เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อเขียนถึง1 ปี เอ็มโอเอระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่า ดีลแบบที่พรรคประชาชน พรรคอันดับ 1 ซึ่งมี 143 เสียง ยกมือให้พรรคภูมิใจไทย พรรคอันดับ 3 ที่มี 71 เสียง ตั้งรัฐบาล MOA โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 100 ปีนับแต่การอภิวัฒน์ 2475 และอาจไม่มีครั้งที่ 2 ตลอดกาล
ผมติดตามข้อมูลรวมถึงคำบอกเล่าจากบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้อง เรียบเรียงเป็นบันทึกช่วยจำในวาระครบรอบ 1 ปี รัฐบาล MOA (5 กันยายน) เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง สำหรับการเมืองไทย
บันทึกนี้ประกอบด้วยเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น และคำบอกเล่าหรือข่าวสารที่ถูกเปิดเผยในภายหลัง เฉพาะที่มีแหล่งที่มาชัดเจน และยังไม่มีข้อถกเถียงเป็นอย่างอื่น
สัมพันธภาพทางการเมือง ระหว่างพรรคสีส้มกับพรรคสีน้ำเงิน เป็นที่น่าสังเกตตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ขณะนั้นกรณีฮั้ว ส.ว.และเขากระโดงกำลังเป็นประเด็นร้อนในสังคม
ข่าวช่วงแรกฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายนายกฯอิ๊ง พร้อมคณะรัฐมนตรีทั้งจากพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาลรวม 10 คน แต่เมื่อยื่นญัตติในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 กลับมีชื่อ น.ส.แพทองธาร ถูกอภิปรายเพียงคนเดียว ไม่มีคนอื่น พรรคอื่น ถูกยื่นอภิปรายแต่อย่างใด
ผมไม่สรุปว่ากรณีนี้เกี่ยวข้องกับการตั้งรัฐบาล MOA ในเวลาต่อมาหรือไม่ แต่เห็นว่าควรบันทึกไว้
เค้าลางที่พรรคส้มจะโหวตให้พรรคน้ำเงิน เริ่มปรากฏชัดขึ้นผ่านรายการกรรมกรข่าว วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 (หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งนายกฯอิ๊ง ยุติปฏิบัติหน้าที่ 1 วัน) ในการสัมภาษณ์วันนั้น นายสรยุทธ์ไม่ได้เจาะจงถาม แต่หัวหน้าเท้งเป็นคนขยายความเอง ว่าเพื่อไม่ให้บ้านเมืองถึงทางตัน พร้อมยกมือให้พรรคไหนก็ตามเป็นแกนนำรัฐบาลหากยอมรับเงื่อนไข
ถ้าไปดูรายการนี้ย้อนหลัง ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ฟังออกว่าพรรคประชาชนเตรียมโหวตให้นายอนุทิน พรรคภูมิใจไทย
หลังจบรายการผมโพสต์เฟซบุ๊กชี้ประเด็นนี้ ผลคือ ทัวร์ลง
ทราบภายหลังว่า วันที่ 3 กรกฎาคม (หลังหัวหน้าเท้งพูดในรายการ 1 วัน) นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.พรรคเพื่อไทยขณะนั้น ส่งลูกสาวไปสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
ต่อมานายศักดิ์ดาและ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวม 8 คน พากันไปยกมือตั้งรัฐบาล MOA ในวันที่ 5 กันยายน โดยมีนายศักดิ์ดาเพียงคนเดียวที่ลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 9 กันยายน เพื่อรับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย
เมื่อนายศักดิ์ดาลาออกก็ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ซึ่ง กกต.กำหนดวันเลือกตั้งคือ 19 ตุลาคม โดยผู้สมัครต้องเป็นสมาชิกพรรคไม่ต่ำกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 97(3) ลูกสาวนายศักดิ์ดาที่ไปสมัครพรรคภูมิใจไทยไว้ตั้งแต่ 3 กรกฎาคม จึงลงสมัครเลือกตั้งซ่อมได้พอดี
ในคลิปเสียงที่ถูกเรียกว่าคลิปประกาศศักดิ์ดา เสียงคนในคลิปพูดว่าตนไปอยู่ภูมิใจไทยตั้งแต่เดือนมิถุนายน
มีคนรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ นายศักดิ์ดามั่นใจอย่างไรว่าจะเป็นรัฐมนตรีถึงขั้นพาลูกสาวไปสมัครสมาชิกพรรครอไว้ให้ทันเลือกตั้งซ่อม ผมไม่ทราบ
ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า วันที่ 3 กรกฎาคม นายทอม เครือโสภณ พูดในรายการทางช่อง PPTV ว่าเป็นคนนัดหมายนายรังสิมันต์ โรม และ น.ส.รักชนก ศรีนอก กินข้าวกับนายอนุทิน ซึ่งทั้ง 2 คนยอมรับแต่อธิบายว่าไปพูดคุยเรื่องการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่เกี่ยวกับดีลลับ MOA
หลังจากวันที่ 2 กรกฎาคม มีการถกเถียง ตั้งคำถามเรื่องสูตรตั้งรัฐบาลที่เสนอโดยนายณัฐพงษ์เป็นระยะ จนวันที่ 29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร พ้นตำแหน่งนายกฯ
