- หน้าหลัก
- อาชญากรรม
- ข่าวอาชญากรรม
“ดีเอสไอ-ศุลกากร-กรมอุทยานฯ” ยึดงาช้าง 3.1 ตัน ซากสัตว์ป่า มูลค่า 155 ล้านบาท เตรียมส่งประเทศที่สาม
เผยแพร่: 26 ต.ค. 2569 20:15 ปรับปรุง: 26 ต.ค. 2569 20:15 โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม
MGR Online - ดีเอสไอ ร่วมหน่วยงานภาคี สกัดขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ ตรวงค้นตู้คอนเทนเนอร์ ยึดงาช้าง 3.1 ตัน และซากสัตว์ป่า มูลค่า 155 ล้านบาท
วันนี้ (26 ต.ค.) ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วน นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร , นายประทีป เหิมพยัคฆ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว การสกัดขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ ตรวจยึดงาช้าง 3.1 ตัน และซากสัตว์ป่า มูลค่า 155 ล้านบาท หลังพบซุกซ่อนในไม้แปรรูปดัดแปลงจากประเทศแซมเบีย เตรียมตรวจพิสูจน์ DNA และเดินหน้าสืบสวนขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องต่อไป
สืบเนื่องจากการบูรณาการข้อมูลการข่าวและปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้อายัดตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่มีเหตุต้องสงสัย ซึ่งนำเข้าจากประเทศแซมเบียเข้ามายังประเทศไทย ก่อนมีเป้าหมายจะส่งต่อไปยังประเทศที่สาม จำนวน 2 ตู้ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง โดยสำแดงสินค้าเป็นไม้มูลสิวิแปรรูป จำนวน 568 แผ่น น้ำหนักสุทธิรวม 56,000 กิโลกรัม
ผลจากการตรวจสอบพบไม้แปรรูปจำนวน 32 แผ่น พบว่าถูกดัดแปลงอำพรางงาช้างและซากสัตว์ป่าที่ซุกซ่อนอยู่ จึงประสานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อตรวจสอบร่วมกันและจัดเก็บพยานหลักฐาน โดยพบของกลาง ประกอบด้วยงาช้างกิ่งและงาช้างท่อน จำนวน 469 กิ่ง/ท่อน น้ำหนัก 3,042.67 กิโลกรัม เศษงาช้าง จำนวน 1,038 ชิ้น รวมน้ำหนักงาช้างทั้งสิ้น 3,108.87 กิโลกรัม ขนหางช้าง จำนวน 335 เส้น น้ำหนัก 0.18 กิโลกรัม และซากสัตว์ป่า จำนวน 1 ซาก รวมมูลค่าของกลางประมาณ 155 ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 รวมถึงกฎกระทรวงและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่า ตลอดจนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ภายหลังการตรวจยึด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เข้าตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) ของกลาง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดี พร้อมกันนี้ ได้ประสานให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน และสืบสวนขยายผลไปยังผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างทำการสืบสวนกรณีดังกล่าวเป็นเลขสืบสวนที่ 149/2569 โดยมอบหมายให้ กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบทำการสืบสวน ซึ่งจะประสานข้อมูลร่วมกับศุลกากร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสืบสวนขยายผลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ตรวจสอบเส้นทางการเงินและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและนิติบุคคล รวมถึงตรวจสอบทรัพย์สินที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป