- หน้าหลัก
- เศรษฐกิจ-ธุรกิจ
- การค้า-อุตสาหกรรม-คมนาคม
- คมนาคม-ขนส่ง
เริ่มสร้าง 14 พ.ย.นี้ สะพาน "สงขลา&เกาะลันตา" “พิพัฒน์”สั่งทช.เร่งประมูลงบปี 70 ช่วยกระตุ้นศก.
เผยแพร่: 9 ต.ค. 2569 18:28 ปรับปรุง: 9 ต.ค. 2569 18:28 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ทช.ครบรอบ 24 ปี “พิพัฒน์”ดันโปรเจ็กต์สะพาน "สงขลา&เกาะลันตา" ทช.เตรียมออก NTP สร้าง 14 พ.ย. 69 นี้ “พิชิต”เผยปี 69 ลุยสร้างโครงการใหญ่ตามเป้า เบิกจ่ายงบกว่า 92% ส่วนปี 70 งบ 4.5 หมื่นล้าน ลุยซ่อม-สร้าง ยกระดับถนนทั่วประเทศ
วันที่ 9 ต.ค. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังเป็นประธานงานวันคล้ายวันสถาปนากรมทางหลวงชนบท ครบรอบ 24 ปี ว่า กรมทางหลวงชนบท เดินหน้าปฏิบัติภารกิจเพื่อยกระดับและวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิด รวมถึงเร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับการบรรจุไว้ชายฝั่งทะเลอันดามัน โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา - อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่
โดยภายหลังจากการลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง ทั้ง 2 โครงการไปเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนเตรียมการ โดยรอหนังสือรับรองจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทางหลวงชนบท กำหนดออกหนังสือให้เริ่มงาน (Notice of Proceed: NTP) วันที่ 14 พ.ย.2569 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี
โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จ.กระบี่ มีกรอบวงเงินรวม 1,849.5 ล้านบาท โดยจะใช้วงเงินกู้จากธนาคารโลก (World Bank) 38,899,700 เหรียญสหรัฐ (เทียบเท่าประมาณ 1,260 ล้านบาท) มีระยะเวลาเงินกู้ 17 ปี ระยะปลอดหนี้/ปลอดการชำระคืนเงินต้น 5 ปี และระยะเวลาชำระคืน 12 ปี มีกำหนดชำระคืนเงินต้น ทุกวันที่ 15 พ.ค. และ 15 พ.ย. (งวดแรก 15 พ.ย. 2574 และ งวดสุดท้าย 15 พ.ย. 2586) ส่วนที่เหลือประมาณ 540 ล้านบาท จะใช้เงินจากงบประมาณ ซึ่งได้รับการจัดสรรตั้งแต่ปี 2568 มีบริษัท CHEC Construction (M) Sdn Bhd จากประเทศมาเลเซียเป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง
ส่วนโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา - พัทลุง มีกรอบวงเงินรวม 4,829.25 ล้านบาท โดยจะใช้วงเงินกู้จาก World Bank 101,860,300 เหรียญสหรัฐ (เทียบเท่าประมาณ 3,290 ล้านบาท) อายุเงินกู้ 20 ปี (ระยะปลอดหนี้/ปลอดการชำระคืนเงินต้น 5 ปี และระยะเวลาชำระคืน 15 ปี) กำหนดชำระคืนเงินต้น: ทุกวันที่ 15 พ.ค. และ 15 พ.ย. (งวดแรก 15 พ.ย. 2574, งวดสุดท้าย 15 พ.ย. 2589) มีกิจการร่วมค้า CMC (ประกอบด้วย บริษัท CHEC Construction (M) SDN. BHD.จากประเทศมาเลเซีย และบริษัท เชียงรายแลนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด) เป็นผู้ก่อสร้าง
นอกเหนือจากเงินกู้แล้ว ธนาคารโลกยังได้อนุมัติเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant Agreement) วงเงิน 4 ล้านเหรียญสหรัฐ จากกองทุน PROBLUE เพื่อนำมาใช้สมทบใน องค์ประกอบที่ 2 (Component 2) ด้านการอนุรักษ์โลมาอิรวดีและการจัดการระบบนิเวศในทะเลสาบสงขลาอีกด้วย
@เร่งจัดซื้อจัดจ้าง งบปี 70
นายพิพัฒน์กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานสำหรับงบประมาณ 2570 ดำเนินการ ได้ประชุมหารือกับหัวหน้าส่วนราชการ และสั่งการไปแล้วว่า โครงการที่ไม่ผูกพันงบประมาณหรือโครงการปีเดียวให้เร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้างใน 1 ปี ส่วนโครงการที่ผูกพันงบประมาณข้ามปี ก็ขอให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องแล้วเสร็จใน 1 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ จะผลักดัน นโยบายโครงการยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน แต่ปี 70 ไม่มีการตั้งงบประมาณไว้ เพราะต้องหารือกับ ปลัดกระทรวงคมนาคม และอธิบดีกรมทางหลวงชนบท อธิบดีกรมทางหลวง โดยจะศึกษาและทดสอบการนำยางพารามาหุ้มการ์ดเรล (Guardrail) หรือ ราวกันตก ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการเคยใช้ “ยางพารา” กับอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย สมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จากราคายางตกกต่ำ มีการทดสอบในการนำมาครอบแบริเออร์คอนกรีต (RFB) หลักนำทางยางธรรมชาติ (RGP) พบว่ามีคุณสมบัติ ดูดซับแรงกระแทกได้ลดการสูญเสียชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้กว่า 15% ส่วนGuardrail เชื่อว่าจะเซฟชีวิตได้มากกว่า 20%
“ โครงการหยุดชะงักเพราะมีการเปลี่ยนรัฐบาล และปัจจุบันราคายาพาราค่อนข้างสูง โดยได้พูดคุยกับสหกรณ์ยางพาราทั้ง 22 จังหวัดด้วย แต่ในยุคที่ผมเป็นรมว.คมนาคม ต้องการฟื้นโครงการนี้ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดความสูญเสียชีวิต”
@ ปี 69 เบิกจ่ายงบแล้วกว่า 92%
นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า ปัจจุบัน ทช. มีโครงข่ายในความรับผิดชอบทั่วประเทศ จำนวน 3,662 สายทาง ระยะทางรวม 51,295.934 กิโลเมตร สำหรับปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา ทช.ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 52,963.2368 ล้านบาท สิ้นปีงบประมาณเบิกจ่ายไปแล้ว จำนวน 48,749.1416 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 92.04
ส่วนปีงบประมาณปี 2570 ทช. ได้รับงบประมาณรวม 45,840.3570 ล้านบาท โดยมี งานก่อสร้างถนนเพื่อยกระดับมาตรฐานชั้นทาง, ถนนเพื่อสนับสนุนเส้นทางรถไฟทางคู่ และถนนสนับสนุนการท่องเที่ยว จำนวน 231 โครงการ ระยะทางรวม 587.442 กิโลเมตร
ถนนเพื่อการแก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค และถนนเพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่ง และเพื่อการพัฒนาถนนผังเมือง ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ มีการก่อสร้างถนนและสะพาน จำนวน 12 โครงการ รวมถึง การก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กทั่วประเทศ จำนวน 20 โครงการ ความยาวรวม 1,927 เมตร
งานบำรุงรักษาทาง จำนวน 913 แห่ง และงานอำนวยความปลอดภัย จำนวน 1,050 แห่ง โดยจะขับเคลื่อนภารกิจทั้งหมดนี้ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ผลงานเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างสูงสุด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในภาคการคมนาคมขนส่งของประเทศ และให้ผู้ใช้ทางได้เดินทางอย่างเต็มศักยภาพ อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี
สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อเส้นทางหลวงชนบทใน 13 จังหวัด (บุรีรัมย์, นครราชสีมา, ชัยภูมิ,
ปราจีนบุรี, ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุรี, นครปฐม, กำแพงเพชร,สุพรรณบุรี, สมุทรปราการ, ราชบุรี, นครนายก, ปทุมธานี ) รวม
71 สายทาง สัญจรผ่านได้ 47 สายทาง สัญจรผ่านไม่ได้ 24 สายทาง
ทช. ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ เครื่องจักร ป้ายเตือน เสาขาวแดง เข้าติดตั้งในพื้นที่น้ำท่วมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงการบริหารจัดการเส้นทาง การจัดรถบรรทุกรับ-ส่ง ให้บริการผู้ประสบภัยในบริเวณที่มีปริมาณน้ำท่วมสูง รถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ และจัดทีมเข้าสำรวจโครงสร้างสะพานและถนนทุกสายที่ได้รับผลกระทบทันที พร้อมนำเครื่องมือ เครื่องจักร และวัสดุอุปกรณ์เข้าซ่อมแซมฟื้นฟูถนน/สะพาน ในเบื้องต้นเพื่อให้ประชาชนสัญจร
พร้อมกันนี้ได้จัด ถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น ในการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย อย่างเต็มกำลัง รวมแล้วประมาณ 2,400 ชุด ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม