ภาพจาก TU.Theatre
ในปี 2569 ครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีการจัดงานรำลึกในหลายรูปแบบโดยหลายองค์กรและกลุ่มคน รวมถึงการจัดละครเวทีหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ ‘รื้อ The Deconstruct(ed)’ ละครประจำปี 2569 ของสาขาวิชาการละคอน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
‘รื้อ’ เคยจัดแสดงครั้งแรกในวาระ 40 ปี 6 ตุลา โดย ‘สินีนาฏ เกษประไพ’ แห่งพระจันทร์เสี้ยวการละคร ในปี 2559 เมื่อเวลาผ่านมาสิบปี สินีนาฏจึงหยิบละครเรื่องนี้ขึ้นมากำกับและจัดแสดงอีกครั้ง โดยทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
เรื่อง ‘รื้อ’ เป็นละครซ้อนละครที่เล่าถึงนักละครเวทีกลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันซ้อมละครเรื่อง ‘Death and the Maiden’ โดยเอเรียล ดอร์ฟแมน (Ariel Dorfman) ตัดสลับกับภาพเหตุการณ์ 6 ตุลา และการเล่าถึงความทรงจำเรื่อง 6 ตุลาของเหล่านักละคร
ละครเรื่องนี้พาผู้ชมไปสำรวจความรุนแรงทางการเมืองและการเรียกร้องความยุติธรรม โดยนำเสนอภาพคู่ขนานระหว่างชิลีและไทยที่ต่างผ่านยุคเผด็จการและการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง จนถึงการโยนคำถามใหม่ให้สังคมไทย เช่น ทำอย่างไรเหตุการณ์ 6 ตุลาจึงจะเกิดการค้นหาความจริงอย่างเป็นระบบ การเยียวยาเหยื่อ การลงโทษผู้กระทำผิด จนถึงการปฏิรูปการใช้อำนาจของภาครัฐเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงซ้ำอีก
ภาพสะท้อนชิลีผ่าน Death and the Maiden
เรื่อง ‘Death and the Maiden’ ที่ซ้อนอยู่ในละครเรื่องนี้เป็นหัวใจของการพูดถึงการค้นหาความยุติธรรมของเหยื่อจากความรุนแรงทางการเมือง
ดอร์ฟแมนเขียนเรื่อง Death and the Maiden ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของประเทศชิลี หลังสิ้นสุดยุคเผด็จการทหารที่ปกครองโดยนายพลออกุสโต ปิโนเชต์ อันเป็นช่วงที่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและกว้างขวาง มีผู้เสียชีวิตกว่าสามพันคน มีคนถูกซ้อมทรมาน จับกุม และต้องลี้ภัยอีกมหาศาล
ละครเล่าถึงคู่รักคู่หนึ่งคือ ‘เจราโด เอสโคบา’ นักกฎหมายหนุ่มอนาคตไกลที่ได้รับการแต่งตั้งให้เข้าร่วมคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อตรวจสอบการละเมิดช่วงเผด็จการ กับ ‘เพาลินา ซาลาส’ หญิงสาวซึ่งเคยถูกจับกุมในยุคเผด็จการ วันหนึ่งเจราโดกลับบ้านพร้อมชายแปลกหน้าที่ให้ความช่วยเหลือหลังรถยนต์ของเจราโดเสียระหว่างทาง เพาลินาจำได้ว่าชายคนนี้คือหมอที่ร่วมกระทำเลวร้ายกับเธอระหว่างถูกจับกุม เธอจึงพยายามสอบสวนชายคนนั้นและแสวงหาความยุติธรรมด้วยตัวเอง
ดอร์ฟแมน ผู้เขียนเรื่อง Death and the Maiden เกิดที่อาร์เจนตินา ไปเติบโตที่สหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดกระแสต้านคอมมิวนิสต์เขาจึงย้ายไปชิลี ดอร์ฟแมนเป็นนักเขียนนิยายและบทละคร และนักวิชาการด้านวรรณคดี โดยระหว่างปี 1970-1973 เขาเป็นที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมในรัฐบาลซัลบาดอร์ อาเยนเด ประธานาธิบดีชิลีในขณะนั้น หลังจากนายพลออกุสโต ปิโนเชต์เข้ายึดอำนาจ ดอร์ฟแมนจึงหลบหนีออกนอกประเทศ ก่อนจะกลับไปอเมริกา
