นักวิชาการ ชำแหละร่าง PDP 2026 ชี้โจทย์ใหญ่ Demand เปลี่ยนสมการไฟฟ้า ห่วงค่า Load Factor ลดลงต่อเนื่อง หากบริหารพีคได้ดี อาจลดความจำเป็นในการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตงบ 2 แสนล้าน สัดส่วนต้นทุนเทคโนโลยีใหม่ SMR CCS และ Green Hydrogen ยังไม่ชัด
- จับดาดีมานด์ไฟฟ้ากับแผนใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน
- ห่วงบริหารจัดการแฟกเตอร์ (Load Factor)
- แนะวางสัดส่วนเทคโนโลยีใหม่ SMR CCS Hydrogen ให้ชัด
- สนพ. เปิด 4 ทางเลือก PDP 2026
- เปิดเสรีไฟฟ้า Direct PPA เปิดทาง SMR 9,000 MW
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผยถึงประเด็นเกี่ยวกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ล่าสุดว่า ร่างแผนดังกล่าวยังคงมีจุดที่ต้องปรับปรุง
โดยเฉพาะในแง่ของความชัดเจน เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากเอกสารที่เผยแพร่ออกมาแล้ว ยังคงมีประเด็นที่ทำให้เกิดคำถามอีกเป็นจำนวนมาก
จับดาดีมานด์ไฟฟ้ากับแผนใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน
ประเด็นแรก คือ เรื่องความต้องการใช้ไฟฟ้า หรือดีมานด์ (Demand) โดยคำถามสำคัญอยู่ที่การใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีกระแสข่าวออกมา โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ซึ่งหากพิจารณาจากตัวเลขที่มี การส่งเสริมหรือกำลังการผลิตไฟฟ้าแล้ว ถือว่ามีปริมาณค่อนข้างมากในระดับหลักล้านครัวเรือน แม้ในความเป็นจริงอาจจะไม่ได้มีจำนวนถึงระดับดังกล่าวก็ตาม
อย่างไรก็ดี แม้จะมีผู้ติดตั้งในระดับหลักแสนครัวเรือน ก็ยังถือเป็นจำนวนที่มาก โดยกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่จะเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (Independent Power Supply : IPS)
ขณะที่อาจมีไฟฟ้าส่วนที่เหลือไหลออกนอกระบบอยู่บ้างเพียงเล็กน้อย
ทั้งนี้ ตามปกติแล้ว แผน PDP มีการคำนึงถึงกลุ่ม IPS ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือ การใช้เงินกู้ครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้จำนวนผู้ผลิต IPS เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมาก
“คำถามคือ ทางผู้จัดทำแผนได้คำนึงถึงปัจจัยนี้แล้วหรือไม่ เพราะตอนที่จัดทำร่างแผนนี้ อาจจะยังไม่ได้พิจารณาเลยด้วยซ้ำว่าจะมีเงินกู้ 200,000 ล้านบาทนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง”
หากปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในอีก 1-2 ปี ข้างหน้า แต่ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณร่วมในการพยากรณ์ ก็จะทำให้ตัวเลขพยากรณ์คลาดเคลื่อนได้ทันที
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- เปิด (ร่าง) แผน PDP ปรับเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR สำคัญอย่างไร ทำไมคนไทยต้องรู้?
