“การดี-สกลธี” ประสานเสียงท้วง หลังวุฒิสภาแก้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เกือบ 90 มาตรา เสี่ยงไร้ธรรมาภิบาล ชี้ ตัด PRTR-เปิดช่องผลประโยชน์ทับซ้อน-เข้าข่ายรวบอำนาจ จี้ตั้ง กมธ.ร่วม 2 สภา
วันที่ 2 กันยายน 2569 นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอภิปรายทักท้วง ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ในส่วนที่วุฒิสภาแก้ไข โดยเปิดเผย 4 ข้อกังวลสำคัญ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรทบทวนและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วม 2 สภา ดังนี้
1. การตัดบทนิยามระบบ PRTR โดยการตัดคำว่า “ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ” ออกจากมาตรา 4 ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายของเสียหรือการกำจัดขยะนอกพื้นที่หลุดรอดจากสายตากฎหมาย และยังคงสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงควรปรับคำนิยามให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับกฎหมายอื่น
2. ขาดการรวมศูนย์ฐานข้อมูล (Big Data) จึงเสนอให้จัดตั้งฐานข้อมูลมลพิษหนึ่งเดียว (Single Data Source) เพื่อแก้ปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย และใช้สถาปัตยกรรมต่างกันจนวิเคราะห์ร่วมไม่ได้ และขอให้เปิดเผยข้อมูลแก่ประชาชน เอกชน และนักวิชาการอย่างโปร่งใส
3. ต้องเจาะลึกที่สารพิษ ไม่ใช่แค่ขนาดฝุ่น จึงสนับสนุนให้กฎหมายมุ่งเน้นการควบคุมและป้องกันอันตรายจากสารเคมีพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง ไม่ได้มองแค่ปริมาณของฝุ่น PM2.5 เพียงอย่างเดียว
4. ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลและผลประโยชน์ทับซ้อน มีความน่ากังวลเรื่องการเพิ่มตัวแทนจากสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคาร เข้าไปในคณะกรรมการนโยบายระดับชาติและระดับจังหวัด เนื่องจากเป็นกลุ่มก้อนเดียวกับผู้ที่ต้องถูกกำกับดูแล ซึ่งอาจเกิดภาวะทับซ้อนของผลประโยชน์ในการจัดสรรงบประมาณและออกมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้ การเพิ่มเงื่อนไขการใช้วิจารณญาณในมาตรา 148 อาจเปิดช่องให้ขาดความโปร่งใส
“ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาลในสังคมไทย การปล่อยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามากำหนดนโยบายและใช้วิจารณญาณเองเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง จึงขอเสนอให้สภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญร่วมกันของ 2 สภา เพื่อปรึกษาเนื้อหาให้เกิดความโปร่งใส ใช้ตัวเลขและข้อมูลจริงในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน”
“สกลธี” ชี้ เข้าข่ายรวบอำนาจ-ตัดสิทธิประชาชน เปิดทางทุนใหญ่กำกับตัวเอง
ทางด้าน นายสกลธี ภัททิยกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายทักท้วงร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่วุฒิสภาแก้ไขและส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 137 โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายสำคัญที่ประชาชนรอคอยมานานเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่นพิษ แต่การแก้ไขของวุฒิสภาซึ่งตัดลดและปรับแก้ไปเกือบ 90 มาตรานั้น ไม่ใช่เพียงการปรับถ้อยคำให้กระชับ แต่เป็นการเปลี่ยนหลักการของกฎหมายในสาระสำคัญ พร้อมชี้ให้เห็น 5 ประเด็นหลัก ที่น่าห่วงกังวลจากการแก้ไขของวุฒิสภา ดังนี้
1. การตัดสิทธิประชาชน โดยยกเลิกระบบทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) ที่เปิดให้ประชาชนตรวจสอบมลพิษในพื้นที่ ตลอดจนตัดสิทธิการฟ้องคดีแบบกลุ่ม และการขอคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินจากศาล
2. ยกเลิกความรับผิดชอบสถาบันการเงิน เป็นการปลดล็อกกรอบความรับผิดชอบทางการเงินที่ยั่งยืน (Sustainable Finance) ในการปล่อยกู้แก่โครงการที่สร้างมลพิษ
3. การรวบอำนาจจากท้องถิ่นสู่ภูมิภาค โดยโอนอำนาจคณะกรรมการอากาศสะอาดระดับจังหวัดจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด กลับไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัด
4. ผลประโยชน์ทับซ้อน การเพิ่มตัวแทนจากกลุ่มภาคธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมเข้ามาเป็นกรรมการกำกับดูแลและตรวจสอบตนเอง
5. ตัดเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ถือเป็นการยกเลิกมาตรการจูงใจและการคุมมลพิษต้นทาง เช่น ระบบฝากไว้ได้คืน
นายสกลธี กล่าวในช่วงท้ายด้วยว่า “การแก้ของวุฒิสภาเดินไปในทิศทางตัดสิทธิประชาชน ปลดภาระกลุ่มทุน รวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง และเปิดช่องให้กลุ่มอุตสาหกรรมเข้ามากำกับตัวเอง ผมจึงขอเสนอให้สภาฯ ปฏิเสธร่างแก้ไขนี้ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกันของทั้ง 2 สภาเพื่อเค้นเนื้อหาให้กฎหมายฉบับนี้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง”