จีนทุ่ม 10 ล้านล้านบาท เร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ลดช่องว่างทางเทคกับสหรัฐฯ - Marketeer Online

Published on 28 ส.ค. 2026

แม้ปัจจุบันความก้าวหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะใกล้เคียงกันในหลายๆ ด้าน แต่จีนยังมีศูนย์ข้อมูล (Data Center) น้อยกว่าสหรัฐฯ หลายเท่าทำให้รัฐบาลจีนไม่สามารถนิ่งเฉยได้ 

จนนำมาสู่โครงการใหญ่ระดับ “เมกะโปรเจกต์” ปูพรมสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ภายใต้งบ 295,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10.3 ล้านล้านบาท) ในอีก 4 ปีจากนี้ ซึ่งนอกเหนือจากเพื่อลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ แล้ว 

ยังช่วยขยายโครงสร้างด้านการประมวลผลสำหรับเอไอของจีน ที่คาดว่าเมื่อถึงปี 2030 จะพุ่งสูงขึ้นถึง 500 เท่า 

เอไอถือเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลจีน ต่างจากสหรัฐฯ ที่ปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวนำ ดังนั้นรัฐบาลจีนเข้ามากำหนดทิศทางของเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดภายใต้กลยุทธ์ ฐานข้อมูลฝั่งตะวันออก ประมวลผลตะวันตก (East Data, West Computing) 

ที่ประกอบไปด้วยการย้ายโครงสร้างพื้นฐานและการประมวลผลขนาดใหญ่ ออกจากเมืองใหญ่ทางชายฝั่งตะวันออกที่หนาแน่น ไปยังพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศซึ่งกว้างใหญ่ ทะเลทรายแห้งแล้ง

และมีประชากรเบาบางกว่า เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ราคาที่ดินที่สูง และข้อจำกัดของระบบไฟฟ้าในฝั่งตะวันออก โดยพื้นที่ทางตะวันตกยังมีจุดเด่นเรื่องแหล่งพลังงานลมและแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่สำหรับป้อนเข้าดาต้าเซ็นเตอร์ 

ขณะที่ ดีพซีค บริษัทเอไอชื่อดังของจีนก็เริ่มเปิดรับสมัครวิศวกรเพื่อบริหารจัดการศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในแล้ว 

ทว่าการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์กำลังสร้างภาระให้กับระบบไฟฟ้าท้องถิ่น จนต้องยกระดับระบบสายส่งไฟฟ้าครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ปรับตัวสูงขึ้น 

นอกจากนี้ ระบบระบายความร้อนของชิปประมวลผลสูงยังต้องใช้น้ำมหาศาล ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับจีนที่เผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำมานาน โดยเฉพาะทางตอนเหนือและตอนกลาง 

ข้อมูลจากสถาบัน โลวี่ ระบุว่า น้ำใต้ดินกว่า 80% ของจีนไม่สามารถใช้ดื่มได้, ชั้นน้ำบาดาลครึ่งหนึ่งมลพิษเกินกว่าจะใช้ในภาคเกษตรหรืออุตสาหกรรม และ 75% ของแหล่งน้ำในบึงและอ่างเก็บน้ำก็มีความปนเปื้อนสูง 

แต่จีนก็หาทางออกของปัญหานี้ได้ในที่สุด เมื่อปี 2023 บริษัท ปักกิ่ง ไฮแลนด์เดอร์ ดิจิทัล เทคโนโลยี เริ่มเดินเครื่องดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำแห่งแรกนอกชายฝั่งเกาะไหหลำ โดยนำเซิร์ฟเวอร์บรรจุในตู้ทนแรงดันและใช้น้ำทะเลช่วยระบายความร้อน

ตามด้วยเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา จีนเปิดตัวศูนย์ข้อมูลใต้น้ำแห่งใหม่นอกชายฝั่งเซี่ยงไฮ้ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานลมกลางทะเล ซึ่งประหยัดพลังงานกว่าดาต้าเซ็นเตอร์บนบกเกือบ 23% และลดสัดส่วนการใช้พลังงานเพื่อการระบายความร้อนลงเหลือเพียง 10% ต่างจากบนบกที่ต้องใช้สูงถึง 40-50% 

แม้การลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จะมหาศาล แต่ก็มีการวิเคราะห์กันว่าจีนยังคงต้องเผชิญกับสองอุปสรรคใหญ่  

อุปสรรคแรกคือเรื่องชิป โดยจีนขาดแคลนชิปแบบจีพียูตัวท็อปจากบริษัทชั้นนำอย่าง เอ็นวิเดีย เนื่องจากมาตรการกีดกันของสหรัฐฯ ประกอบกับความสามารถในการผลิตชิปขั้นสูงของจีนเองยังติดข้อจำกัด 

ส่วนอุปสรรคที่สองคือจีนเต็มไปด้วยดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นเก่า พร้อมกันนี้ยังขาดแคลนดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเอไอโดยเฉพาะ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งจึงดึงศักยภาพการประมวลผลมาใช้ได้จริงไม่ถึง 1 ใน 3 เท่านั้น 

ทั้งนี้ปัจจุบัน จีนมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ 450 แห่ง โดยแม้เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และมากกว่าอินเดีย อันดับ 2 ของทวีปอยู่เป็นหลักร้อยแห่ง

แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐฯ ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่มากถึงราว 5,000 แห่งทั่วประเทศ / newsweek, visaulcapitalist