ผู้เชี่ยวชาญกว่า 200 คนร่วมประชุม PSEF 2026 ที่กรุงไคโร สะท้อนฉันทามติระดับโลกว่าการสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมผลิตยา วัคซีน และเครื่องมือแพทย์ ไม่สามารถพึ่งพาเพียงการลงทุนสร้างโรงงานได้ แต่ต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศแบบบูรณาการ ทั้งระบบควบคุมกำกับดูแล เครือข่ายการขนส่งวัตถุดิบ บุคลากรทักษะสูง และมาตรฐาน Good Manufacturing Practices เพื่อรองรับทั้งความต้องการปกติและวิกฤตสุขภาพ
Table of Contents
- การเปลี่ยนผ่านจากแค่โรงงาน สู่ ‘ระบบนิเวศการผลิต’ ที่ยั่งยืน
- กลไกการจัดซื้อและการถ่ายทอดเทคโนโลยีปัจจัยที่ขาดไปไม่ได้
- ‘คน’ ปัจจัยสำคัญที่ต้องดูแลทั้งทักษะและสภาพแวดล้อม

วิกฤตการณ์ด้านสุขภาพที่ผ่านมาได้เปิดเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ซึ่งบีบบังคับให้เกิดการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการสร้างเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่โลกจำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศการผลิตท้องถิ่นที่ยั่งยืนสำหรับยา วัคซีน และเครื่องมือแพทย์ เพื่อยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพและเตรียมรับมือกับเหตุฉุกเฉินในอนาคต
แนวคิดดังกล่าวเป็นผลจากการประชุม Private Sector Engagement Forum (PSEF 2026) ที่จัดขึ้น ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ โดยความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกและคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ซึ่งรวบรวมตัวแทนกว่า 200 คนจากภาครัฐ สถาบันระดับภูมิภาค หน่วยงานกำกับดูแล ภาคอุตสาหกรรม และนักวิชาการ เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการสร้างระบบนิเวศการผลิตด้านสุขภาพที่แข็งแกร่งในทวีปแอฟริกาและต่อยอดสู่ภูมิภาคอื่น
การเปลี่ยนผ่านจากแค่โรงงาน สู่ ‘ระบบนิเวศการผลิต’ ที่ยั่งยืน
ข้อสรุปสำคัญจากการประชุมกว่า 20 วาระ ชี้ให้เห็นถึงฉันทามติระดับโลกว่า การผลิตในท้องถิ่นที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากมุ่งเน้นเพียงการลงทุนตั้งโรงงานผลิต การที่อุตสาหกรรมจะสามารถแข่งขันได้นั้นจำเป็นต้องพึ่งพาระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งประกอบไปด้วยระบบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง บุคลากรที่มีทักษะ การจัดการคุณภาพ การวิจัยและนวัตกรรม เครือข่ายซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ แหล่งเงินทุนที่ยั่งยืน และตลาดที่มีอุปสงค์ซึ่งสามารถคาดการณ์ได้

กลไกการจัดซื้อและการถ่ายทอดเทคโนโลยีปัจจัยที่ขาดไปไม่ได้
อุปสงค์ที่คาดการณ์ได้ถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่สำคัญ กลไกการจัดซื้อร่วมและข้อผูกมัดการสั่งซื้อระยะยาวจะช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนของตลาด นอกจากนี้ ความร่วมมือระดับภูมิภาคยังเป็นกลไกสำคัญในการลดความแตกแยกของตลาด ผ่านการบูรณาการกฎระเบียบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะช่วยเร่งให้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองคุณภาพสามารถเข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่กระบวนการผลิตหรือทรัพย์สินทางปัญญา แต่ต้องครอบคลุมถึงการสร้างขีดความสามารถขององค์กร ระบบการจัดการคุณภาพ ความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบ และความสามารถด้านนวัตกรรม
‘คน’ ปัจจัยสำคัญที่ต้องดูแลทั้งทักษะและสภาพแวดล้อม
ระบบนิเวศการผลิตที่ยืดหยุ่นจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่องในทักษะทางวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และการจัดการ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การปฏิบัติตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practices (GMP) ไปจนถึงการผ่านการรับรอง WHO Prequalification
Dr. Jicui Dong หัวหน้าหน่วย Products Policy, Access and Manufacturing Support ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า “การประชุมในปีนี้แสดงให้เห็นว่าการผลิตในท้องถิ่นที่ยั่งยืนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มากกว่าแค่กำลังการผลิต สิ่งนี้ต้องการความร่วมมือที่แข็งแกร่ง อุปสงค์ที่คาดการณ์ได้ ระบบคุณภาพ บุคลากรที่มีทักษะ สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย และการประสานงานร่วมกันทั่วทั้งระบบนิเวศ”
การเปลี่ยนผ่านมุ่งสู่ระบบนิเวศการผลิตในท้องถิ่นที่ยั่งยืน จึงไม่ใช่เพียงข้อกำหนดหรือภาระด้านการกำกับดูแล แต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการสร้างมูลค่าร่วม (Shared Value) ให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมจะช่วยลดความติดขัดในห่วงโซ่อุปทาน สร้างความเสถียรทางการค้าให้แก่ผู้ผลิตด้วยอุปสงค์ที่ชัดเจน และช่วยให้ระบบสาธารณสุขเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงได้ทันท่วงที ส่งผลให้ทุกภาคส่วนสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
ที่มา:
WHO