รายงาน Flagship Report ฉบับล่าสุดของธนาคารโลก ชื่อ Building Thailand’s Future Today ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อประกอบการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้วางโจทย์ให้ประเทศไทยไว้ตรงไปตรงมา
- ช่องว่าง 2.5% มาจากไหน
- 10 ข้อเสนอ ที่ทำให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงเร็วขึ้น
- สองโจทย์ที่อยู่เบื้องหลัง 10 ข้อเสนอ
- 5 อุตสาหกรรมที่ธนาคารโลกเลือก
ไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ธนาคารโลกคำนวณว่า เป้าหมายนั้นเป็นไปได้ แต่ต้องยกระดับการเติบโตของ GDP ต่อหัวที่แท้จริงให้ได้เฉลี่ย 5.4% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป
แต่ปัญหาคือ ค่าเฉลี่ยที่ไทยทำได้จริงในช่วงปี 2021-2024 อยู่ที่ 2.2% ต่อปี
และถ้าไทยเติบโตด้วยอัตรานี้ต่อไป แบบจำลองของธนาคารโลกชี้ว่าไทยจะข้ามเส้นรายได้สูงในปี 2056 ช้ากว่าเป้าหมายที่รัฐบาลไทยประกาศไว้เกือบสองทศวรรษ หรือหากนับจากปีนี้ ก็คือความต่างระหว่าง อีก 11 ปี กับ อีก 30 ปี
“เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงของไทยอยู่ในวิสัยที่ทำได้ แต่การไปให้ถึงจะต้องอาศัยการเติบโตระยะใหม่ที่สร้างมูลค่าสูงขึ้น” คาร์ลอส เฟลีเป ฆารามีโย (Carlos Felipe Jaramillo) รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าว “ไทยสามารถต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ ด้วยการเปิดทางให้ธุรกิจจำนวนมากขึ้นเติบโตและแข่งขันได้ ลงทุนในทักษะและนวัตกรรม และทำให้ความมั่งคั่งกระจายไปถึงผู้คนและชุมชนทั่วประเทศ”
ช่องว่าง 2.5% มาจากไหน
จุดตั้งต้นคือ ศักยภาพการเติบโตปัจจุบัน (baseline potential growth) ที่ 2.9% จากนั้นบวกเพิ่มด้วยการปฏิรูป 4 กลุ่ม ได้แก่
1.อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Industries of the future) +0.8%
2.ภาคธุรกิจแห่งอนาคต (Firms of the future) +0.7%
3.แรงงานแห่งอนาคต (Workforce of the future) +0.7%
4.เมืองแห่งอนาคต (Cities of the future) +0.4%
ทั้ง 4 กลุ่มนี้จะช่วยเพิ่มการเติบโตรวมเป็น +2.5% ซึ่งจะดัน GDP ต่อหัวขึ้นไปแตะ 5.4%
ธนาคารโลกระบุว่าตัวเลขเหล่านี้ควรตีความในแง่ “ฉากทัศน์การปฏิรูปเชิงภาพประกอบ” (illustrative reform scenarios) ไม่ใช่การพยากรณ์ และตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการปฏิรูปทั้งหมดถูกนำไปปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ
10 ข้อเสนอ ที่ทำให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงเร็วขึ้น
จากข้อเสนอทั้งหมดในรายงาน ธนาคารโลกคัดออกมา 10 ข้อ ที่เรียกว่า no-regrets priorities โดยใช้เกณฑ์สามข้อคือ ผลกระทบสูง, ทำได้จริงภายใน 1-2 ปีข้างหน้า และมีต้นทุนสูงหากล่าช้า
กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
1.ใช้ประโยชน์จากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศ ไม่ใช่แค่รับการลงทุนเข้ามาตั้ง
2.ปรับปรุงระบบนิเวศสตาร์ทอัพ และเปิดทางเลือกวีซ่าสำหรับผู้ประกอบการ
