไม่ระบุความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นคดีอาญาข้อหารุนแรงที่กระทบความโปร่งใสของศูนย์ซื้อขายอันดับหนึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้ฝั่งผู้บริหาร BITKUB จะออกมาแจงเหตุผลว่า การชะลอแจ้งข้อมูลทำไปเพื่อป้องกันภาวะ Bank Run หรือการแห่ถอนเงินที่อาจสร้างความเสียหายวงกว้าง ซึ่งต้องยอมรับว่าความเข้าใจของผู้บริหารยังคลาดเคลื่อนเสียด้วยซ้ำ เพราะ BITKUB ไม่ใช่ธนาคารที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่มั่นใจต่อแบงก์คนก็จะแห่ถอนเงิน แต่ BITKUB ไม่ได้เป็นธนาคาร จึงไม่มีโอกาสแบบนั้นเลย แต่ใจความสำคัญคือเงินที่เสียหาย 1,700 ลบ.ต่างหากที่จะต้องหานำกลับมาคืนและคืนอย่างไร?

ดีลประวัติศาสตร์ล่ม

BITKUB อ้างว่า กลุ่มผู้ก่อตั้งได้นำเงินส่วนตัวมาเติมสินทรัพย์คืนระบบจนครบ 100%ในช่วงเวลา 5 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ซ่อนปัญหาหรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ ต่อ ก.ล.ต.ตามที่ ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษ BITKUB ไปนั้น หากย้อนกลับไปในช่วงที่เกิดเหตุการณ์แฮกดังกล่าว BITKUB กำลังอยู่ในช่วงเจรจาดีลประวัติศาสตร์กับกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ (SCBX) ที่ประกาศเตรียมเข้าถือหุ้น 51% มูลค่าสูงถึง 17,888 ล้านบาท จากมูลค่าของ BITKUB กว่า 35,000 ลบ. ทว่าในเดือน ส.ค.ปี 65 SCBX ได้ตัดสินใจยกเลิกดีลยักษ์ใหญ่นี้อย่างเป็นทางการ โดยอ้างถึงประเด็นความไม่แน่นอนทางกฎหมายและข้อสั่งการจาก ก.ล.ต. ซึ่งหากมองย้อนกลับไป ปมการถูกแฮกและการรายงานข้อมูลเท็จที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน อาจเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินระดับประเทศต้องถอนตัว และยังเป็นช่วงที่ BITKUB ประสบความสำเร็จในการออกเหรีญ KUB ระดมเงินทุนได้ใกล้เคียงกับเงินที่ถูกโจรกรรมซึ่งก็ยังน่าสงสัย? เพราะชุดวิธีการแก้ไขสถานการณ์ของผู้บริหารที่เผยความจริงออกมานั้นฟังดูไม่ใช่มืออาชีพที่แท้จริง

เผชิญมรสุมทางกฎหมายเพียบ

ซึ่งที่ผ่านมา BITKUB ยังเคยเผชิญมรสุมทางกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง โดยถูกสำนักงาน ก.ล.ต. เปรียบเทียบปรับและดำเนินมาตรการทางแพ่งหลายครั้ง ทั้งกรณีการสร้างปริมาณเทียม (Wash Trading) ในศูนย์ซื้อขาย การสร้างราคาเหรียญ KUB ตลอดจนปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และระบบการทำงานขัดข้องในช่วงตลาดผันผวน สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการบริหารจัดการและระบบการกำกับดูแลภายใน (Compliance) เป็นบาดแผลเรื้อรังที่ติดตามบริษัทมาโดยตลอดแล้วความไว้ใจจากนี้จะอยู่ตรงไหน?

เรื่องนี้เอาเข้าจริงหากย้อนไปดูถึงต้นตอของเรื่อง BITKUB คืออะไร? BITKUB ถูกเจาะ Wallet ซึ่งเป็นคลังเก็บเหรียญทั้งหมดของ BITKUB หรือเรียกง่ายๆ คือตู้เซฟถูกเจาะ…. มันคือหัวใจของธุรกิจ ซึ่งเมื่อมีครั้งแรก…ครั้งถัดไปจะไม่มีหรือ?…และแนวทางแก้ไขจากนี้จะเป็นอย่างไร?ก็ยังไม่ได้มีคำตอบเลย 

ฝีมือก็ยังคนละชั้นกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ที่เป็นตัวกลางซื้อขายเช่นกันและก่อตั้งมากว่า 51 ปีถึงแม้ว่าจะถูกเจาะข้อมูลแต่เป็นเพียงส่วนที่เป็น Font ซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เจาะตู้เซฟหรือฐานข้อมูลสำคัญของลูกค้าเช่น BITKUBเสียด้วยซ้ำ

สุดท้าย BITKUB คงจะต้องพับแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นแน่แท้ ซึ่งเป็นมรสุมที่ยิ่งใหญ่ของ BITKUB จะเดินต่อจากนี้ไปเช่นไร ยังไม่นับรวมสภาวะตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ผันผวนสูง ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สถาบันการเงินและนักลงทุนทั่วประเทศกำลังติดตามอย่างใกล้ชิดอีกด้วย…ซึ่งไม่ได้สวยหรูเหมือนในอดีตอย่างแน่นอน!!!!!

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon