World Bank ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยเป็นโต 2% ในปีนี้ หลังชี้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่รับอานิสงส์จากวัฏจักร AI สูงสุดในภูมิภาค แม้ธุรกิจไทยยังใช้ประโยชน์จาก AI ต่ำ อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของไทยในปีนี้ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่คาดว่าจะขยายตัวถึง 4.5% ในปีนี้
- ไทยได้รับอานิสงส์ห่วงโซ่อุปทานสินค้า AI โลก แต่บริษัทไทยยังใช้ AI ต่ำ
- เปิดข้อเสนอเชิงนโยบาย: No-Regrets Investments
วันนี้ (6 ตุลาคม) ธนาคารโลก (World Bank) เปิดตัวรายงานอัปเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ประจำเดือนตุลาคม 2026 โดยในรายงานได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็น 2.0% เนื่องจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานที่ออกโดยรัฐบาล
นอกจากนี้ รายงานยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวต่อเนื่องแตะ 2.3% ในปี 2027 และ 2.4% ในปี 2028
อย่างไรก็ตาม ประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยดังกล่าวยังถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่คาดว่าจะเติบโตที่ 4.5% ในปี 2026 ซึ่งถือเป็นตัวเลขการเติบโตที่ดีกว่าประมาณการฉบับก่อนหน้า 0.3 Percentage Point จากการคาดการณ์เมื่อ 6 เดือนก่อนหน้า
โดยการปรับขึ้นประมาณการ GDP ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เกิดขึ้นหลังการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลกที่กำลังช่วยยกระดับการเติบโตในกลุ่มประเทศที่มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของ AI แม้มีแรงกดดันจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม รายงานตั้งข้อสังเกตว่า แม้อิทธิพลของ AI เป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนในภาคอุตสาหกรรมของภูมิภาค แต่ยังไม่ปรากฏเด่นชัดนักในภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การใช้ AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกยังคงมีความแพร่หลายน้อยกว่าในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว โดยในแบบสำรวจภาคธุรกิจ ระบุว่าสาเหตุที่ต้นทุนที่สูง การขาดความรู้ที่เกี่ยวข้อง และข้อกังวลด้านความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

ไทยได้รับอานิสงส์ห่วงโซ่อุปทานสินค้า AI โลก แต่บริษัทไทยยังใช้ AI ต่ำ
รายงานยังกล่าวว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI ในภาคการผลิต ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ มาเลเซีย (กลุ่มที่มีสินค้ากลุ่ม AI คิดเป็น 50-70% ของการเติบโตของการส่งออกทั้งหมด)
โดยการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ของไทย มีสัดส่วนสูงกว่า 69% และเป็นสินค้าประเภทอุปกรณ์ประกอบ เช่น คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และ เราเตอร์
อย่างไรก็ตาม รายงานยังระบุว่าแม้การใช้งาน AI ในภาคธุรกิจของไทยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่มีบริษัทไทยเพียง 12% เท่านั้นที่รายงานว่ามีการใช้เทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน ซึ่งยังตามหลังสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนสูงถึง 43% อยู่มาก และมีบริษัทไทยเพียง 4% ที่จ่ายเงินสมัครสมาชิกเพื่อใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบ AI
กระนั้น บริษัทไทยยังมีความคาดหวังในแง่ดีต่อ AI ว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิผล โดยคาดว่า AI จะช่วยเพิ่มยอดขายต่อพนักงานได้เฉลี่ย 3.8% ในอีก 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ บริษัทไทยราว 13% คาดหวังว่าจะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20% หรือมากกว่านั้นจาก AI ในขณะที่เกือบ 80% คาดว่าจะไม่เห็นประโยชน์ใดๆ
เปิดข้อเสนอเชิงนโยบาย: No-Regrets Investments
รายงานยังแนะว่าเพื่อรักษาการเติบโตและส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณค่ามากขึ้น ประเทศต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จาก AI (Riding the AI Wave) ได้ผ่าน 4 เสา (Pillar) พื้นฐานหลัก ได้แก่
- การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ
- การลงทุนในทักษะแรงงานและการศึกษา โดยปรับระบบการศึกษาให้เน้นการคิดวิเคราะห์ และร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดฝึกอบรมในสถานที่ทำงาน
- การเพิ่มกำลังผลิตและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากระบบ AI และศูนย์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมาก รัฐบาลจึงต้องลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงและพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้า (Resilient grids) เพื่อรองรับความต้องการใช้งานอย่างเพียงพอ
- วางกรอบกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงด้านการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนและประชาชน
ภาพ: chanchai howharn / Shutterstock