ภาสกร อินทุมาร อาจารย์สาขาวิชาการละคอน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “เมื่อสถานการณ์การเมืองในชิลีเปลี่ยนไป ปิโนเชต์ลงจากอำนาจ ประเทศชิลีเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยและมีการก่อตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยความจริงและการปรองดองในปี 1990 ดอร์ฟแมนก็เขียนบทละครเรื่อง Death and the Maiden ขึ้นมา
“ดอร์ฟแมนบอกว่าละครเรื่องนี้เหมือนการบอกว่าสังคมชิลีควรเผชิญหน้ากับความจริงอันเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้น ส่วนตัวเขาเอง นี่คือบทละครที่เขาถ่ายทอดความรู้สึกผิด เพราะเขาหนีรอดออกไปได้ ขณะที่เพื่อนฝูงพี่น้องในประเทศถูกกระทำความรุนแรงและถูกเข่นฆ่าล้มตายไปจำนวนมาก” ภาสกรกล่าว

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านของลาตินอเมริกา
หลังการแสดงเรื่อง ‘รื้อ’ ในรอบวันที่ 10 ต.ค. 2569 มีวงสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็น พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นหลังดูละครว่า แม้เรื่อง ‘Death and the Maiden’ ที่ซ้อนอยู่ในเรื่อง ‘รื้อ’ จะมีบริบทจากเหตุการณ์ในชิลี แต่มีประเด็นทับซ้อนกับบริบทในหลายประเทศของลาตินอเมริกาในช่วงนั้น โดยเฉพาะอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิดของดอร์ฟแมน ผู้เขียนเรื่องนี้
“บทละคร Death and the Maiden เขียนขึ้นปี 1990 ตอนนั้นกระบวนการยุติธรรมในอาร์เจนตินาเดินหน้าไปไกลกว่าชิลี ผู้เขียนจึงน่าจะได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ในอาร์เจนตินา ซึ่งในภายหลังเกิดซ้ำในประเทศอื่นในลักษณะใกล้เคียงกัน
“เข้าใจว่าการเอาเรื่อง 6 ตุลามาแทรกในละครเรื่องนี้ เพราะเหตุการณ์ในไทยกับชิลีเกิดใกล้กัน ปิโนเชต์รัฐประหารในชิลี ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) จากนั้นในไทยเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา (พ.ศ. 2519) ปิโนเชต์อยู่ในอำนาจยาวถึง ค.ศ. 1990 หลังจากนั้นมีความพยายามเอาผิดเขา แต่กระบวนการยุติธรรมยืดยาวมากจนในที่สุดปิโนเชต์ก็ไม่ได้ติดคุกเลย
“ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน อาร์เจนตินามีการรัฐประหารใน ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) และตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารเช่นเดียวกับชิลี ทั้งสองประเทศเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการคอนดอร์ (Operation Condor) ที่ CIA เข้าไปแทรกแซงในลาตินอเมริกา โดยสนับสนุนการรัฐประหารของปิโนเชต์ที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลอาเยนเดซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แม้อาเยนเดมีแนวคิดเอียงไปทางสังคมนิยม แต่ไม่ใช่สังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์” พวงทองกล่าว
สถานการณ์ในช่วงนั้นทำให้หลายประเทศในลาตินอเมริกาตกอยู่ภายใต้ความรุนแรงมหาศาลจากรัฐบาลเผด็จการ ในเวลาต่อมาเมื่อเผด็จการหมดอำนาจลงจึงมีความพยายามดำเนินคดีผู้กระทำผิดเพื่อให้ความยุติธรรมกับเหยื่อ ช่วงเวลานี้เองที่ละคร Death and the Maiden หยิบยกมาพูดถึง
“ประเด็นที่ดิฉันคิดว่าเป็นหัวใจของละคร Death and the Maiden คือการปะทะกันระหว่างคำถามต่อความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional justice) กับความยุติธรรมเชิงลงโทษ (retributive justice)”
พวงทองอธิบายว่า ในสังคมที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการ ซึ่งกลุ่มอำนาจเก่ายังมีอำนาจและยังยึดโครงสร้างอำนาจอยู่ หากกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเอากลุ่มอำนาจเก่ามาลงโทษ ในที่สุดระบอบเก่าก็จะโต้กลับและทำให้กระบวนการยุติธรรมในประเทศนั้นถอยหลังไปอีก ช่วงที่มีกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในอาร์เจนตินาจึงเกิดปัญหาว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนิรโทษกรรมให้ทหาร เพราะกลัวการโต้กลับ
“เวลาคนไทยพูดถึงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เรามีท่าทีราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมากจนไม่มีปัญหาเลย แต่ถ้าเราไปอ่านเรื่องราวของเหยื่อ ครอบครัวของผู้เสียชีวิต หรือผู้ที่ถูกทรมาน คนเหล่านี้จำนวนมากไม่เคยพอใจกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เขารู้สึกว่ามันไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการหยุดอยู่แค่การรวบรวมข้อเท็จจริงว่าใครทำอะไร แต่อีกฝ่ายบอกว่าควรพอแค่นี้ คือรวบรวมข้อมูลว่าใครทำผิด อาจมีการขอโทษ มีการชดเชยด้วยเงินหรืออื่นๆ แล้วนิรโทษกรรมเพื่อให้สังคม ‘มูฟออน’ ต่อไป คนจำนวนมากอาจปรารถนาดีต่อสังคม อยากให้สังคมเดินหน้า ไม่อยากให้กลับไปสู่ภาวะเผด็จการอีก”
พวงทองยกตัวอย่างตัวละครสามีใน Death and the Maiden ที่เป็นหนึ่งในคนที่ต้องการมูฟออน เพราะเขาจะได้ประโยชน์ในหน้าที่การงาน การเดินหน้าต่อของสังคมโดยใช้ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นเครื่องมือจึงเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคนจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นกระบวนการที่ไม่ได้ใส่ใจเหยื่อและครอบครัวเหยื่อด้วยซ้ำ
“ถ้าจะบอกว่าละครนี้ ‘รื้อ’ อะไร ก็คือรื้อสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านว่ายังมีเรื่องอื่นที่คุณต้องคำนึงถึง
“ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไม่ได้จบอยู่แค่การค้นหาความจริง ให้อภัย แล้วจบ มันมีด้านที่เป็นปัญหาอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะสำหรับนักปรัชญาและนักทฤษฎีการเมืองที่ศึกษาเรื่องความยุติธรรม เขารู้สึกว่าความยุติธรรมแบบนี้ไม่พอ ส่วนคนไทยพอรับคำนี้เข้ามาก็เข้าใจแบบง่ายๆ แล้วจบลงด้วยคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังการปราบคนเสื้อแดงปี 2553 สำหรับดิฉันนั่นคือการบิดเบือนคำว่า ‘transitional justice’ อย่างแย่มาก รายงาน คอป. คือใบอนุญาตให้ฆ่าและใบอนุญาตให้ระบอบอภิสิทธิ์-สุเทพและกองทัพที่เกี่ยวข้องลอยนวลพ้นผิด” พวงทองกล่าว
ขณะที่ละครเวทีเรื่องนี้พูดถึงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในลาตินอเมริกาโดยตัดแทรกภาพ 6 ตุลาในไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์ความยุติธรรมในไทยแทบไม่มีการขยับเขยื้อนและยังห่างไกลจากการมีความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
พวงทองเปิดประเด็นนี้ว่า “ละครเรื่องนี้มีทั้งส่วนที่พูดถึง 6 ตุลาและชิลี แต่เมื่อพูดถึงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านแล้วดิฉันรู้สึกว่าเมืองไทยไปไม่ถึงไหนเลย ในลาตินอเมริกาที่ต่อสู้เรื่องนี้กันมามากแล้ว อย่างชิลี อาร์เจนตินา บราซิล เขาเถียงกันไปถึงระดับว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมันพอไหม ยุติธรรมไหม เหยื่อรู้สึกอย่างไร แต่ในไทยไปไม่ถึงไหน เรายังต้องมานั่งเล่าว่าเริ่มรู้จัก 6 ตุลาเมื่อไหร่ อย่างไร เหมือนเราย่ำอยู่กับที่ตลอดเวลา
