“วู้ดดี้ มิลินทจินดา” ในวัย 50 ปี กับแผนถอยสู่บอร์ดบริหาร รีแบรนด์ Woody World สู่ Ministry of Life

Published on 3 ก.ย. 2026

ย้อนกลับไปในยุคแรก รายการอย่าง “วู้ดดี้ เกิดมาคุย” สามารถสร้างรายได้เกือบ 100 ล้านบาทตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ในยุคที่ทีวียังรุ่งเรือง สร้างภาพจำเจ้าพ่อทอล์กโชว์ให้วู้ดดี้ไปโดยปริยาย พอก้าวเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย วู้ดดี้เคยทำสถิติขาย Facebook Live ได้ในราคาหลักล้านบาทต่อครั้ง หลายแบรนด์รุมจีบให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ ไปจนถึงพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ที่สร้างชื่อที่สุดเห็นจะเป็นกระทะโคเรียคิงในตำนาน

จนกระทั่งธุรกิจเติบโต และเคยมีรายได้แตะระดับ 200 กว่าล้านบาท เพราะมีธุรกิจอีเวนต์เพิ่มเข้ามา มีเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง S2O เข้ามาเพิ่มรายได้ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รายได้ฝั่งสื่อเริ่มติดล็อกอยู่ที่ระดับ 100 ล้านบาทมาโดยตลอด บริษัทจึงได้แยก S2O ออกไปเป็นบริษัทเอกเทศเพื่อบริหารกำไร-ขาดทุนให้ชัดเจน เพื่อรองรับนักลงทุนในอนาคตด้วย ซึ่งปัจจุบันแยกตัวเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว

และในวัยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่เลข 5 “วู้ดดี้” ไม่ได้มองถึงคำว่าเกษียณอายุ แต่มองถึง “ความยั่งยืน” ขององค์กร เขาตกผลึกความคิดนี้มาตลอด 2 ปีเต็ม จากคำถามที่มักได้รับเวลาเจรจาธุรกิจว่า “ถ้าไม่มีวู้ดดี้ หรือถ้าวันหนึ่งวู้ดดี้ไม่อยู่ บริษัทจะเป็นอย่างไร?” นำมาสู่การวางกลยุทธ์ Exit Plan จากตำแหน่งบริหาร เพื่อปลดล็อกองค์กรจากการยึดติดกับตัวบุคคล ซึ่งในช่วงหลังวู้ดดี้พายายามปั้นคอนเทนต์กลุ่ม Non-Woody Content มากขึ้น

S__68583472_0.jpg

เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างจากธุรกิจครอบครัว ไปสู่ระบบที่เป็นมืออาชีพ โดยตั้งเป้าหมายภายใน 1-2 ปีจากนี้ จะถอยบทบาทจาก CEO ขึ้นไปนั่งเป็นบอร์ดบริหาร และส่งต่อการรันธุรกิจให้ทีมบริหารมืออาชีพเหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วกับ S2O ซึ่งวู้ดดี้ถึงกับเข้าใจสัจธรรมแล้วว่า "เราเหมาะกับการสร้างใน 2-3 ปีแรก แล้วต้องมีมืออาชีพมารันอย่างเป็นระบบต่อ"

จากสื่อบันเทิง สู่ Ministry of Life ระบบนิเวศแห่งสุขภาวะ

การปรับทัพครั้งนี้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ Woody World ทำรายได้ 139 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่ม Content & Media 52% และกลุ่ม Event และ Business Partnership อีก 48% พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ให้เติบโตขึ้น 10% ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบด้าน

การขยับตัวครั้งใหญ่นี้ก็คือการรีแบรนด์ภาพของ Woody World สู่ MINISTRY OF LIFE หรือกระทรวงแห่งชีวิต ใช้คอนเซ็ปต์ Connecting every dot of life ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิต เปลี่ยนภาพจากผู้ผลิตคอนเทนต์บันเทิง สู่ระบบนิเวศด้านสุขภาวะ (Well-being Ecosystem) ที่ไม่ได้ดูแค่เรื่องสุขภาพกาย แต่ครอบคลุม 6 เสาหลักของชีวิต ได้แก่ Wellness, ความสัมพันธ์ และครอบครัว, อาชีพการงาน, ความมั่งคั่ง, มายด์เซ็ตและสุขภาวะทางอารมณ์ ไปจนถึงเป้าหมายและความหมายของชีวิต

S__68583480_0-tile.jpg

โมเดลใหม่นี้ถูกขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์สำคัญ

  • เปลี่ยน Audience เป็น Community : พัฒนา 16 รายการหลัก เพื่อเชื่อมต่อไปสู่ 16 คอมมูนิตี้ และต่อยอดสู่ 16 อีเวนต์ โดยเปลี่ยนบทบาทพิธีกรเป็น Talkfuencer ผู้ขับเคลื่อนสังคม
  • ขยายพอร์ตคอนเทนต์ใหม่ (Non-Woody) : กระจายการจดจำแบรนด์ผ่านพิธีกรหลากหลาย อาทิ Kim’s Mirror (คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส), MY DADDY James (เจมส์ จิรายุ), THE LAZY GENIUS (คริส หอวัง) และรายการความสัมพันธ์อย่าง WandOland
  • เชื่อมโยง Content – Community – Experience – Commerce : ผ่านแพลตฟอร์มในเครืออย่าง Woody World, LifeDot, alive dot และงานใหญ่อย่าง Life Expo
  • ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาซัพพอร์ต : นำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ค้นหาข้อมูลร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยยังคงรักษา Human Touch และความถูกต้องของข้อมูลไว้
S__68583488-tile.jpg

บทบาท “วู้ดดี้” ลดเหลือ 15-20%

สำหรับโรดแมปนี้วู้ดดี้วางโครงสร้างสัดส่วนธุรกิจใหม่เป็น Content Media 40%, Event 40% และ Business Collaboration 20% โดยมีเป้าหมายรวมรายได้แตะ 200 ล้านบาทในปี 2569

ที่สำคัญที่สุด วู้ดดี้มองว่าอยากลดสัดส่วนของคอนเทนต์โดยตัว “วู้ดดี้” เองเหลือเพียง 15–20% ภายในปี 2571 ซึ่งปัจจุบันมี 5-6 รายการ เพื่อพิสูจน์ว่า MINISTRY OF LIFE สามารถยืนหยัด และเติบโตได้ในฐานะองค์กรด้าน Well-being ของไทย โดยไม่ต้องพึ่งพิงแบรนด์ของบุคคลเพียงคนเดียวอีกต่อไป

S__68583491.jpg