เวียตเจ็ทไทยแลนด์ครบ 10 ปี ตั้งเป้าโตเท่าตัวใน 2 ปีครึ่ง ขยายฝูงบินเป็น 50 ลำ หวังชนสายการบินเบอร์ 1 ภายใน 5 ปี

Published on 26 ต.ค. 2026

สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) ปิดครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยรายได้จากการขายราว 10,000 ล้านบาท ขนส่งผู้โดยสารกว่า 3.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 130% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด มีที่นั่งรองรับ 4 ล้านที่นั่ง และรักษาอัตราการขนส่งผู้โดยสาร หรือ Load Factor ไว้ที่ 85% ขณะที่เครือข่ายเส้นทางบินขยายเป็น 36 เส้นทาง จาก 29 เส้นทางในปี 2568

  • จากเครื่องบิน 2-3 ลำ สู่ฝูงบิน 29 ลำในปีที่ 10
  • เปลี่ยนเป็นฝูงบินแบบเดียว ก่อนขยายเป็น 50 ลำ
  • เส้นทางใหม่ปีหน้าเน้นต่างประเทศ
  • ราคาน้ำมันดันค่าตั๋ว และตลาดเกาหลีที่ชะลอ

ปีนี้ครบรอบ 10 ปีนับจากเที่ยวบินแรกของสายการบินเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 และเป็นจังหวะที่สายการบินประกาศเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า ‘Third Jump Start’ หรือการเติบโตแบบก้าวกระโดดรอบที่สาม

วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ระบุว่าเป้าหมายของช่วงนี้คือการขยายขนาดเป็นสองเท่าภายใน 2-2.5 ปี ทั้งฝูงบินที่จะเพิ่มเป็น 50 ลำภายในปี 2571 และผู้โดยสารที่จะเพิ่มจากราว 7 ล้านคนเป็น 15 ล้านคน โดยเน้นบุกตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

จากเครื่องบิน 2-3 ลำ สู่ฝูงบิน 29 ลำในปีที่ 10

วรเนติแบ่งเส้นทางของสายการบินตลอด 10 ปีเป็นสี่ช่วง ช่วงแรกคือการตั้งไข่ด้วยเครื่องบินเพียง 2-3 ลำ ให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำเป็นหลัก และยังเป็นสายการบินที่คนไม่ค่อยรู้จัก

ช่วงที่สองเกิดขึ้นในวิกฤตโควิด ก่อนวิกฤตสายการบินมีเครื่องบิน 11 ลำ พนักงาน 650 คน และบินเช่าเหมาลำไปจีนเป็นหลัก เมื่อบินต่างประเทศไม่ได้ จึงนำเครื่องทั้ง 11 ลำมาเปิดจุดบินในประเทศใหม่ 6-7 จุดภายใน 2 เดือน ได้แก่ กระบี่, หาดใหญ่, สุราษฎร์ธานี, อุบลราชธานี, อุดรธานี, ขอนแก่น และเชียงราย

วรเนติระบุว่าการปรับตัวครั้งนั้นทำให้ส่วนแบ่งตลาดในประเทศขยับจากอันดับ 6 เป็นอันดับ 2 ภายในปีเดียว โดยไม่มีการปลดพนักงาน และเมื่อวิกฤตคลี่คลาย ฝูงบินขยายเป็น 18 ลำ พนักงานเพิ่มเป็น 1,000 คน

ช่วงที่สามคือการเพิ่มความถี่ในเส้นทางหลักอย่างเชียงใหม่และภูเก็ตเป็นวันละ 12-13 เที่ยวบิน ก่อนเริ่มออกสู่ต่างประเทศครั้งแรกในปี 2564-2565 ด้วยเส้นทางดานัง, ฟูก๊วก, ไทเป, พนมเปญ และสิงคโปร์ ส่วนช่วงปัจจุบันคือการเปลี่ยนฝูงบินทั้งหมดเป็น Boeing 737-8 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571

เปลี่ยนเป็นฝูงบินแบบเดียว ก่อนขยายเป็น 50 ลำ

สายการบินมี Boeing 737-8 อยู่ 17 ลำ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 25 ลำภายในสิ้นปี 2569 ขณะที่ Airbus A320 และ A321 รุ่นเดิมจะเหลือ 4 ลำ รวมเป็นฝูงบิน 29 ลำ จากนั้นจะเพิ่มเป็น 39 ลำในปี 2570 ซึ่งช่วยเพิ่มที่นั่งได้อีกราว 60% หรือมากกว่า 14 ล้านที่นั่งต่อปี และเพิ่มเป็น 50 ลำในปี 2571

การใช้เครื่องบินรุ่นเดียวทั้งฝูง หรือ ‘Single Fleet’ เป็นโมเดลของสายการบินต้นทุนต่ำ โดยสายการบินระบุว่า 737-8 ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยกว่า Airbus รุ่นเดิมราว 20%

เมื่อเครื่องใหม่เข้ามาแทนเครื่องเก่าครบ เครื่องบินทั้งฝูงจะมีอายุใช้งานเฉลี่ยเพียง 1.6 ปีภายในปี 2570 ซึ่งจะทำให้เป็นฝูงบินที่ใหม่ที่สุดในภูมิภาค ห้องโดยสารมีหน้าต่างใหญ่ขึ้น, มีช่องชาร์จไฟประจำที่นั่ง และช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะที่ลึกขึ้น พร้อมแผนเปิดระบบความบันเทิงบนเที่ยวบินแบบใช้อุปกรณ์ของผู้โดยสารเองในไตรมาส 4