3.เพิ่ม spillover จากการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และขยายการผลิต EV เพื่อการส่งออก
4.ขยายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อสร้างงานที่ดีกว่าในพื้นที่ที่หลากหลายขึ้น
5.ลดข้อจำกัดทางการค้าในภาคบริการดิจิทัล
กลุ่มภาคธุรกิจแห่งอนาคต
6.เพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับ SMEs
7.ปรับปรุงบรรยากาศการทำธุรกิจและการลงทุน พร้อมยกระดับ spillover จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อสร้างงานในระบบ
กลุ่มแรงงานแห่งอนาคต
8.ยกระดับทักษะพื้นฐาน และบ่มเพาะบุคลากรด้าน STEM และ AI
กลุ่มเมืองแห่งอนาคต
9.ผลักดันการเติบโตของเมืองรอง เพื่อสร้างงานที่ดีนอกกรุงเทพฯ
10.ขยายพลังงานสะอาดและความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศ เพื่อดึงดูดการลงทุนสีเขียว
ธนาคารโลกเตือนด้วยว่า การทำทั้ง 10 ข้อภายใต้พื้นที่การคลังที่จำกัด จะต้องอาศัยการเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภายในประเทศ การจัดลำดับความสำคัญอย่างรอบคอบ และการเรียงลำดับการดำเนินการให้สอดคล้องกับขีดความสามารถทางการคลังและเชิงสถาบัน พร้อมระบุว่าธรรมาภิบาลและสถาบันที่เข้มแข็งขึ้นก็เป็นเงื่อนไขสำคัญ ทั้งความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ การลดดุลยพินิจ และการเดินหน้าสู่มาตรฐาน OECD
สองโจทย์ที่อยู่เบื้องหลัง 10 ข้อเสนอ
โจทย์แรกคือการยกระดับ ธนาคารโลกชี้ว่าโมเดลการพัฒนาช่วงแรกของไทยประสบความสำเร็จในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ดึง FDI เพิ่มการส่งออก และสร้างงานชนชั้นกลางในระบบ แต่ก้าวช้าในการเปลี่ยนไปสู่โมเดลที่อิงขีดความสามารถ คือ know-how การรับเทคโนโลยีใหม่ นวัตกรรม และการสร้างงานทักษะสูง เมื่อค่าจ้างสูงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของความสำเร็จในอดีต ไทยจึงแข่งด้วยต้นทุนแรงงานต่ำไม่ได้อีกต่อไป
โจทย์ที่สองคือพลวัต ธนาคารโลกใช้คำว่าไทยมี “แนวหน้า” ที่แข็งแรงมาก แต่ฐานกว้างตามไม่ทัน บริษัทที่ใหญ่ที่สุดของไทยมีผลิตภาพใกล้เคียงประเทศรายได้สูง โรงเรียนที่ดีที่สุดของไทยให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ค่อนข้างดี และกรุงเทพฯ มี GDP ต่อหัวเทียบเท่าประเทศรายได้สูง แต่เมื่อขยับออกจากแนวหน้าไปยังฐานกว้างที่คิดเป็นสามในสี่ของบริษัท โรงเรียน และเมืองทั้งหมด ตัวเลขจะร่วงลงทันที
รายงานระบุว่าที่ระดับบริษัท ไทยมีการหมุนเวียนของธุรกิจต่ำ มีบริษัทจำนวนน้อยที่เติบโตจนกลายเป็นรายใหญ่ ซึ่งสะท้อนตำแหน่งทางการตลาดที่ฝังลึกของผู้เล่นเดิม การแข่งขันที่จำกัด ภาระด้านกฎระเบียบที่สูง และการปฏิรูปเชิงสถาบันที่เดินช้า
ปัจจุบันการเติบโตของผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) เคยเติมการเติบโตให้เศรษฐกิจไทย 2.2% ในช่วงปี 1999-2008 แต่หลังโควิด-19 เหลือเพียง 0.4%
ขณะที่การเปิดรับ AI ยังตามหลังมาก โดยรายงานฉบับนี้พบว่า บริษัทไทยที่มีลูกจ้าง 5 คนขึ้นไป มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพียง 12% เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 43% ในกลุ่มบริษัทขนาดกลางและใหญ่ (20 คนขึ้นไป) ช่องว่างคือ 23% ต่อ 61% ธนาคารโลกประเมินว่า AI อาจเพิ่มศักยภาพการเติบโตของไทยได้ราว 10% หรือคิดเป็น 0.28% ต่อการเติบโตของ TFP
