ข้าวสารเงียบจนอัตราเข้าพักเหลือ 50% ห่วงค่าธรรมเนียม 450 บาทอาจซ้ำเติมท่องเที่ยวไทยที่ยังไม่ฟื้น หวั่นกระทบกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์

Published on 2 ก.ย. 2026

แผนจัดเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว 450 บาทจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนของรัฐบาลไทย กำลังสร้างความกังวลให้ผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งเตือนว่ามาตรการนี้อาจซ้ำเติมยอดนักท่องเที่ยวที่ลดลงอยู่แล้ว โดยเฉพาะการทำให้คนรุ่นใหม่ลังเลที่จะเดินทางมาไทย

  • เก็บไปเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
  • เสียงค้านจากผู้ประกอบการ และคำถามเรื่องการบริหารกองทุน
  • ตัวเลขท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้น กับน้ำหนักต่อเศรษฐกิจไทย

ประเด็นดังกล่าวสำคัญเพราะไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์และนักเดินทางงบจำกัดมาอย่างยาวนาน ขณะที่การท่องเที่ยวก็เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจประเทศ

ทว่ายอดนักท่องเที่ยวกลับลดลงในช่วงที่ผ่านมา จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้เที่ยวบินหยุดชะงักและดันต้นทุนการเดินทางให้สูงขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการดิ่งลงของนักท่องเที่ยวจีนเมื่อปีก่อน ผู้ประกอบการบางส่วนจึงกังวลว่าการเก็บค่าธรรมเนียมจะยิ่งเพิ่มความปั่นป่วนเข้าไปอีก

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่านี่ไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมในการนำภาษีใหม่มาใช้ เพราะจะส่งผลลบต่อการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างแน่นอน

เขาระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงแน่ เพียงแต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะลดลงลึกแค่ไหน

เก็บไปเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด รัฐบาลไทยเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเป็นเวลา 30 วันเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม เพื่อรวบรวมความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียต่อแผนจัดเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว 450 บาท

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมว่ารัฐบาลมีนโยบายที่ชัดแจ้งในการระดมทุนผ่านการเก็บภาษีจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมระบุว่าค่าธรรมเนียม 450 บาทไม่น่าจะทำให้นักเดินทางเปลี่ยนใจ

เขาอธิบายว่าเงินกองทุนที่ได้จะถูกนำไปใช้สนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว, การจัดทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยว รวมถึงการสนับสนุนงานวิจัยและการฝึกอบรมบุคลากรด้านการท่องเที่ยว

สำหรับเม็ดเงินที่คาดว่าจะจัดเก็บได้นั้น เมื่อปี 2025 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 32.9 ล้านคน ซึ่งหมายความว่าหากใช้มาตรการนี้ในปีดังกล่าว รัฐจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมราว 14,800 ล้านบาท

เสียงค้านจากผู้ประกอบการ และคำถามเรื่องการบริหารกองทุน

ข้อโต้แย้งสำคัญของฝ่ายเอกชนคือมุมมองต่อกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน โดยเทียนประสิทธิ์แย้งว่าแม้เงิน 450 บาทอาจดูไม่มากสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง แต่ก็อาจทำให้คนรุ่นใหม่ที่ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมเปลี่ยนใจได้

อีกประเด็นที่ผู้ประกอบการตั้งข้อสงสัยคือวิธีบริหารจัดการกองทุนดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลยังไม่ได้ให้รายละเอียดที่ครบถ้วน

สง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร ระบุว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากภาวะซบเซาอย่างหนักในช่วงการระบาดของโควิดการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่จึงมีแนวโน้มจะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

เขาอธิบายว่าถนนข้าวสารเงียบมากอยู่แล้วจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง และมองว่าค่าธรรมเนียมจะยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวหายไปมากขึ้น ทั้งที่ถนนสายนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของแบ็กแพ็กเกอร์ระดับโลก

โดยอัตราการเข้าพักของโรงแรมย่านถนนข้าวสารที่ดิ่งลงจาก 70% เมื่อช่วงต้นปี มาอยู่ที่ 50% ในปัจจุบัน หลังราคาน้ำมันและค่าตั๋วเครื่องบินถูกดันให้สูงขึ้นจากความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ซึ่งคาดว่าจะกดดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต่อไปตลอดทั้งปี

ด้านนักท่องเที่ยวเองก็มีท่าทีที่ไม่ค่อยกระตือรือร้นกับมาตรการนี้ อย่าง เอวี โจนส์ ครูชาวออสเตรเลียวัย 28 ปี ที่ระบุว่าหากเป็นกฎหมายก็ต้องปฏิบัติตาม แต่เธอคิดว่าการไม่มีค่าธรรมเนียมย่อมดีกว่า เพราะถูกกว่าคือดีกว่า

ตัวเลขท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้น กับน้ำหนักต่อเศรษฐกิจไทย

สาเหตุที่ผู้ประกอบการกังวลเป็นพิเศษมาจากทิศทางของตัวเลขที่ยังไม่ดีขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 7% เมื่อปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมาโปรโมตงานบันเทิงและงานกีฬา เพื่อดึงคนเข้ามาให้มากขึ้นในปี 2026 และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทว่าผลที่ออกมากลับยังไม่เป็นไปตามที่หวัง เพราะยอดนักท่องเที่ยวยังลดลงต่อเนื่องในปีนี้ โดยช่วง 7 เดือนแรกลดลงราว 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิกฤตในตะวันออกกลางที่กระทบเที่ยวบิน

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่น้ำหนักของภาคท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนถึง 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ขณะที่ GDP ไทยในไตรมาส 2 ของปี 2026 เติบโตในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 1.9% จาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับขั้นตอนต่อไปนั้น การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจะสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนกันยายน จากนั้นรัฐบาลจึงจะเสนอแผนที่สะท้อนความเห็นของสาธารณชนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

หากผ่านความเห็นชอบ กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 180 วัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเริ่มในช่วงต้นปี 2027

อ้างอิง:

ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

ABOUT THE AUTHOR

ถนัดกิจ จันกิเสน

Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