- Google เล็งหาพลังงาน ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR’ เทคโนโลยีใหม่ที่ไทยเร่งศึกษา อนาคตอาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมพลังงานสะอาดและเข้ามาทดแทนถ่านหิน
- ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์’ ฝันใหญ่ของไทยและฟิลิปปินส์… ทำไมถึงต้องเลือกกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้งในรอบหลายสิบปี
เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบของการไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในแผน PDP จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะผู้ใช้ไฟหันไปผลิตไฟฟ้าและบริโภคเองทั้งหมด
ดังนั้น หากไม่ได้คำนึงถึงประเด็นดังกล่าวแล้วนำไปบวกเพิ่มเข้าไป ความต้องการใช้ไฟฟ้าจริงก็อาจลดลงจากที่เคยพยากรณ์ไว้เป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญและเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่
ห่วงบริหารจัดการแฟกเตอร์ (Load Factor)
ประเด็นต่อมา ยังคงเกี่ยวข้องกับเรื่องความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยหากสังเกตตัวเลข 2 ชุดในแผน ได้แก่ พลังงานไฟฟ้ารวม (Energy) และพลังไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ที่มีการพยากรณ์ระหว่างปี 2565 ถึง 2593 จะพบว่าค่าปัจจัยการใช้กำลังไฟฟ้า หรือโหลดแฟกเตอร์ (Load Factor) ในช่วงเวลาดังกล่าวลดลงไปมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าโดยภาพรวมของประเทศลดลง
ดังนั้น คำถามสำคัญข้อแรกคือ เหตุใดค่าโหลดแฟกเตอร์จึงลดลงมากถึงขนาดนี้
ส่วนหนึ่งอาจพอเข้าใจได้ว่าน่าจะมาจากการใช้และการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเพิ่มขึ้น และช่วงเวลาที่เกิดพีคก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากช่วงบ่ายมาเป็นช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. แทน
คำถามต่อเนื่องคือ เมื่อเกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้น หน่วยงานมีมาตรการต่าง ๆ เช่น การติดตั้ง Smart Meter การคิดค่าไฟแบบ Time of Use (TOU) หรือมาตรการการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) รวมถึงวิธีการอื่น ๆ เพื่อช่วยลดหรือเลื่อนเวลาการเกิดพีค และทำให้โหลดแฟกเตอร์ปรับตัวดีขึ้นอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง
เพราะปัจจุบันค่าโหลดแฟกเตอร์ลดลงไปค่อนข้างมาก ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการและพัฒนาค่าโหลดแฟกเตอร์ให้ดีขึ้นได้ ความจำเป็นที่จะต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ก็อาจไม่สูงตามที่เคยคาดการณ์ไว้
ศ.ดร.พรายพล กล่าวอีกว่า ประเด็นถัดมาเป็นกลุ่มคำถามที่ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าน่าจะสำคัญที่สุด คือ ข้อมูลด้านต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร
แนะวางสัดส่วนเทคโนโลยีใหม่ SMR CCS Hydrogen ให้ชัด
โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage : CCS) หรือแม้แต่ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่มีการระบุตัวเลขต้นทุนที่ชัดเจน
“ไฮโดรเจนสีเขียวก็ไม่ได้กำหนดไว้ว่าในอนาคตแนวโน้มต้นทุนจะลดลงมากน้อยแค่ไหนอย่างไร แต่กลับบรรจุไว้ในแผนว่าจะนำมาใช้งานจริงในที่สุด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญ”
อย่างไรก็ดี สิ่งที่มีความไม่แน่นอนมากที่สุดคือเรื่องเทคโนโลยี CCS โดยมีเพียงตัวเลขต้นทุนเดียวที่คาดการณ์ไว้ คือประมาณ 135 เหรียญต่อตัน
ในความเป็นจริง ด้วยความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) เพื่อพิจารณาว่า หากต้นทุนไม่ได้ปรับลดลงตามที่คาดการณ์ไว้
หรือมีความเป็นไปได้ทางเทคนิคไม่เป็นจริงอย่างที่คาด จะมีแผนหรือทางเลือกอื่นรองรับอย่างไรบ้าง ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังไม่มีความกระจ่างในร่างแผน PDP 2026
