น้ำมัน WTI ปิดบวก 2.32 เหรียญ วิตก “สหรัฐ-อิสราเอล” เปิดฉากถล่มอิหร่านรอบใหม่

Published on 23 ต.ค. 2026

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักในวันพฤหัสบดี (21 ต.ค.) โดยถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจนกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 110.20 ดอลลาร์ หรือ 2.66% ปิดที่ 4,039.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังพิจารณากลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ประกอบกับการที่สหรัฐฯ สั่งให้นักการทูตที่ไม่มีภารกิจฉุกเฉินและครอบครัวเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ การโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มฮูตีได้เพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยการโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงฟาฮัดในเมืองดัมมามเมื่อวันก่อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บ 8 ราย ขณะที่การโจมตีด้วยโดรนต่อคลังน้ำมันชัยบาห์ของบริษัทซาอุดีอารัมโก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 2.32 ดอลลาร์ หรือ 2.39% ปิดที่ 99.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.35 ดอลลาร์ หรือ 4% ปิดที่ 113.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี จะลดลงสู่ระดับ 4.963% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. หลังนักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้รับแรงหนุน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนยังอยู่ใกล้ระดับ 5% ทำให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน

ขณะเดียวกัน ราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะผลักดันเงินเฟ้อให้เร่งตัวขึ้น และทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวด โดยเฟดมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือนก่อน ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 อีกทั้งข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อน ยังออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เพิ่มความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

แม้ทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ทองคำมักมีความน่าสนใจลดลง เนื่องจากไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย โดยนักลงทุนยังต้องติดตามการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า รวมถึงการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ

ข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 89.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนต.ค. ขณะที่ให้น้ำหนัก 82.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธ.ค.

นอกจากนี้ ตลาดทองคำยังได้รับแรงกดดันจากบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินที่อ่อนแอ โดยตลาดหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีที่น่าผิดหวัง นักวิเคราะห์ประเมินว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและแรงเทขายในตลาดหุ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทองคำ และคาดว่าความผันผวนจะยังอยู่ในระดับสูงอย่างน้อยจนถึงการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า

ด้านนักเศรษฐศาสตร์ของ Intesa Sanpaolo คาดการณ์ว่า ความไม่แน่นอนในระยะสั้นจะยังคงดำเนินต่อไป โดยมองว่าโลหะมีค่ายังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนและมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนสูง ขณะที่ธนาคารคาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวเฉลี่ยประมาณ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วง 2-3 ไตรมาสข้างหน้า โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือความต้องการเครื่องประดับทองคำทั่วโลกที่หดตัวลงอย่างรุนแรง