พรีเมียร์ลีก ลีกอันดับ 1 ของโลก แต่ทำไม ‘มาตรฐานการตัดสิน’ ยังเต็มไปด้วยคำถาม?

Published on 14 ก.ย. 2026

พรีเมียร์ลีกคือลีกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เต็มไปด้วยนักเตะระดับแถวหน้า มีการซื้อ-ขายนักเตะด้วยเม็ดเงินมหาศาล และเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ช่วยผู้ตัดสินมากขึ้นทุกปี

  • Pro Ref ยอมรับ VAR พลาดในแมนเชสเตอร์ ดาร์บี
  • แล้วที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกตัดสินพลาดมากแค่ไหน?

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ยังมีประเด็นให้ต้องวนกลับมาพูดถึงแทบทุกฤดูกาล นั่นคือ ‘มาตรฐานการตัดสิน’

ฤดูกาล 2026/27 เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ก็มีคำตัดสินที่ถูกตั้งคำถามแล้ว อย่างเกมที่อาร์เซนอลบุกชนะ แอสตัน วิลลา 1-0 ซึ่ง KMI Panel พิจารณาภายหลังว่า อาร์เซนอลควรได้จุดโทษจากจังหวะที่ เอียน มาตเซน เข้าสกัด บรูโน กิมาไรส์ รวมถึง VAR ควรแทรกแซงในจังหวะดังกล่าว

Pro Ref ยอมรับ VAR พลาดในแมนเชสเตอร์ ดาร์บี

ล่าสุดประเด็นนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในแมนเชสเตอร์ ดาร์บี เกมที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ถึงโอลด์แทรฟฟอร์ด ทั้งที่เหลือผู้เล่น 10 คนตั้งแต่นาทีที่ 23

หลังจบเกม สิ่งที่ถูกพูดถึงมากพอๆ กับผลการแข่งขัน คือการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินและ VAR

เกมนี้มีสองจังหวะสำคัญ เริ่มจากใบแดงของ ฟิล โฟเดน ในครึ่งแรก ตามด้วยประตูชัยของ เออร์ลิง ฮาลันด์ ซึ่งภายหลังองค์กรผู้ตัดสินฟุตบอลอังกฤษ (Pro Ref) ออกมายอมรับว่า VAR มีข้อผิดพลาดในการใช้ดุลยพินิจ หรือ “Error of Judgement”

เริ่มจากประตูชัยในนาทีที่ 60 ไมเคิล โอลิเวอร์ เป่าล้ำหน้าและไม่ให้ประตู ก่อน VAR ตรวจสอบและพบว่า ฮาลันด์ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าเมื่อเทียบกับ แพทริก ดอร์กู

หากดูเพียงตำแหน่งของฮาลันด์ เรื่องนี้ไม่มีปัญหา แต่ในจังหวะเดียวกัน เอ็นโซ เฟร์นันเดซ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าและพุ่งเข้าหาบอลที่เปิดผ่านหน้าประตู แม้สุดท้ายจะไม่ได้สัมผัสบอล

ตามกติกา ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องสัมผัสบอลจึงจะถูกจับล้ำหน้า หากพยายามเล่นบอลที่อยู่ใกล้ตัว และการกระทำนั้นส่งผลต่อคู่แข่ง ประเด็นจึงอยู่ที่การเคลื่อนที่ของเอ็นโซส่งผลต่อ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ที่กำลังป้องกันอยู่หรือไม่

หลังเกม Pro Ref ยอมรับว่า VAR ไม่ได้พิจารณาผลกระทบจากตำแหน่งของเอ็นโซมากพอ และควรแนะนำให้โอลิเวอร์ไปดูภาพที่จอข้างสนาม (On-Field Review) พร้อมติดต่อแมนฯ ยูไนเต็ด เพื่อยอมรับความผิดพลาดและยืนยันว่าจะตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวต่อไป

ตำแหน่งของฮาลันด์เป็นเรื่องที่เทคโนโลยีตรวจสอบได้ แต่เอ็นโซมีผลต่อการเล่นของมาร์ติเนซหรือไม่ ยังต้องอาศัยดุลยพินิจ และครั้งนี้ Pro Ref ยอมรับว่าการพิจารณาตรงนั้นผิดพลาด

อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่นาทีที่ 23 เมื่อ ฟิล โฟเดน ถูกใบแดงโดยตรงจากจังหวะเตะตอบโต้ บรูโน แฟร์นันด์ส

หากดูเฉพาะสิ่งที่โฟเดนทำ ใบแดงไม่ได้ผิดไปจากแนวทางที่ผ่านมา เพราะพรีเมียร์ลีกเคยมีผู้เล่นถูกไล่ออกจากสนามจากการเตะตอบโต้คู่แข่งในลักษณะใกล้เคียงกัน

แต่ภาพรีเพลย์แสดงให้เห็นว่า ก่อนที่โฟเดนจะตอบโต้ บรูโนมีจังหวะเล่นใส่เขาก่อน สุดท้ายโฟเดนถูกไล่ออกจากสนาม ขณะที่บรูโนไม่ได้รับแม้แต่ใบเหลือง

กรณีนี้มีข้อจำกัดของ VAR เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะหากการกระทำของบรูโนไม่ถึงขั้นใบแดง VAR ไม่สามารถแทรกแซงเพียงเพื่อให้ผู้ตัดสินกลับมาแจกใบเหลืองได้

หากโอลิเวอร์เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรกและเลือกไม่ลงโทษ นั่นคือคำตัดสินในสนาม แต่หากเขามองไม่เห็น VAR ก็ไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ด้วยใบเหลืองได้เช่นกัน

ประเด็นจึงอาจไม่ใช่ว่าโฟเดนควรโดนใบแดงหรือไม่ เพราะการเตะตอบโต้มีเหตุผลเพียงพอสำหรับการลงโทษ แต่อยู่ที่ว่า ในเหตุการณ์เดียวกัน เหตุใดบรูโนซึ่งมีจังหวะเล่นใส่คู่แข่งก่อนจึงไม่ได้รับการลงโทษใดๆ

แล้วที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกตัดสินพลาดมากแค่ไหน?

ข้อมูลจาก KMI Panel (Key Match Incidents Panel) ซึ่งตรวจสอบเหตุการณ์สำคัญหลังการแข่งขัน ระบุว่า ความผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับ VAR อยู่ที่ 38 ครั้งในฤดูกาล 2022/23 ก่อนลดเหลือ 31 ครั้งในปี 2023/24 และ 18 ครั้งในปี 2024/25 ก่อนเพิ่มกลับมาเป็น 25 ครั้งในฤดูกาล 2025/26

ตัวเลขจึงมีทั้งช่วงที่ดีขึ้นและแย่ลง แต่หากดูอีกด้าน VAR ก็ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสิน โดยในฤดูกาล 2024/25 การตัดสินจังหวะสำคัญของกรรมการในสนามมีความถูกต้อง 86% และเพิ่มเป็น 96% หลังผ่าน VAR

ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนความผิดพลาดเพียงอย่างเดียว

เพราะในฤดูกาล 2025/26 KMI Panel ยังพบอีก 29 เหตุการณ์ที่มองว่าคำตัดสินในสนามผิด แต่ไม่ผิดชัดเจนมากพอที่จะเข้าเกณฑ์ให้ VAR แทรกแซง

พูดง่ายๆ คือ บางจังหวะกรรมการอาจตัดสินผิด แต่ VAR ก็ไม่ได้ทำผิดที่ไม่เข้ามาแก้ เพราะยังไม่ถึงเกณฑ์ Clear and Obvious Error

และตรงนี้เองที่พาเรื่องกลับมาสู่คำว่า ‘การตีความ’

ฟุตบอลมีหลายจังหวะที่ไม่มีคำตอบตายตัวเหมือนการลากเส้นล้ำหน้า เช่น

  • การดึงในกรอบเขตโทษต้องมากแค่ไหนถึงเป็นจุดโทษ?
  • ผู้เล่นที่ยืนล้ำหน้าต้องส่งผลต่อคู่แข่งแค่ไหนจึงถือว่ามีส่วนร่วมกับการเล่น?
  • การปะทะต้องรุนแรงระดับไหนถึงเป็นใบเหลืองหรือใบแดง?

ทุกอย่างมีกติกากำหนดไว้ แต่น้ำหนักของแต่ละจังหวะยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ตัดสิน ซึ่งสิ่งที่แฟนบอลคาดหวังคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะใกล้เคียงกัน มาตรฐานที่ใช้ตัดสินก็ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี เป็นเพียงเคสล่าสุดที่ทำให้เรื่องของ ‘มาตรฐานการตัดสิน’ กลับมาอยู่ในบทสนทนาอีกครั้ง

พรีเมียร์ลีกมีเกมที่สนุก มีการแข่งขันที่เข้มข้น และมีเรื่องราวเกิดขึ้นในสนามทุกสัปดาห์ สิ่งเหล่านี้ควรเดินคู่ไปกับการตัดสินที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา เพราะเมื่อคำตัดสินกลายเป็นข้อกังขา บรรยากาศของเกมก็เปลี่ยนไป และเรื่องของผู้ตัดสินอาจกลายเป็นประเด็นใหญ่กว่าสิ่งที่นักฟุตบอลทำในสนาม

หากเหตุการณ์ลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นซ้ำๆ คำถามเรื่องมาตรฐานก็จะวนกลับมาให้พูดถึงอยู่ตลอด และนานวันเข้าอาจกลายเป็น ‘รอยด่าง’ ในลีกที่มีเรื่องสนุกให้พูดถึงมากมายอยู่แล้ว

เพราะสุดท้าย เกมที่ดี ก็ควรมีการตัดสินที่ดีพอให้คนดูได้พูดถึงฟุตบอลมากกว่าผู้ตัดสิน

แล้วคุณผู้อ่าน คิดอย่างไรกับมาตรฐานการตัดสินของพรีเมียร์ลีกในวันนี้? มาคอมเมนต์พูดคุยกันได้เลย

ABOUT THE AUTHOR

อนุชิต ไกรวิจิตร

Content Creator ประจำกองบรรณาธิการข่าวกีฬา สำนักข่าว THE STANDARD ผู้มีงานอดิเรกคือการสัมภาษณ์ BNK48