2 กันยายน 2026 เวลา 20:45 น. | หมวดหมู่ World's News | โดย PLUG_IN | อ่านไปแล้ว: 0 ครั้ง
BYD รายงานผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2026 โดยมีรายได้และกำไรสุทธิลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2025 ท่ามกลางตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในจีนที่เริ่มชะลอตัว แม้ผลประกอบการของธุรกิจต่างประเทศจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งก็ตาม โดยรายได้รวมในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2026 อยู่ที่ 344,820 ล้านหยวน (ประมาณ 1,699,731 ล้านบาท) ลดลง 7.13% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นลดลง 20.54% เหลือ 12,330 ล้านหยวน (ประมาณ 60,744 ล้านบาท)

BYD ระบุว่า ปัจจัยหลักที่กดดันรายได้มาจากการชะลอตัวของธุรกิจรถยนต์พลังงานใหม่ รวมถึงการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากความผันผวนของค่าเงิน โดยรายได้จากธุรกิจรถยนต์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องลดลง 8.98% เหลือ 275,340 ล้านหยวน คิดเป็น 79.85% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายได้จากธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.96% อยู่ที่ 69,410 ล้านหยวน (ประมาณ 317,652 ล้านบาท) หรือคิดเป็น 20.13% ของรายได้รวม

ยอดขายรถยนต์ NEV เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ฉุดผลประกอบการ โดย BYD มียอดขายรถยนต์พลังงานใหม่รวม 1,808,511 คันในช่วงครึ่งแรกของปี ลดลง 15.72% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 2 โดยมียอดขาย 1,108,048 คัน ลดลงเพียง 3.24% จากปีก่อน เทียบกับไตรมาสแรกที่ยอดขายลดลงถึง 30.01%
ในทางกลับกัน ตลาดต่างประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของ BYD โดยบริษัทส่งออกรถยนต์ประมาณ 792,000 คันในช่วงครึ่งแรกของปี เพิ่มขึ้นถึง 67.8% จากปีก่อน คิดเป็นประมาณ 44% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่ยอดขายในต่างประเทศเฉพาะไตรมาส 2 อยู่ที่ 471,091 คัน เพิ่มขึ้น 82.46% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 46.68% จากไตรมาสแรก สะท้อนถึงการขยายตลาดนอกประเทศจีนที่ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

การเติบโตของธุรกิจ NEV ในต่างประเทศยังช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของ BYD แม้กำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งปีแรกจะลดลง 2.81% เหลือ 64,990 ล้านหยวน (ประมาณ 320,513 ล้านบาท) แต่บริษัทสามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นจาก 18.01% เป็น 18.85% นอกจากนี้ ยอดขายรวมของแบรนด์ระดับพรีเมียมอย่าง Denza Fang Cheng Bao และ Yangwang ยังเพิ่มขึ้นถึง 61% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนยอดขายของแบรนด์เหล่านี้เพิ่มขึ้นเป็น 12.8% ของยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งหมด
ขณะเดียวกัน BYD ยังคงเดินหน้าลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างหนัก โดยในช่วงครึ่งแรกของปีบริษัทใช้งบ R&D ประมาณ 28,900 ล้านหยวน (ประมาณ 142,512 บาท) หรือมากกว่ากำไรสุทธิในช่วงเดียวกันถึงราว 2.3 เท่า ขณะที่ยอดลงทุนด้าน R&D สะสมของบริษัททะลุ 270,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1,331,428 ล้านบาท) ด้านกระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยเพิ่มขึ้น 17.3%

อย่างไรก็ตาม สัญญาณในช่วงต้นครึ่งหลังของปีเริ่มดีขึ้น โดยยอดขายรวมของ BYD ในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 21.76% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 419,211 คัน ถือเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะในตลาดต่างประเทศทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 179,841 คัน เพิ่มขึ้นถึง 124.3% จากปีก่อน และคิดเป็นประมาณ 43% ของยอดขายทั้งหมดในเดือนดังกล่าว สะท้อนว่าตลาดต่างประเทศกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการชดเชยความอ่อนแอของตลาดจีน
ที่มา: CNEVPost