นอกจากนี้ ในภาคการผลิต บริษัทขนาดจิ๋วคิดเป็น 81% ของจำนวนบริษัททั้งหมด แต่รองรับการจ้างงานเพียง 16% ขณะที่บริษัทซูเปอร์สตาร์ซึ่งนิยามเป็น 1% บนสุดของบริษัทที่วัดจากมูลค่าเพิ่มต่อแรงงาน กลับกินสัดส่วนเกินครึ่งของมูลค่าเพิ่มและยอดขายทั้งภาค ธนาคารโลกยังอ้างดัชนี Product Market Regulation ปี 2025 ของ OECD ที่ชี้ว่าสภาพแวดล้อมการแข่งขันของไทยยังมีข้อจำกัดเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ย OECD
ส่วนรายรับต่อนักท่องเที่ยวต่อวันพักของไทยอยู่ที่ 103 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2024) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศท่องเที่ยวเทียบเคียง (ฝรั่งเศส สเปน ตุรกี ญี่ปุ่น) ที่ 249 ดอลลาร์ และต่ำกว่ามาเลเซียที่ 107 ดอลลาร์
ระหว่างปี 1991-1996 ไทยเติบโต 8% ต่อปีและสร้างงานในระบบราว 870,000 ตำแหน่งต่อปี หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ทศวรรษถัดมาเติบโตเฉลี่ย 4.8% และสร้างงานลดเหลือ 490,000 ตำแหน่งต่อปี และหลังโควิด-19 การเติบโตเฉลี่ยเหลือ 2.2% พร้อมการสร้างงานในระบบที่จำกัด
5 อุตสาหกรรมที่ธนาคารโลกเลือก
ภายใต้โจทย์การยกระดับ รายงานเจาะจงไปที่ 5 อุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบอยู่แล้ว และมีศักยภาพสร้างงานคุณภาพสูง ได้แก่ การผลิตขั้นสูง (9% ของ GDP), บริการดิจิทัล (13%), การท่องเที่ยวยั่งยืนและเวลเนส (13%), เกษตรและอาหาร (31%) และ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (5%)
ในกลุ่มนี้ เกษตรและอาหารมีตัวคูณการจ้างงานสูงสุดที่ 2.5 เท่า ตามด้วยการท่องเที่ยวที่ 2.2 เท่า
รายงานยังยกกรณีที่สะท้อนศักยภาพส่งออกของคอนเทนต์ไทย โดยอ้างถึงภาพยนตร์ How to Make Millions Before Grandma Dies (หลานม่า) ที่ทำรายได้ทั่วโลก 73.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่าทุก 1 บาทที่ใช้จ่ายในการผลิตภาพยนตร์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2.4-2.5 บาท
ด้านการผลิตขั้นสูง ธนาคารโลกชี้ว่าการส่งออกสินค้าที่รองรับ AI ของไทยเพิ่มจาก 51,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 76,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 หรือ 50% พร้อมระบุว่าไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศอันดับ 3 ของโลก และสัดส่วนยอดขาย EV ในประเทศเพิ่มจาก 1% เป็น 21%
รายงานฉบับเต็มจัดทำโดยทีมของธนาคารโลกที่นำโดย แคเธอรีน สเตเปิลตัน (Katherine Stapleton) และ ซิลลา ลากาโตส (Csilla Lakatos) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส อ้างอิงจากเอกสารประกอบ 15 ชิ้น และผ่านกระบวนการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในไทย 28 เวที รวมผู้เข้าร่วม 1,154 คน ครอบคลุมภาคเอกชน ผู้นำอุตสาหกรรม นักวิชาการ ภาครัฐ นักศึกษา และภาคประชาสังคม