ร้านโยเกิร์ตเปิดถึงเที่ยงคืน! ‘Yo-Chi’ ร้านดังออสเตรเลียชูคอนเซปต์ ‘ผับที่ไม่มีเบียร์’ ปักหมุดไทยสาขาที่ 80 ของโลก - เส้นทางเศรษฐี

Published on 22 ต.ค. 2026

Yo-Chi เปิดตัวครั้งแรกที่เมืองเมลเบิร์นในปี 2012 และได้เติบโตจนกลายเป็นแบรนด์โฟรเซนโยเกิร์ตและอาซาอิที่เติบโตเร็วที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดในออสเตรเลีย ที่ซึ่งลูกค้าได้รับคำเชิญชวนให้รังสรรค์ความอร่อยในถ้วยของตัวเองจากบาร์ท็อปปิ้งชื่อดังที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย 

โฟรเซ่นโยเกิร์ต โยเกิร์ตพร้อมดื่ม และอาซาอิ กลายเป็นเมนูเพื่อสุขภาพดาวรุ่งพุ่งแรงในไทยหลังจากมีผู้เล่นทั้งรายเล็ก-รายใหญ่เข้าสู่ตลาดพร้อมกับขยายสาขาอีกหลายสิบแห่ง กระทั่งล่าสุด ‘Yo-Chi’ (โย-ชิ) แบรนด์โฟรเซ่นโยเกิร์ตสัญชาติออสเตรเลียมองเห็นโอกาสจึงตัดสินใจเข้ามาประเดิมสาขาแรกในไทย โดยเลือก ‘เซ็นทรัลเวิลด์’ เป็นแห่งแรก ทั้งยังบอกด้วยว่า ในอนาคตมีแผนขยายสาขาอื่นๆ ในกรุงเทพและภูมิภาคอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

‘โอลิเวอร์ อัลลิส’ (Oliver Allis) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแบรนด์ และผู้ร่วมก่อตั้ง ‘Yo-Chi’

‘โอลิเวอร์ อัลลิส’ (Oliver Allis) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแบรนด์ และผู้ร่วมก่อตั้ง ‘Yo-Chi’ ระบุถึงปัจจัยในการเลือกขยายสาขามายังประเทศไทย เพราะเริ่มมองเห็นแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่ต้องการใช้เวลาไปกับการพบปะสังสรรค์และเชื่อมโยงกันมากขึ้น 

โดยพื้นที่ปลอดภัยในลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจุบันมีทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าการไปผับ บาร์ หรือไนต์คลับ ‘อัลลิส’ ให้นิยาม ‘Yo-Chi’ ว่า นี่คือพื้นที่พบปะสังสรรค์ที่ทุกคนสนุกและใช้เวลาร่วมกันได้ เปรียบเสมือน ‘ผับที่ไม่มีเบียร์’ จึงเป็นเหตุผลที่ตัดสินใจพาร้านโฟรเซ่นโยเกิร์ตเข้ามาปักหลักในไทย ซึ่งเป็นสาขานอกประเทศแห่งที่สี่ด้วย

‘Yo-Chi’ ประเดิมสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ (เปิดเวลา 10.00 – 24.00 น.) บนเนื้อที่กว่า 207 ตารางเมตร โดยแบรนด์ให้ความสำคัญกับการตกแต่งด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตร ประกอบไปด้วยวัสดุประเภทกระเบื้องลายหินอ่อนและไม้โทนอบอุ่น พร้อมกับที่นั่งจำนวนมากเพื่อให้ลูกค้าผ่อนคลายได้เต็มที่ ขณะเดียวกันก็สอดแทรกความสนุกสนานผ่านองค์ประกอบ อาทิ ลูกบอลดิสโก้มะม่วง มีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น และบูธดีเจ เป็นต้น 

ความโดดเด่นของ ‘Yo-Chi’ อยู่ที่การผลิตทุกเมนูจากนมสดโดยไม่ใช้นมผง รสชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ ‘Signature Tart’ รสคลาสสิกหรือรสดั้งเดิม รวมถึงยังมีรสชาติหลักอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Salted Butterscotch, Chocolate, Classic Vanilla และ Strawberries & Cream รวมถึงรสชาติตามฤดูกาล อาทิ Mango และ Coconut 

รวมไปถึงรสชาติพิเศษที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับสาขาในพื้นที่นั้นๆ ด้านท็อปปิ้งที่ได้รับความนิยม ได้แก่ สตรอว์เบอร์รีสดที่ตัดและเตรียมใหม่ภายในร้านทุกวัน, Cookie Dough ซิกเนเจอร์, น้ำพุ Nutella อุ่นๆ และ Mini Taiwanese Mochi นอกจากนี้ยังมีท็อปปิ้งเฉพาะเมืองไทย ได้แก่ Thai milk tea jelly, Thai Mango, ⁠Coconut Chips และ Pipo Fruit Jelly โดยราคาเริ่มต้น 73 บาท ต่อ 100 กรัม

