XO ครึ่งปีหลังสดใส! อัพเป้ายอดขายโต 10% รับออเดอร์ยุโรป

Published on 15 ส.ค. 2026

นายจิตติพร จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO เปิดเผยภาพรวมธุรกิจในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมียอดขาย 583 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณ 110 ล้านบาท

ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมียอดขายประมาณ 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิประมาณ 238 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 21.5% ขณะที่ปริมาณการขายอยู่ที่ประมาณ 11,457 ตัน เพิ่มขึ้น 0.09%

ด้านความสามารถในการทำกำไร ไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรขั้นต้น 228 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 39.1% โดยได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองพริกดองที่จัดเตรียมไว้รองรับตลาดสหรัฐ ซึ่งหมดอายุหรือเสื่อมสภาพประมาณ 59.6 ล้านบาท ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกมีการตั้งสำรองสินค้ารวมประมาณ 74.5 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมผลกระทบจากรายการตั้งสำรองดังกล่าว อัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 49% และงวดครึ่งปีแรกอยู่ที่ประมาณ 48.8% สะท้อนความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานปกติที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ขณะที่บริษัทยังคงเป้าอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยทั้งปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 40% ซึ่งรวมผลกระทบจากการตั้งสำรองสินค้าไว้แล้ว

สำหรับโครงสร้างรายได้ กลุ่มซอสยังคงเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วน 90.3% ของยอดขาย และเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุด รองลงมาเป็นกลุ่มเครื่องแกงและกะทิ 5.6% กลุ่มอาหารสำเร็จรูปและอาหารกระป๋อง 0.3% และสินค้าอื่น 3.8%

ขณะที่ยอดขายภายใต้แบรนด์ของบริษัทเองมีสัดส่วนประมาณ 94-95% ของยอดขายรวม ส่วนธุรกิจ OEM มีสัดส่วนประมาณ 5-6% สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง และช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

ด้านตลาดต่างประเทศ ยุโรปยังคงเป็นฐานรายได้หลักของ XO ด้วยสัดส่วน 82.9% รองลงมาเป็นเอเชีย 7.2% ออสเตรเลียและโอเชียเนีย 5.6% อเมริกา 3.3% และแอฟริกา 1%

นายจิตติพร ระบุว่า สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/2569 คาดทิศทางดีกว่าไตรมาส 2 อย่างชัดเจน โดยบริษัทคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นภายใต้การดำเนินงานปกติจะฟื้นกลับมาอยู่ที่ประมาณ 48% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด หรือ Economies of Scale ขณะที่ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นได้สะท้อนเข้ามาในผลประกอบการไตรมาส 2 แล้ว

นอกจากนี้ บริษัทไม่คาดว่าจะมีความเสี่ยงจากการตั้งสำรองพริกดองก้อนใหญ่อีก โดยสินค้าที่เหลือสำหรับตลาดสหรัฐจะเข้าสู่กระบวนการทำลายในไตรมาส 3 และคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการทำลายไม่เกิน 10 ล้านบาท หลังจากนั้นค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ

นายจิตติพร กล่าวเพิ่มเติมว่า พริกดองดังกล่าวถูกจัดเตรียมไว้ในช่วงที่บริษัทคาดว่ายอดขายในตลาดสหรัฐจะเติบโตต่อเนื่อง แต่ภายหลังยอดขายชะลอตัวลง ขณะที่วัตถุดิบที่จัดเตรียมไว้สำหรับตลาดสหรัฐไม่สามารถนำไปใช้กับตลาดบางประเทศได้ เนื่องจากข้อกำหนดด้านมาตรฐานอาหารและสารตกค้างแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องตั้งสำรองและทำลายเมื่อสินค้าเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ

ด้านต้นทุนวัตถุดิบ บริษัทได้ล็อกราคาน้ำตาลสำหรับไตรมาส 3 และไตรมาส 4/2569 ไว้แล้ว รวมถึงทยอยล็อกราคาบางส่วนสำหรับปี 2570 ไปจนเกือบถึงช่วงกลางปี แม้ราคาน้ำตาลในช่วงครึ่งปีหลังจะสูงกว่าครึ่งปีแรกราว 10-15% แต่ยังต่ำกว่าระดับในช่วงปี 2566-2567 อย่างชัดเจน ทำให้บริษัทมั่นใจว่ายังสามารถบริหารต้นทุนและรักษาระดับอัตรากำไรได้

ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างเพิ่มกำลังการผลิต “ซอสศรีราชามาโย” โดยชิ้นส่วนเครื่องจักรจากต่างประเทศสำหรับติดตั้งที่โรงงานอมตะคาดว่าจะเข้ามาในช่วงปลายเดือน ก.ย. 2569 และสามารถติดตั้งพร้อมใช้งานได้ในเดือน ต.ค. 2569 ซึ่งผู้บริหารประเมินว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้ประมาณ 50% และเพิ่มความคล่องตัวในการรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น

ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/2569 บริษัทมองว่าคำสั่งซื้อยังอยู่ในทิศทางที่ดี เมื่อประเมินร่วมกับแนวโน้มไตรมาส 3 จึงทำให้บริษัทมีความมั่นใจว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกอย่างชัดเจน

