นายวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และการลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยภายในงานสัมมนา “เปิดโลกสินทรัพย์ทางเลือก เติมเต็มโอกาสการลงทุน” ในช่วง “Power of Gold” ว่า YLG ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางราคาทองคำในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 หลังราคาปรับฐานลงแรงจากระดับสูงสุดในช่วงก่อนหน้า โดยเริ่มเห็นสัญญาณแรงซื้อกลับเข้ามาจากทั้งนักลงทุนสถาบัน กองทุนขนาดใหญ่ และธนาคารกลางทั่วโลก
ทั้งนี้ YLG ประเมินว่าราคาทองคำในช่วงโค้งสุดท้ายของปีมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มฟื้นตัว หากสามารถรักษาฐานราคาสำคัญเอาไว้ได้ โดยมองบริเวณ 3,800-4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นโซนที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม ขณะที่ระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ถือเป็นจุดสำคัญต่อการประเมินทิศทางในระยะถัดไป
นายวรุตระบุว่า ก่อนหน้านี้ราคาทองคำเคยปรับขึ้นไปทำระดับสูงบริเวณ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนปรับฐานลงมาใกล้ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือลดลงประมาณ 1,600 ดอลลาร์จากระดับสูงสุด ถือเป็นการปรับฐานขนาดใหญ่ แต่หลังราคาลงมาอยู่ในระดับดังกล่าว เริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับระดับสูงสุดที่ผ่านมา YLG มองว่าราคาทองคำบริเวณ 4,000-4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์เริ่มมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการทยอยสะสม โดยเฉพาะผู้ลงทุนที่มีระยะเวลาการลงทุนค่อนข้างยาว ขณะที่หากเกิดแรงขายเพิ่มเติมและราคาปรับลดลงใกล้ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็ยังเป็นระดับที่สามารถพิจารณาเข้าซื้อสะสมได้
อย่างไรก็ตาม การลงทุนควรแบ่งเงินออกเป็นหลายส่วน และทยอยซื้อแทนการเข้าลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียว เนื่องจากราคาทองคำยังมีโอกาสผันผวนตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ กระแสเงินทุนของกองทุนขนาดใหญ่ ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
ข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ของ World Gold Council แบ่งสถานการณ์ราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ออกเป็น 3 กรณี โดยกรณีแนวโน้มขาขึ้น ราคามีโอกาสเพิ่มขึ้นประมาณ 5-20% อยู่ในกรอบ 4,200-4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนกรณีเศรษฐกิจเป็นไปตามมุมมองตลาด ราคามีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบราว 3,800-4,200 ดอลลาร์ และกรณีปรับฐานอาจอยู่บริเวณ 3,400-3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นายวรุตกล่าวว่า ความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำจะปรับตัวลงลึกกว่าระดับ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์เริ่มลดลง เมื่อเทียบกับช่วงที่ราคายังอยู่ในทิศทางขาลงอย่างชัดเจน เนื่องจากโมเมนตัมตลาดเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว ขณะที่แรงขายเริ่มลดลง และเริ่มเห็นนักลงทุนขนาดใหญ่กลับเข้ามาซื้อสะสมมากขึ้น
หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่ YLG ติดตาม คือ การเคลื่อนไหวของกองทุน SPDR Gold Shares ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำขนาดใหญ่ โดยหลังตลาดรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังเห็นการเพิ่มการถือครองทองคำอย่างต่อเนื่องหลายวัน และล่าสุดมีการเพิ่มทองคำในพอร์ตอีกประมาณ 3 ตัน
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐในระดับสูง แต่นักลงทุนสถาบันบางส่วนยังมองเห็นโอกาสในการทยอยสะสมทองคำ หลังราคาปรับฐานลงมาจากระดับสูง ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดแรงขายและสร้างฐานให้ราคาฟื้นตัวได้
โดยปกติการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถือเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ดังนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำย่อมสูงขึ้น และอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนโยกเงินไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยแทน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบปัจจุบันแตกต่างออกไปในบางส่วน เพราะแม้เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงต่อไป แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ปรับลดลงรุนแรงเท่าที่เคยเกิดขึ้นในบางช่วงของอดีต
YLG จึงมองว่า ตลาดอาจรับรู้ปัจจัยลบเรื่องอัตราดอกเบี้ยไปแล้วในระดับหนึ่ง ขณะที่นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของระบบการเงินโลก และการสะสมทองคำของธนาคารกลาง
หากพิจารณาจากวัฏจักรดอกเบี้ยในอดีต จะพบว่าในบางช่วงที่เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ราคาทองคำสามารถประคองตัวได้ ก่อนกลับมาเร่งตัวขึ้นเมื่อวงจรดอกเบี้ยเริ่มเปลี่ยนทิศ ดังนั้น หากในระยะต่อไปตลาดเห็นสัญญาณชัดเจนมากขึ้นว่าเฟดใกล้ยุติวงจรการปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจกลายเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำอีกครั้ง
สำหรับเป้าหมายราคาทองคำช่วงปลายปี นายวรุตประเมินว่า หากราคาสามารถยืนเหนือระดับประมาณ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อย่างต่อเนื่อง โมเมนตัมโดยรวมจะยังอยู่ในทิศทางบวก และมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
หากสามารถผ่านระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกทางเทคนิค และเปิดโอกาสให้ราคาทองคำปรับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของ YLG ในรอบถัดไป
ขณะที่ราคาทองคำในประเทศ หากราคาทองคำตลาดโลกสามารถขึ้นไปถึงบริเวณ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจมีโอกาสเห็นราคาทองคำไทยขยับขึ้นสู่บริเวณ 75,000-77,000 บาทต่อบาททองคำ แต่ราคาจริงจะต้องพิจารณาทิศทางค่าเงินบาทประกอบด้วย เพราะค่าเงินบาทมีผลโดยตรงต่อการแปลงราคาทองคำตลาดโลกมาเป็นราคาในประเทศ
เอกสารประกอบการวิเคราะห์ของ YLG ประเมินแนวรับ Gold Spot ไว้ที่ 4,300 ดอลลาร์, 4,200 ดอลลาร์ และ 3,945 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 4,510 ดอลลาร์, 4,775 ดอลลาร์ และ 4,890 ดอลลาร์ตามลำดับ ส่วนทองคำไทยความบริสุทธิ์ 96.5% มีแนวรับที่ 67,700 บาท, 66,000 บาท และ 62,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 71,000 บาท, 75,000 บาท และ 77,000 บาท โดยอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 33.25 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับแนวโน้มในปี 2570 นายวรุตมองว่า หากราคาทองคำยังสามารถรักษาระดับเหนือ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และภาพนโยบายการเงินสหรัฐมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะหากเฟดส่งสัญญาณยุติวงจรการขึ้นดอกเบี้ย ก็มีโอกาสที่ราคาทองคำจะขยับขึ้นทดสอบระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทั้งนี้ ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไม่ได้ห่างจากเป้าหมาย 4,800 ดอลลาร์มากนัก หากราคาสามารถกลับขึ้นไปยืนบริเวณดังกล่าวได้ พร้อมกับได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น การอ่อนค่าของดอลลาร์ การเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงิน และความต้องการถือครองทองคำของนักลงทุนสถาบันและธนาคารกลาง ก็จะเพิ่มโอกาสให้ตลาดเดินหน้าต่อได้
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ YLG มองว่าจะสนับสนุนราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว คือ ความต้องการทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งไม่ได้มีเพียงการเข้าซื้อทองคำเพิ่มเพื่อใช้เป็นทุนสำรองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวโน้มการกระจายสถานที่จัดเก็บทองคำ และการนำทองคำบางส่วนที่ฝากไว้ในต่างประเทศกลับมาเก็บรักษาภายในประเทศ
ข้อมูลจาก World Gold Council สะท้อนว่า ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา มีหลายประเทศดำเนินการนำทองคำสำรองกลับประเทศ ปรับสถานที่จัดเก็บ หรือมีข้อเสนอเกี่ยวกับการโยกย้ายทองคำเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ผลสำรวจธนาคารกลางในปี 2569 ยังสะท้อนให้เห็นว่าการจัดเก็บและโครงสร้างการดูแลทองคำสำรองเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้น
นายวรุตมองว่า กระแสดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ รวมถึงความไม่แน่นอนของระบบการเงินโลก ส่งผลให้หลายประเทศต้องการลดการพึ่งพาสถานที่จัดเก็บสินทรัพย์สำรองเพียงแห่งเดียว และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศ
ดังนั้น หากแรงซื้อจากกองทุนขนาดใหญ่และธนาคารกลางยังดำเนินต่อไป พร้อมกับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยเริ่มลดลง YLG มองว่าการปรับฐานของราคาทองคำในรอบที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงการพักฐานในแนวโน้มใหญ่ มากกว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรขาขึ้น
สำหรับนักลงทุน นายวรุตแนะนำให้ติดตามโซน 3,800-4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการทยอยสะสม ขณะที่ผู้ที่ถือทองคำอยู่แล้วควรจับตาระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้ จะเพิ่มโอกาสขยับขึ้นสู่ 4,800 ดอลลาร์ และอาจต่อเนื่องไปยัง 5,000 ดอลลาร์ในปีถัดไป
ด้าน นายอนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ AURA เปิดเผยว่า ตลาดทองคำไทยมีจุดแข็งสำคัญทั้งด้านราคา สภาพคล่อง และระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่รองรับการซื้อขายอย่างครบวงจร ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงทองคำได้สะดวก และสามารถเลือกใช้ทองคำได้ทั้งในมิติของการออม การลงทุน การสะสม และการบริหารสภาพคล่อง
ในมุมของผู้ประกอบการร้านทอง การบริหารสินค้าคงคลังและความเสี่ยงด้านราคาถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีทองคำอยู่ในสต๊อก เมื่อขายออกไปก็ต้องซื้อกลับมาเติม โดยแต่ละรายจะมีหลักเกณฑ์และจังหวะในการเข้าซื้อที่แตกต่างกันตามขนาดธุรกิจและรูปแบบการบริหารความเสี่ยง
สำหรับตลาดไทย นายอนิพัทย์มองว่ามีข้อได้เปรียบด้านราคาค่อนข้างมาก เนื่องจากโครงสร้างภาษีของไทยเอื้อต่อการซื้อขายทองคำ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงทองคำในราคาที่ใกล้เคียงราคาตลาดโลก โดยเปรียบเทียบกับบางประเทศ เช่น จีนที่มีภาระด้านภาษีประมาณ 5% และอินเดียประมาณ 7% หรือมากกว่า
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดทองคำไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และช่วยสนับสนุนให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น
นอกจากด้านราคาแล้ว ระบบนิเวศทองคำไทยยังมีจุดแข็งจาก สภาพคล่อง ที่สูง ผู้ถือครองสามารถนำทองคำไปขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับสินทรัพย์บางประเภท และมีผู้ประกอบการจำนวนมากรองรับการซื้อขาย
ขณะเดียวกัน ยังมีบริการที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ถือทอง เช่น โรงรับจำนำและการขายฝาก ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถนำทองคำมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราว โดยไม่จำเป็นต้องขายทองคำออกจากพอร์ตทั้งหมด
ในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค AURA พบว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฐานผู้ซื้อทองคำมีความหลากหลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มให้ความสนใจซื้อและลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ฐานลูกค้าหลักมักเป็นกลุ่มผู้สะสมทองคำและผู้ที่คุ้นเคยกับการลงทุนประเภทนี้อยู่แล้ว
นายอนิพัทย์กล่าวว่า กระแสราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ทองคำกลับมาอยู่ในความสนใจของผู้บริโภควงกว้างมากขึ้น คนที่เดิมอาจไม่ได้สนใจทองคำหรือไม่ได้มองทองคำเป็นสินทรัพย์ลงทุน เริ่มหันมาศึกษาและเข้ามาซื้อทองคำมากขึ้น
ปัจจุบัน AURA มีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านรายต่อปี สะท้อนว่าฐานผู้บริโภคทองคำยังคงขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่เริ่มลงทุนในทองคำเป็นครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการซื้อของแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน โดยกลุ่มที่ซื้อทองคำเพื่อสะสมส่วนใหญ่ไม่ได้พิจารณาเพียงว่าราคาทองคำในขณะนั้นกำลังขึ้นหรือลง แต่จะซื้อเมื่อมีความพร้อมทางการเงิน เช่น ได้รับโบนัส มีเงินออมครบตามเป้าหมาย หรือมีเงินก้อนที่ต้องการเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์เก็บสะสม
ตรงกันข้ามกับกลุ่มนักเก็งกำไร ซึ่งมักเข้ามาในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรง เพราะเริ่มมองเห็นโอกาสจากแนวโน้มราคา และบางส่วนอาจเกิดความกังวลว่าจะพลาดโอกาสหรือ “ตกรถ” หากราคาปรับตัวขึ้นต่อ
นายอนิพัทย์ระบุว่า หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจคือ ในช่วงที่ราคาทองคำในประเทศขึ้นไปบริเวณ 80,000 บาท กลับเป็นช่วงที่ยอดขายทั้งในแง่จำนวนชิ้นและน้ำหนักทองอยู่ในระดับสูง แม้ตามหลักทั่วไปอาจคาดว่าราคาที่แพงขึ้นควรทำให้ความต้องการซื้อลดลง
ส่วนหนึ่งจึงอาจสะท้อนแรงซื้อจากผู้ลงทุนหน้าใหม่และกลุ่มที่เริ่มเข้ามาเก็งกำไร หลังเห็นราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และไม่ต้องการพลาดโอกาสหากราคาขยับสูงขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม นายอนิพัทย์แนะนำให้นักลงทุนแยกวัตถุประสงค์ของการซื้อทองคำระหว่าง “เก็บ” กับ “เก็ง” ให้ชัดเจน เพราะทั้งสองแนวทางมีกรอบเวลาและการบริหารความเสี่ยงแตกต่างกัน
สำหรับผู้ที่ซื้อเพื่อ “เก็บ” มักเป็นการซื้อสะสมอย่างต่อเนื่องตามกำลังเงินและมองการถือครองในระยะยาว ทำให้สามารถรับความผันผวนระยะสั้นได้มากกว่า ขณะที่กลุ่ม “เก็ง” มักซื้อขายตามจังหวะราคาและมีกรอบเวลาสั้นกว่า จึงต้องให้ความสำคัญกับจุดเข้าซื้อ จุดขาย และการควบคุมความเสี่ยงมากขึ้น
โดยในภาวะปกติ ราคาทองคำสามารถปรับขึ้นลงประมาณ 5-10% ภายในรอบปีได้ นักลงทุนที่ซื้อทองคำจึงต้องยอมรับความผันผวนในระดับหนึ่ง และไม่ควรตื่นตระหนกกับการย่อตัวในระยะสั้น หากมีเป้าหมายถือครองระยะยาว
นายอนิพัทย์ยังคงเชื่อว่าทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นในระยะยาว แม้ไม่มีใครสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เนื่องจากทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ทางเลือกและสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่สามารถนำมาใช้ในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้
ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามจับจังหวะราคาสูงสุดหรือต่ำสุดทุกครั้ง แต่เป็นการกำหนดสัดส่วนทองคำในพอร์ตให้เหมาะสมกับเป้าหมายและความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการถือครองเพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว
ในด้านผลิตภัณฑ์ ตลาดทองคำไทยมีทางเลือกหลากหลายตั้งแต่ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ ทองเค ตลอดจนช่องทางซื้อขายทั้งร้านทองแบบดั้งเดิม ร้านค้าภายในศูนย์การค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สามารถสั่งซื้อและจัดส่งถึงบ้านได้
นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ในตลาดอนุพันธ์ เช่น Gold Futures และ Mini Gold Online Futures ที่ช่วยเพิ่มทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่มีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์และต้องการบริหารความเสี่ยงหรือเก็งกำไรโดยไม่จำเป็นต้องถือครองทองคำจริง
ในฝั่งผู้ประกอบการ AURA ใช้สัญญาฟิวเจอร์สในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาทองคำ โดยหลังจากขายทองคำออกไป บริษัทจะล็อกสถานะราคา เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาก่อนที่จะซื้อทองคำกลับเข้ามาเติมสต๊อก
วิธีการดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องรับความเสี่ยงเต็มจำนวนจากการขึ้นลงของราคาทองคำ เนื่องจากหัวใจสำคัญของธุรกิจค้าทองไม่ได้อยู่ที่การเก็งกำไรราคาทอง แต่คือการบริหารส่วนต่าง ต้นทุนสินค้า และสินค้าคงคลังให้เหมาะสม
สำหรับ Mini Gold Online Futures (MGO) มีขนาดสัญญาเล็กกว่า Gold Online Futures (GO) โดย MGO ใช้ตัวคูณ 30 เท่าของราคาสินค้าอ้างอิง เทียบกับ GO ที่ 300 เท่า และมี Minimum Tick Size คิดเป็น 3 บาทต่อสัญญา เทียบกับ GO ที่ 30 บาทต่อสัญญา ขณะที่ทั้งสองผลิตภัณฑ์ชำระราคาเป็นเงินสด
ขนาดสัญญาที่เล็กลงจึงทำให้ MGO สามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการร้านทองขนาดเล็ก รวมถึงนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการเข้าถึงตลาดอนุพันธ์ด้วยเงินลงทุนที่ต่ำกว่า ขณะเดียวกันยังเป็นผลิตภัณฑ์แบบ Quanto ซึ่งไม่นำอัตราแลกเปลี่ยนมาใช้ในการคำนวณ และมี Market Maker ช่วยดูแลสภาพคล่อง
อย่างไรก็ดี นายอนิพัทย์ย้ำว่า การลงทุนผ่านฟิวเจอร์สมีลักษณะ Leverage หรือการใช้เงินลงทุนเพียงส่วนหนึ่งของมูลค่าสัญญาเต็ม จึงสามารถเพิ่มทั้งโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการขาดทุนได้พร้อมกัน ผู้ลงทุนจึงจำเป็นต้องศึกษาผลิตภัณฑ์และเข้าใจกลไกของตลาดก่อนเริ่มลงทุน