“เราต้องการค่อยๆ ขยายตลาดของ Yo-Chi ไปทีละประเทศ โดยพิจารณาจังหวะและความเหมาะสมของแต่ละตลาด ประเทศไทยมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่กำลังมองหาพื้นที่สำหรับพบปะสังสรรค์ที่ปลอดภัย เป็นมิตรกับทุกคน ไม่เน้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีบรรยากาศที่น่าสนใจ ซึ่ง Yo-Chi ต้องการเข้ามาเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้” โอลิเวอร์ อัลลิส กล่าว

ปัจจุบัน ‘Yo-Chi’ มีสาขาให้บริการทั่วโลกกว่า 79 แห่ง แบ่งออกเป็น ออสเตรเลียมากกว่า 75 แห่ง, สิงคโปร์ 2 แห่ง, สหราชอาณาจักร 1 แห่ง และสหรัฐอเมริกา 1 แห่ง ทำให้ ‘ไทย’ เป็นสาขานอกประเทศแห่งที่ 4 และเป็นสาขาลำดับที่ 80 ของแบรนด์

"Advertiser"

ผู้บริหาร ระบุว่า หลังจากเปิดทำการที่เซ็นทรัลเวิลด์ยังไม่มีแผนเร่งรีบการเปิดสาขาถัดไปภายในทันที อยากพาผู้บริโภคชาวไทยค่อยๆ ทำความรู้จักคอนเซปต์แบรนด์ ความแตกต่าง และประสบการณ์ที่ยังไม่เคยได้รับมาก่อน และเมื่อพัฒนาสาขาแรกจนมีข้อมูลที่ชัดเจนแล้วว่า ตลาดให้การตอบรับจึงพิจารณาสาขาถัดไปโดยจะเริ่มขยายสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อน จากนั้นค่อยพิจารณาพื้นที่ต่างจังหวัดหรือภูมิภาคอื่นๆ ในลำดับถัดไป

“เราไม่ต้องการเร่งก้าวไปข้างหน้าเกินความเหมาะสม และต้องการพิสูจน์ให้ผู้บริโภคชาวไทยเห็นว่า Yo-Chi ไม่ใช่แบรนด์ข้ามชาติทั่วไปที่พวกเขาเคยพบมา เราจะเริ่มต้นจากสาขาที่เซ็นทรัลเวิลด์และพร้อมรับฟังความคิดเห็นว่า ผู้บริโภคต้องการให้ Yo-Chi ไปเปิดในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ โยเกิร์ตที่ผลิตจากนมสดรวมถึงอาซาอิจากวัตถุดิบออร์แกนิกคุณภาพสูงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราต้องการนำเสนอให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย” ผู้บริหารกล่าวปิดท้าย

Tags

Related Posts

ให้คิดว่าเราคู่ควรก่อน ยากแค่ไหนก็จะได้มาเอง Manifesting เทรนด์เขียนความฝันซ้ำ ๆ แล้วรอจักรวาลจัดสรรให้

บทความโดย สุภัทรา ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเขียนประโยคเดิมลงในสมุดทุกวัน เช่น “ฉันจะมีเงินล้าน” “ฉันจะได้งานในฝัน” หรือ “ฉันคู่ควรกับความรักที่ดี” แม้วันนี้สิ่งเหล่านั้นจะยังไม่เกิดขึ้น และบางอย่างดูเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อม แต่คนที่เชื่อในแนวคิดนี้บอกว่า ยิ่งเราคิดถึงสิ่งที่ต้องการ เชื่อว่าตัวเองคู่ควร และย้ำความปรารถนานั้นซ้ำ ๆ โอกาสที่ความฝันจะกลายเป็นจริงก็อาจอยู่ไม่ไกล นี่คือสิ่งที่คนมักจะเล่าใน TikTok, Spotify และ YouTube แล้วเขียนพาดหัวคลิปว่า “manifestation”  นี่คือแนวคิดที่เรียกว่า Manifesting ซึ่งกำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบน TikTok เรื่องนี้ฟังดูเหมือนเทพนิยาย แต่ก็เป็นภาพที่ทำให้เห็นว่า “Manifesting” ซึ่งแปลคร่าว ๆ ว่าการใช้ความคิด ภาพในหัว และคำยืนยันกับตัวเอง เพื่อดึงสิ่งที่ต้องการให้กลายเป็นจริง  ตั้งแต่การเขียนเป้าหมายลงสมุด การพูดคำยืนยันกับตัวเอง ไปจนถึงการกำหนดวันขอพรให้จักรวาลช่วยจัดสรรชีวิต ฟังดูคล้ายเรื่องมหัศจรรย์ แต่เบื้องหลังความเชื่อนี้มีทั้งประวัติศาสตร์ จิตวิทยา ธุรกิจ และสิ่งที่ยังเป็นข้อสงสัยว่า การคิดถึงสิ่งที่อยากได้บ่อย ๆ จะทำให้เราได้สิ่งนั้นจริงหรือเปล่า

23 ตุลาคม 2569

ใครจะไปคิดว่าความอยากหาเงินค่าขนมบวกกับความชื่นชอบการอยู่บนแม่น้ำ จะกลายเป็นไอเดียธุรกิจลอยน้ำที่สร้างรายได้มหาศาล  นี่คือเรื่องราวของ ไบรอัน ทรูป (Brian Troupe) วัยรุ่นวัย 16 ปี จากรัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ผู้ก่อตั้ง Troupe’s Treats ร้านขายไอศกรีมบนเรือที่เปลี่ยนวิกฤตวันแรกให้กลายเป็นรายได้หลักแสนภายในระยะเวลาเพียงแค่สองฤดูร้อน มองหาช่องว่างที่คนอื่นมองข้าม เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนไบรอันอายุ 15 ปี ขณะนั่งเรือเล่นกับเพื่อนบ้าน แล้วเพื่อนบ้านพูดขึ้นมาว่า “เมื่อก่อนเคยมีคนทำอาหารขายพวกนักล่องเรือนะ” คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้ไบรอันเริ่มคิดต่อยอดทันที  ไบรอันเริ่มวิเคราะห์ช่องว่างทางธุรกิจ โดยข้อจำกัดอย่างแรก คือเรือทั่วไปไม่อยากยุ่งยากกับใบอนุญาตประกอบอาหาร หรือติดตั้งอ่างล้างจานและอุปกรณ์เสริมที่วุ่นวาย และนักท่องเรือมักจะพกแซนด์วิชหรือขนมกรุบกรอบขึ้นเรืออยู่แล้ว แต่สิ่งที่หายากมากบนเรือคือ “ของหวานเย็นเจี๊ยบ” อย่างไอศกรีม เพราะเรือส่วนใหญ่ไม่มีตู้แช่แข็ง เขาจึงตัดสินใจใช้เงินเก็บจากการทำงานบ้าน ไปซื้อตู้แช่แข็ง ตุนไอศกรีม แล้วเปิดร้าน Troupe’s Treats ณ ปลายท่าเรือแม่น้ำ Bohemia ในเดือน

22 ตุลาคม 2569

คนทากันแดดหน้า แต่ไม่ค่อยทาตัว? 'HER HYNESS' เห็นช่องว่างตลาด ส่งครีมกันแดดผิวกาย เจาะตลาดมูลค่าหลายพันล้าน

จากแบรนด์ที่สร้างปรากฏการณ์ BLACK MASK หรือมาส์กดำ ที่ผู้ใช้แนะนำกันแบบปากต่อปาก ทั้งจากคนรอบข้าง อินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงช่างแต่งหน้ามืออาชีพ ล่าสุด ‘HER HYNESS’ ขอขยายพอร์ตฟอลิโอรุกตลาด ‘Body Sunscreen’ หรือครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวกาย ‘HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN SPF50+ PA++++’ ด้วยเป้าหมายยกระดับอุตสาหกรรมครีมกันแดดไทย โดยนับเป็นแบรนด์แรกที่ผ่านการทดสอบทุกมาตรฐาน ISO คุณกัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ HER HYNESS สะท้อนภาพตลาดครีมกันแดดว่า เป็นตลาดที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม T-Beauty มาก โดยเฉพาะในปี 2025 หากนับรวมตลาดครีมกันแดดผิวหน้าและผิวกาย พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 6,436 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2026 จะมีมูลค่าถึง 6,731 ล้านบาท จากความสำเร็จของ HER HYNESS ที่เป็นผู้นำตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวหน้าที่มียอดขายอันดับหนึ่งเป็นเวลาถึง 4 ปีซ้อน ทำให้แบรนด์มุ่งมั่นที่จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่มีอยู่ ด้วยการรุกตลาดครีมกันแดดผิวกาย ซึ่งได้วางกลยุทธ์การเจาะตลาด ไว้ดังนี้ ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม ‘ครีมกันแดดผิวกาย’ แม้จะเป็นผู้นำตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี

22 ตุลาคม 2569

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และ แกร็บ ประเทศไทย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย การยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม โดยมุ่งนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้ขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และ นายจิรกิตต์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเดลิเวอรี แกร็บ ประเทศไทย ร่วมลงนาม พร้อมด้วย นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา และ นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น ๑ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “กระทรวงวัฒนธรรมกำลังขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด ‘Cultural NEXUS – วัฒนธรรมเชื่อมอนาคต’ มุ่งปรับบทบาทของกระทรวงไปสู่ ‘กระทรวงที่ใช้คุณค่าของอดีต สร้างโอกาสในปัจจุบัน และสร้างอนาคตให้คนไทย’ โดยเชื่อมวัฒนธรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี เชื่อมชุมชนให้มีรายได้ และเชื่อมศักยภา

22 ตุลาคม 2569

เคยเป็นไหมทั้งที่นอนเต็มอิ่มเกิน 8 ชั่วโมง แต่พอตื่นมาร่างกายกลับยังรู้สึกอ่อนเพลีย สมองล้า และง่วงนอนรุนแรงตลอดทั้งวัน อาการนี้ไม่ได้แปลว่าคุณขี้เกียจ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “ภาวะง่วงนอนมากผิดปกติ” (Hypersomnia) Hypersomnia คืออะไร แล้วต่างจากความเหนื่อยทั่วไปอย่างไร? สำหรับคนที่มีภาวะ Hypersomnia สิ่งที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าแค่อาการอ่อนเพลียทั่วไป เพราะผู้ป่วยจะไม่สามารถฝืนหรือควบคุมอาการง่วงของตัวเองได้ จนอาจเผลอหลับกลางวันไปหลายต่อหลายครั้งโดยไม่ตั้งใจ แม้ว่าเมื่อคืนจะนอนหลับมาอย่างเพียงพอหรือมากกว่าปกติก็ตาม ภาวะนี้นอกจากจะกระทบการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์แล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง หากใครมีอาการง่วงรุนแรงต่อเนื่อง นานเกิน 3 สัปดาห์ แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจ Sleep Test   อาการแบบไหนเข้าข่าย Hypersomnia สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ในผู้ป่วยทุกราย แต่จากการศึกษาพบปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานไวเกินไปหลังจากการติดเชื้อไวรัส, การเปลี่ยนแปลงขนาดหรือความหนาของสมอง, ความผิดปกติทางพันธุกรรม และความผิด

22 ตุลาคม 2569

เฮียมักในวัย 74 ปี เล่าถึงเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาว่า “ขายมา 60 ปีแล้ว ตั้งแต่อายุ 14-15 แต่ก่อนไม่ได้ขายเต้าฮวย ขายขนมหวาน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เข็นขายในย่านนี้แหละ ท่าเตียน ปากคลองตลาด ขายตั้งแต่ชิ้นละบาทเดียว น้ำตาลสดก็เคยขาย แต่สุดท้ายก็เลิก หันมาขายเต้าฮวยน้ำขิงกับเฉาก๊วยแทน อายุเยอะขึ้น ก็ตั้งร้าน ไม่ต้องหาบขาย” ด้าน ลูกค้าประจำ เล่าเรื่องความประทับใจ “ผมกินมาตั้งแต่สมัยเรียนสวนกุหลาบ นี่เพื่อนผมบินกลับจากต่างประเทศก็จะมากิน แต่ก่อนตรงนี้เป็นกระทรวงพาณิชย์ คนในกระทรวงคนใหญ่คนโต รัฐมนตรีก็มากิน น้ำขิงแกทำอร่อย ไม่เผ็ดร้อนเกิน แต่เดี๋ยวนี้ผมกินไม่ใส่น้ำตาลแล้วนะ อายุเยอะขึ้น หวานมากไม่ได้” “เปิดขายตั้งแต่ 11 โมง บ่าย 2 ก็หมด แต่ต้องตื่นมาแต่เช้า มาเตรียมของ ทุกอย่างใช้เตาถ่าน น้ำเชื่อม น้ำขิง ใช้เตาถ่านต้มหมด เป็นขิงตากแห้งแล้วค่อยเอามาต้ม ส่วนเต้าฮวย เฉาก๊วย ไปรับเขามานะ ไม่ได้ทำเอง ทำเองไม่ไหว” เฮียมัก เล่าเบื้องหลังการขาย “กินตั้งแต่ชามละ 5 บาท ตอนนี้ขายชามละ 15 บาท ก็ยังถือว่าราคาถูก ไปกินที่อื่นไม่ได้ราคานี้นะ ขายกันแพงกว่านี้ทั้งนั้น ไม่อร่อยเท่าร้านนี้ด้วย แกขายจนลูกโต เรีย

22 ตุลาคม 2569