ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีปลาหมอคางดำในรูปแบบคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ตามหลักเกณฑ์และขอบเขตที่กำหนด ขณะที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกคำขอให้รัฐเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอกชน โดยทั้งสองกระบวนการยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าเอกชนรายใดมีความผิด หรือมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีดังกล่าว
สาระสำคัญของคำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นการวินิจฉัยเฉพาะประเด็นรูปแบบและขอบเขตของการดำเนินคดีแบบกลุ่ม มิใช่การพิจารณาเนื้อหาแห่งคดีหรือการชี้ขาดความรับผิดของจำเลย ดังนั้น การอนุญาตให้คดีเดินหน้าต่อในรูปแบบ Class Action จึงไม่ได้หมายความว่าศาลมีคำวินิจฉัยแล้วว่าบริษัทเอกชนเป็นต้นเหตุของปัญหาปลาหมอคางดำ หรือมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามข้อกล่าวหา
ประเด็นความรับผิด ความเสียหาย ตลอดจนความเชื่อมโยงระหว่างข้อกล่าวหากับบริษัทที่ถูกฟ้อง ยังคงต้องผ่านการไต่สวนและพิสูจน์ข้อเท็จจริง รวมถึงการพิจารณาข้อกฎหมายในขั้นตอนต่อไป โดยผลของคดีจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดี
ขณะเดียวกัน ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ยกคำขอของผู้ฟ้องที่ขอให้รัฐเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอกชน พร้อมระบุในคำพิพากษาว่า “ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าปลาหมอคางดำหลุดออกจากฟาร์มใด” ซึ่งเป็นข้อพิจารณาสำคัญที่สะท้อนว่า ในกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าว ยังไม่มีข้อยุติระบุถึงต้นทางของการแพร่ระบาด หรือชี้ความรับผิดของบริษัทเอกชนรายใดอย่างชัดเจน
ด้านบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF รับทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ พร้อมยืนยันความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม และเตรียมนำเสนอข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป
สำหรับมูลค่าความเสียหายที่มีการเรียกร้องนั้น ยังต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมาย ทั้งในด้านขอบเขตของสมาชิกกลุ่ม ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และความเชื่อมโยงทางกฎหมายระหว่างบริษัทกับความเสียหายดังกล่าว จึงยังไม่สามารถประเมินผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล จึงยังไม่อาจคาดการณ์ผลคดีหรือสรุปความรับผิดของเอกชนได้จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยความคืบหน้าจะต้องติดตามจากกระบวนการยุติธรรมและคำวินิจฉัยของศาลที่เกี่ยวข้องต่อไป.