วันเดียวกันนั้นนายสุชาติ ชมกลิ่น แกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติไปปรากฏตัวที่พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ก่อนศาลเริ่มอ่านคำวินิจฉัย โดยนายศักดิ์ดาตามไปในช่วงค่ำ
หลังศาลวินิจฉัยพรรคร่วมรัฐบาลเดิมประกาศที่ทำเนียบรัฐบาลว่าจะร่วมงานกันต่อไป และมีการแถลงข่าวที่โรงแรมรอยัล ปรินเซส หลานหลวง แต่ไม่มีแกนนำจากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วม
นายณัฐพงษ์ประกาศผ่าทางตันทางการเมืองโดยพรรคประชาชนพร้อมโหวตตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ
1.นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
2.คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินไปกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
3.พรรคประชาชนยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี
นายอนุทิน และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เดินทางไปที่ทำการพรรคประชาชน หารือกับนายณัฐพงษ์และแกนนำพรรค ทั้งสองฝ่ายเปิดเผยว่า ผลการพูดคุยเป็นไปด้วยดี โดยนายอนุทินเห็นพ้องและยอมรับข้อเสนอของพรรคประชาชนเรื่อง การบริหารประเทศระยะสั้นเพื่อยุบสภาภายใน 4 เดือน
หลังกลับจากพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยแถลงข่าวจากที่ทำการพรรค พร้อมจัดตั้งรัฐบาลตามเงื่อนไขพรรคประชาชน
30 สิงหาคม แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเดิมนำโดยเพื่อไทย และอีกฝ่ายโดยภูมิใจไทยต่างเคลื่อนไหวแสดงความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล
31 สิงหาคม แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ นายเดชอิศร์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปที่ทำการพรรคประชาชน เพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล โดยเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างการพูดคุย นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ตามไปสมทบภายหลัง
ผลการหารือเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลประกาศรับเงื่อนไขหลักของพรรคประชาชน นายภูมิธรรมระบุว่า หากดำเนินภารกิจได้สำเร็จก่อน 4 เดือน ก็พร้อมยุบสภาเร็วกว่ากำหนด
โดยพรรคเพื่อไทยเสนอรายละเอียดเพิ่มเติม 3 เรื่อง คือ ให้ประชามติถามว่าจะใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นร่างหลักในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ในการทำประชามติให้มีคำถามเรื่องคงไว้หรือยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 และอีกเรื่องคือ ร่วมมือเร่งดำเนินคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. และคดีที่ดินเขากระโดงตามกฎหมาย
พรรคประชาชนรับข้อเสนอไปพิจารณา และแจ้งว่าจะนำเข้าหารือภายในพรรค โดยย้ำว่ายังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคการเมืองใด
1 – 2 กันยายน มีรายงานข่าวนายชัยเกษม ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ขัดข้องหากได้รับเลือกเป็นนายกฯ แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือพูดคุยในรายละเอียดจากแกนนำพรรค ช่วงนี้มีความเคลื่อนไหวสำคัญคือ เย็นวันที่ 2 กันยายน นายภูมิธรรม รักษาการนายกฯ บอกว่ายื่นร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภาไปแล้ว
หลายฝ่ายเสนอให้พรรคประชาชน รอความชัดเจนจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการทำประชามติและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 10 กันยายนก่อนตัดสินใจ แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ
เย็นวันเดียวกันพรรคประชาชนแจ้งนัดหมายสื่อมวลชนว่า จะมีการแถลงข่าวโดยหัวหน้าพรรคที่รัฐสภา ในวันที่ 3 กันยายน เวลา 09.30 น. ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองนายกฯแกนนำพรรคเพื่อไทย แจ้งสื่อมวลชนจะให้สัมภาษณ์เรื่องข้อเสนอในการจัดตั้งรัฐบาล เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล
ก่อนถึงเวลานัด พรรคประชาชนเลื่อนกำหนดแถลงข่าวเร็วขึ้นเป็น 09.00 น. และแถลงจริงในเวลา 08.46 น. สาระสำคัญคือ ประกาศทำความตกลงกับพรรคภูมิใจไทย พร้อมเซ็นชื่อใน MOA ไว้ล่วงหน้า
ไม่รอข้อเสนอพรรคเพื่อไทย ไม่รอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ รอเพียงนายอนุทินมาแถลงตอบรับและเซ็นชื่อต่อไป
ขณะที่นายชูศักดิ์ประกาศว่าตอน 09.00 น.ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมยุบสภาทันที หากนายชัยเกษมได้รับเลือกเป็นนายกฯ แต่หัวหน้าเท้งเซ็น MOA ให้พรรคภูมิใจไทยไปก่อนแล้ว
4 กันยายน นายภูมิธรรม โพสต์เฟซบุ๊กว่า ได้รับแจ้งจากสำนักองคมนตรีว่า ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา ยังมีข้อถกเถียงไม่ได้ข้อยุติ จึงยังไม่เห็นสมควรนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในเวลานี้
สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานถึงบทบาทของบุคคลสำคัญต่างๆ ที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่า การปลดนายกฯแพทองธาร การยับยั้งการยุบสภา การนำพาสู่การโหวตนายอนุทิน เป็นเรื่องเดียวกัน
5 กันยายน ส.ส.พรรคประชาชนทั้งหมด 143 คน โหวตลงคะแนนเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ยังความปลาบปลื้มตระหนักนึกในใจนายอนุทินและสมาชิกพรรคภูมิใจไทย มีการกล่าวขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า และเชื่อว่าจะขอบคุณเช่นนี้ตลอดไป
10 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก ให้รัฐสภามีอํานาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แล้วเพิ่มคำวินิจฉัยที่ไม่มีใครถามชี้ว่า ประชาชนไม่อาจเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
ส่งผลให้เงื่อนไขของพรรคประชาชน เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งจบลงในทันที
ผลทางการเมืองจากการตั้งรัฐบาล MOA ประสบความสำเร็จตามเงื่อนไขหรือไม่ อย่างไร เป็นที่ทราบทั่วกันแล้ว
สิ่งที่ต้องบันทึกเพิ่มเติมคือหลังจากการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยได้อันดับ 1 มีคนพูดถึงความเคลื่อนไหวช่วงนั้นไว้หลายมุม เช่น ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ให้สัมภาษณ์ว่าข้อเสนอของตนคือ โหวตใครก็ตามพรรคสีส้มต้องเข้าร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตามเขาอธิบายในการปิกนิกขอโทษกองเชียร์ว่าการโหวตพรรคภูมิใจไทย อย่างน้อยก็ได้ลอง
นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคสีส้ม พูดในรายการสนทนาออนไลน์กับนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ว่า ก่อนถึงวันโหวตมีการถกเถียงกันเรื่องนี้ 2 วันเต็ม ทีแรกส่วนใหญ่ในพรรคเห็นว่าปล่อยเป็นเรื่องระหว่างแดงกับน้ำเงิน จะเป็นไงก็ช่างมัน คราวหน้าหาเสียงง่ายได้ 300 เสียงเป็นรัฐบาล
แต่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แย้งว่าพูดแบบนี้ไม่มีประชาชนในสมการ ต้องเดินหน้าให้ยุบสภาเร็ว แก้รัฐธรรมนูญให้ได้ คิดว่าพรรคประชาชนจะไร้ความสามารถถึงขั้นกลับมาชนะเลือกตั้งไม่ได้เชียวหรือ จากนั้นก็ถกเถียงกันต่อ จนเริ่มโน้มเอียงมาทางภูมิใจไทย
น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ เล่าว่ามีการพูดคุย ล็อบบี้กันในวงคุย วงข้าว หลายวง ดร.ปิยบุตร ให้เหตุผลกับคนในพรรคว่า ภูมิใจไทยเขานักเลง พวกนักเลงจะทำตามสัญญาจึงควรเลือกพรรคน้ำเงิน
มีการโทรตามเพื่อควบคุมผลคะแนนให้ได้เสียงจากทุกคน หนึ่งในคนที่โทรศัพท์หาเพื่อนร่วมพรรค ธิษะณาไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ฟังจากบริบทแล้วน่าจะหมายถึงนายรังสิมันต์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อธิบายเรื่องคดีฮั้ว ส.ว.กับเรื่องเขากระโดง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 และพูดถึง Grand Compromise เนื้อหาชัดเจนอย่างยิ่งว่าเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนสุดตัวให้โหวตพรรคภูมิใจไทย
จากลำดับเหตุการณ์ มีเหตุให้เชื่อได้ว่าแกนนำหลักที่มีบทบาทสำคัญในพรรคประชาชน รวมถึงคณะก้าวหน้า เห็นตรงกันว่าต้องตั้งรัฐบาลให้พรรคสีน้ำเงิน ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังไม่ปรากฏชื่อชัดเจน คนส่วนใหญ่ในพรรคประชาชนไม่ค่อยมีใครเล่าเบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องนี้
ผมไม่ได้ติดยึดผูกพันเรื่องราวที่ผ่านไปแล้ว แต่กับเหตุการณ์ที่น่าจะมีครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบันทึกไว้ และตามเก็บข้อมูลซึ่งอาจปรากฏเพิ่มอีกในอนาคต เพราะผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจะไปถึงไหน จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่คนร่วมสมัยและคนรุ่นต่อๆ ไปต้องศึกษา