ปัจจุบันสายการบินมีผู้โดยสารราว 7 ล้านคน แบ่งเป็นในประเทศ 5 ล้านคนและต่างประเทศ 2 ล้านคน เป้าหมาย 15 ล้านคนจะมาจากผู้โดยสารต่างประเทศที่โตขึ้น 4 เท่าเป็น 8 ล้านคน และผู้โดยสารในประเทศ 7-8 ล้านคนจากการเพิ่มความถี่ในเส้นทางเดิม ขณะที่พนักงานจะเพิ่มจาก 1,500-1,600 คนเป็น 3,200 คน โดยพนักงานและผู้บริหารมากกว่า 99% เป็นคนไทย

ฝูงบินที่ใหญ่ขึ้นทำให้สายการบินต้องมีศูนย์ซ่อมบำรุงของตัวเอง จากเดิมที่ส่งเครื่องไปซ่อมต่างประเทศทั้งหมด โดยได้ลงนาม MOU กับพันธมิตรเพื่อตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงที่สนามบินอู่ตะเภา เฟสแรกใช้เงินลงทุนราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับโครงการเต็มรูปแบบ ขนาด 3-4 โรงซ่อม ขณะนี้รอความพร้อมในการยื่นข้อเสนอกับ EEC และคาดว่าจะก่อสร้างและเปิดดำเนินการได้ในช่วงปี 2570-2572

วรเนติระบุว่าภายใน 5 ปี สายการบินตั้งเป้าขึ้นเป็นสายการบินแนวหน้าของไทย ที่มีขนาด, เครือข่าย และจำนวนผู้โดยสารพอจะแข่งขันกับสายการบินอันดับ 1 ของประเทศได้โดยตรง

เส้นทางใหม่ปีหน้าเน้นต่างประเทศ

ปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ระบุว่าเส้นทางใหม่จะเน้นตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง เริ่มจากกรุงเทพฯ สู่กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งกำหนดเปิดบินวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ตามด้วยกรุงเทพฯ สู่จาการ์ตา, ภูเก็ตสู่เพิร์ธ และเส้นทางจากกรุงเทพฯ สู่จีน เช่น ฉงชิ่ง, ชิงเต่า และจางเจียเจี้ย ทั้งเที่ยวบินประจำและเช่าเหมาลำ โดยหลายเส้นทางจะเปิดในไตรมาส 1 ปี 2570

เส้นทางต่างประเทศที่มีอยู่ครอบคลุมอินเดีย ทั้งมุมไบและโกลกาตา เวียดนาม ทั้งโฮจิมินห์, ฮานอย, ฟูก๊วก และญาจาง ไต้หวันวันละ 3 เที่ยวบินพร้อมเชื่อมต่อไปโอซาก้าและฮอกไกโด และญี่ปุ่นที่บินตรงสู่นาริตะและโอซาก้าจากทั้งกรุงเทพฯ และเชียงใหม่

ในประเทศ สายการบินเน้นเพิ่มความถี่ในเส้นทางรอง เช่น อุดรธานีและอุบลราชธานีเป็นวันละ 4-5 เที่ยวบิน รวมถึงเชียงรายและหาดใหญ่ ควบคู่กับบริการ Sky ConX ที่ให้ผู้โดยสารจากอุดรธานี, ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี เช็กอินครั้งเดียวไปถึงนาริตะ, ไทเป และโอซาก้า โดยไม่ต้องรับกระเป๋าใหม่ที่สุวรรณภูมิ ส่วนระบบสมาชิก Vietjet SkyJoy มีสมาชิก 750,000 คน และตั้งเป้าแตะ 1 ล้านคนภายในสิ้นปี

ราคาน้ำมันดันค่าตั๋ว และตลาดเกาหลีที่ชะลอ

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ระบุว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนมาก จึงต้องปรับราคาตั๋วเฉลี่ยขึ้นราว 20-25% หรือประมาณ 300 บาทต่อที่นั่ง ควบคู่กับค่าธรรมเนียมน้ำมัน ขณะที่ Load Factor ภาพรวมยังอยู่ที่ 85-88% ซึ่งสายการบินมองว่าผู้โดยสารเริ่มปรับตัวกับราคาใหม่แล้ว และคาดว่าการเดินทางในไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2570 จะคึกคักขึ้นตามฤดูท่องเที่ยว

เส้นทางเกาหลีใต้ยังมี Load Factor ราว 84-85% แต่เจอการแข่งขันด้านราคาสูง ประกอบกับคนไทยเดินทางไปเกาหลีน้อยลง, นักท่องเที่ยวเกาหลีหันไปเที่ยวเวียดนามอย่างดานังมากขึ้น และค่าธรรมเนียมสนามบินกับภาษีในเกาหลีปรับตัวสูงขึ้น

อีกทางที่สายการบินใช้รับมือเรื่องเชื้อเพลิงในระยะยาว คือการทดลองใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ ‘SAF’ ที่ผลิตจากน้ำมันทอดอาหารใช้แล้ว ในเที่ยวบินนำร่อง เช่น กรุงเทพฯ สู่ภูเก็ต, ญาจาง และดานัง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 ควบคู่กับโครงการ Fly Green ที่ปลูกป่าชายเลนไปแล้วกว่า 200,000 ต้น