นอกจากนี้ ข้อมูลตัวเลขบางอย่างก็ยังให้มาไม่ครบถ้วน เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ มีการให้ข้อมูลเพียงตัวเลขขนาดเมกะวัตต์ (MW) แต่ไม่ได้ระบุระยะเวลาในการจ่ายไฟฟ้าว่าแบตเตอรี่นั้นสามารถจ่ายไฟได้กี่ชั่วโมง ซึ่งตามปกติแล้วจำเป็นต้องระบุข้อมูลดังกล่าวให้ครบถ้วน
โดยการที่ข้อมูลและต้นทุนเหล่านี้มีอยู่น้อยมาก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า แผนดังกล่าวได้นำข้อมูลไปผ่านกระบวนการหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด (Optimization) เพื่อค้นหาทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุด (Least Cost Option) ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมจริงหรือไม่
เพราะหากข้อมูลนำเข้าไม่ครบถ้วนหรือมีความผิดพลาดสูง ทางเลือกทั้ง 4 ทางที่เสนอมาในแผน ก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุดจริง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเปรียบเทียบทั้ง 4 ทางเลือกที่เสนอมา จะเห็นว่าดูเหมือนจะเลือกกรณีที่ 3 ให้ดูดีที่สุด เนื่องจากทางเลือกนี้มีต้นทุนค่อนข้างต่ำ หรือเรียกได้ว่าเกือบจะต่ำที่สุด ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ต่ำที่สุด
โดยทางเลือกที่จัดทำขึ้นดูง่ายจนเกินไป จนน่าสงสัยว่าข้อมูลจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ และต้นทุนของเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถทำให้ราคาค่าไฟฟ้าต่ำลงได้ถึงขนาดนั้นจริงหรือไม่ รวมถึงมีเหตุผลและหลักการอะไรที่รองรับ ข้อสังเกตเหล่านี้ถือเป็นประเด็นทางเทคนิคที่มีผลกระทบอย่างสูงต่อการจัดทำแผน
ส่วนประเด็นปลีกย่อยก็มีอยู่ เช่น เหตุใดข้อสมมติฐานบางข้อจึงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำถามเชิงสงสัยที่เชื่อว่าประชาชนและผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็คงต้องการถาม เพื่อให้มั่นใจว่าผลการศึกษามีความรัดกุม รอบคอบ ครบถ้วน และเหมาะสมจริง

สนพ. เปิด 4 ทางเลือก PDP 2026
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง PDP2026 วันที่ 8 กันยายน 2569 ซึ่งวางแผนระบบไฟฟ้าไทยปี 2569-2593 รับโจทย์ใหม่จาก Green Demand, Data Center และ AI, Prosumer, EV และกติกาคาร์บอนโลก
โดยเบื้องต้น ภายใต้ร่างแผน คาดการณ์ปี 2593 ไทยจะใช้ไฟฟ้า 402,063 ล้านหน่วย และมี Peak 63,688 MW
โดย New Demand หลักมาจาก EV 91,736 GWh และ Data Center 42,468-55,744 GWh
ขณะที่ EEP และ Solar Rooftop จะช่วยลดความต้องการไฟฟ้าจากระบบรวมกว่า 147,000-179,000 GWh
สำหรับ Data Center สนพ.เลือกใช้กรณีความต้องการ 6,799-8,811 MW แทนกรณีสูง 19,808 MW เพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานและระบบส่ง พร้อมเปลี่ยนเกณฑ์ความมั่นคงจาก Reserve Margin เป็น LOLE ไม่เกิน 1 วันต่อปี

เปิดเสรีไฟฟ้า Direct PPA เปิดทาง SMR 9,000 MW
สำหรับหัวใจของ PDP2026 คือ 4 ทางเลือกสู่ Net Zero โดยทุกกรณีมีพลังงานสะอาดไม่น้อยกว่า 65% ได้แก่ Base Case 65%, Net Zero by CCS 65%, Net Zero by RE 89% และ RE&CCS 73%
ขณะที่ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ในช่วง 3.83-3.89 บาทต่อหน่วย
โดยช่วง 2569-2580 ทั้ง 4 ทางเลือกใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน คือเพิ่มกำลังผลิต 50,900 MW ประกอบด้วย Solar 24,300 MW, BESS 14,500 MW, CCGT 9,100 MW, Wind 2,700 MW และ SMR 300 MW ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทาง Net Zero ในช่วง 2581-2593
นอกจากนี้ แผนเปิดทาง SMR รวม 9,000 MW ใน 5 ภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ไฟฟ้าจะมีบทบาทมากขึ้นในฐานะ Active Consumer ทั้งการผลิตและใช้ไฟฟ้าเอง รวมถึงการให้บริการแก่ระบบไฟฟ้า
สอดคล้องกับแนวทางเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าผ่านกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และ Third Party Access (TPA)
เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น
โดยโจทย์สำคัญอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่าง ความมั่นคงไฟฟ้า ต้นทุนค่าไฟ และการลดคาร์บอน
ภาพ: Miha Creative / Shutterstock