จากทิศทางคำสั่งซื้อที่ดีขึ้น บริษัทจึงปรับเป้าหมายการเติบโตของยอดขายปี 2569 เพิ่มเป็น 10% จากเดิม 5% หลังเริ่มเห็นภาพคำสั่งซื้อในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ชัดเจนมากขึ้น โดยยอดขายที่เร่งตัวขึ้นจะช่วยเพิ่มประโยชน์จาก Economies of Scale และสนับสนุนการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น

“บริษัทปรับเป้าหมายการเติบโตของยอดขายปี 2569 ขึ้นเป็น 10% จากเดิม 5% หลังเริ่มเห็นทิศทางคำสั่งซื้อในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังจะเติบโตโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มฟื้นกลับเข้าสู่ระดับปกติ จากยอดขายที่เร่งตัวขึ้นและการประหยัดต่อขนาด หรือ Economies of Scale” นายจิตติพรกล่าว

นายจิตติพรระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อยอดขายเร่งตัวขึ้น บริษัทจะได้รับประโยชน์จาก Economies of Scale มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กำไรมีโอกาสเติบโตในอัตราที่สูงกว่ายอดขาย ขณะที่ปัจจุบันบริษัทยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากระดับอัตรากำไรยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

สำหรับแผนธุรกิจระยะถัดไป XO เดินหน้าโครงการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่โรจนะ มูลค่าลงทุนประมาณ 1,300 ล้านบาท หลังได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้ว โดยปัจจุบันบริษัทได้สั่งซื้อโครงสร้างเหล็กและเครื่องจักรจากต่างประเทศ และอยู่ระหว่างดำเนินการขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ซึ่งภาพรวมยังเป็นไปตามแผน โดยคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในอีกประมาณ 2 ปี

โรงงานแห่งใหม่ดังกล่าวคาดว่าจะมีกำลังการผลิตประมาณ 43,905 ตันต่อปี ภายใต้การทำงาน 1 กะ โดยสามารถรองรับศักยภาพยอดขายได้มากกว่า 4.2 พันล้านบาท และยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก หากเพิ่มจำนวนกะการทำงานในอนาคต

ด้านการขยายตลาด ปัจจุบัน XO มีเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายมากกว่า 70 ประเทศ และสินค้าวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกประมาณ 59,000 แห่ง ครอบคลุมราว 80 ประเทศทั่วโลก โดยบริษัทจะเดินหน้าขยายทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ พร้อมเพิ่มการลงทุนด้านการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง

สำหรับตลาดฝรั่งเศส บริษัทเริ่มได้รับคำสั่งซื้อชุดแรกผ่านพันธมิตรผู้จัดจำหน่ายแล้ว โดยจะเริ่มจากปริมาณไม่มากเพื่อทดสอบตลาด ก่อนทยอยขยายเพิ่มเติมหากได้รับผลตอบรับที่ดี ซึ่งผู้บริหารประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ก่อนจะเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

นายจิตติพรยังมองว่า อาหารไทยมีโอกาสเป็นหนึ่งใน Food Trend สำคัญของโลกในระยะถัดไป ขณะที่ตลาดซอสพริกและซอสศรีราชายังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยข้อมูลที่บริษัทนำเสนอระบุว่า ปัจจุบัน XO มีส่วนแบ่งตลาดซอสศรีราชาทั่วโลกประมาณ 7.9% และมีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด

สำหรับภาพรวมตลาดซอส บริษัทประเมินว่าในปี 2568 ตลาดมีมูลค่าประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และมีโอกาสเติบโตแตะประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2575 ขณะที่ตลาดซอสศรีราชายังเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูง จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับ XO ในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว

ส่วนแผนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการใช้รถ EV สำหรับขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือเพิ่มขึ้นเป็น 94% สูงกว่าเป้าหมายปี 2569 ที่ตั้งไว้ 84% พร้อมเดินหน้าจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก โดยคาดว่าจะได้รับการตรวจสอบและรับรองภายในไตรมาส 1/2570

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนให้ผู้ตรวจสอบภายนอกเข้าตรวจสอบระบบ Cyber Security ในปี 2570 เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและความปลอดภัยขององค์กร

สำหรับปี 2570 บริษัทตั้งเป้าหมายเบื้องต้นให้ยอดขายเติบโตต่อเนื่องประมาณ 5-10% โดยจะเน้นการขยายตลาดต่างประเทศ ทั้งการเพิ่มยอดขายในตลาดเดิม การเจาะตลาดใหม่ และการเตรียมความพร้อมด้านกำลังการผลิตเพื่อรองรับโรงงานแห่งใหม่

ทั้งนี้ นายจิตติพรระบุว่า ปัจจุบันบริษัทยังไม่เห็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่น่ากังวลต่อผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ทิศทางคำสั่งซื้อ ต้นทุนวัตถุดิบ และกำลังการผลิตมีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีความเชื่อมั่นต่อผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี 2569 และการเติบโตต่อเนื่องในปี 2570