ภาวะตลาดน้ำมัน: น้ำมัน WTI ปิดพุ่ง $6.73 หลังสหรัฐฯ ปิดล้อมทางทะเลอิหร่าน : อินโฟเควสท์

Published on 13 ก.ค. 2026

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งกว่า 9% ในวันจันทร์ (13 ก.ค.) หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน โดยจะครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่ง ท่าเรือ และคลังน้ำมันทั้งหมดของอิหร่าน ตลอดจนเรือทุกประเภทโดยไม่คำนึงว่าจะติดธงชาติใด ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนส.ค. พุ่งขึ้น 6.73 ดอลลาร์ หรือ 9.42% ปิดที่ 78.14 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X]  ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 7.29 ดอลลาร์ หรือ 9.59% ปิดที่ 83.30 ดอลลาร์/บาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทำสถิติพุ่งขึ้นในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. และปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. ส่วนราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. และปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 

ศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (Joint Maritime Information Center) ที่นำโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ประกาศในวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ มีกำหนดจะกลับมาบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อิหร่านอีกครั้งในวันอังคารที่ 14 ก.ค. เวลา 20.00 น. ตามเวลา GMT (หรือเวลา 03.00 น.ในวันพุธที่ 15 ก.ค.ตามเวลาไทย) หลังจากที่มาตรการปิดล้อมดังกล่าวเคยถูกยกเลิกไปเมื่อช่วงกลางเดือนมิ.ย. 

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน โดยจะเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และปฏิบัติภารกิจในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะเรียกเก็บเงินชดเชยในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดที่มีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จำเป็นในการดำเนินภารกิจดังกล่าว

ด้านองค์กรการเดินเรือแห่งสหประชาชาติได้ออกมาคัดค้านมาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซของปธน.ทรัมป์ พร้อมกับย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับ

สำหรับความเคลื่อนไหวด้านอื่น ๆ นั้น มีรายงานว่าการจัดหาพลังงานของรัสเซียประสบภาวะชะงักงัน หลังจากยูเครนได้ส่งโดรนโจมตีคลังน้ำมันในภูมิภาคสตัฟโรปอลของรัสเซีย รวมถึงถังเก็บน้ำมัน 3 ถังที่จุดขนถ่ายน้ำมันในท่าเรือคัฟคาซ บริเวณภูมิภาคคราสโนดาร์ ทางตอนใต้ของรัสเซีย โดยมีเป้าหมายที่จะขัดขวางการลำเลียงขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับกองกำลังรัสเซีย

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าการขนส่งน้ำมันจากคาซัคสถานผ่านท่อส่งแคสเปียน ไปป์ไลน์ คอนซอร์เทียม (Caspian Pipeline Consortium – CPC) ลดลง 7% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นผลมาจากการซ่อมบำรุงที่แหล่งเทนกิซ (Tengiz) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของคาซัคสถาน  

นอกจากนี้ ข้อมูลของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า คลังน้ำมันดิบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 3 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 316.5 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการระบายน้ำมันจำนวน 172 ล้านบาร์เรลออกจากคลังสำรอง SPR 

โดย รัตนา พงศ์ทวิช