“กรณี 6 ตุลายังไม่มีความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเลย นี่คือกระบวนการที่รัฐต้องเข้ามาอำนวยให้เกิดความยุติธรรม เริ่มจากการค้นหาความจริง แต่ 6 ตุลายังวนอยู่ที่เดิม ไปไม่ถึงไหน เรายังตีความความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านแบบแย่ๆ แบบกรณี คอป. ที่สร้างความชอบธรรมให้กับการฆ่าคนเสื้อแดง ในรายงานแทบทุกบทจะบอกว่ามีชายชุดดำโผล่ไปทุกที่ โดยไม่แสดงหลักฐาน รวมถึงที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งในที่สุดศาลไต่สวนการตายแล้วพบว่าไม่มีชายชุดดำในวัด แต่รายงาน คอป. กลับเขียนไว้แบบนั้น นี่คือความแตกต่างโดยสิ้นเชิงของสังคมไทยที่ผ่านความรุนแรงมา แต่ไม่เคยมีการเรียกร้องแม้กระทั่งให้พูดถึงความจริง” พวงทองกล่าว
แม้จะเป็นจริงที่ว่า 6 ตุลายังไปไม่ถึงไหน แต่ ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนมองว่าละครเรื่อง ‘รื้อ’ จุดประเด็นให้ผู้ชมได้มอง 6 ตุลาไปไกลมากขึ้น
“สังคมไทยมักพูดถึง 6 ตุลาว่าเราจะมาหาความจริงกันและเราจะไม่ลืม แต่ว่าเมื่อรู้แล้วอย่างไรต่อ นี่คือเรื่องที่เคยมีคนพูดถึงแล้วแต่ยังไม่ถูกถกเถียงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในสังคม ผมอยากฝากคนรุ่นต่อไปว่า เวลาเราพูดถึงการให้ความยุติธรรมกับเหยื่อความรุนแรงในความขัดแย้งทางการเมืองขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกรณีที่อำนาจรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำอย่างไรเราจะสร้างการถกเถียงที่ไปไกลกว่าเรื่องการหาความจริงหรือความทรงจำ ไปสู่การให้ความยุติธรรมที่มากขึ้นกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง” ยุกติกล่าว
ยุกติเล่าว่าเขาชอบที่ละครเรื่องนี้เล่าถึงเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านของลาตินอเมริกาผ่านเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัวหนึ่ง “นี่คือความชาญฉลาดของการเล่าเรื่อง บางทีคนอาจสงสัยว่าเรื่องของคนเพียงสองถึงสามคนจะเป็นตัวแทนของความเป็นจริงได้หรือเปล่า ผมคิดว่านี่คือความเฉพาะตัวของละครที่ทำให้เรื่องราวของคนไม่กี่คนบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนจำนวนมากได้”

หากยังไม่มีทางออก อย่างน้อยต้องมีคำขอโทษ
ด้าน ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์กิตติคุณ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ชวนให้มองความยุ่งยากของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่ปรากฏในละครว่า หากมองตัวละครทั้งสาม (ภรรยา-เหยื่อ, สามี-ผู้พยายามสร้างการปรองดอง, หมอ-ผู้กระทำ) จะพบว่าไม่มีทางออกสำหรับใครเลย
“สำหรับภรรยาที่เป็นเหยื่อ คุณจะเอาผิดผู้กระทำแค่ไหน เอาตายเลยไหม ถ้าเอาตายแบบศาลเตี้ย คุณก็เริ่มวงจรอุบาทว์ของการฆ่ากันและความรุนแรงไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายมันแก้ปัญหาของคุณได้หรือเปล่า เยียวยาบาดแผลทางใจของคุณได้ไหม แต่ถ้าคุณยึดจุดยืนของสามี ซึ่งสุดท้ายพยายามปรองดองเพียงเพื่อให้ได้ปรองดอง เพื่อให้สังคมเดินต่อ โดยต้องปล่อยให้ความเสียหายของเหยื่อกลายเป็นความจำเป็นที่ต้องเกิดขึ้น แล้วไปต่ออย่างสบายใจ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าคุณจะแก้ปัญหาทางไหนก็จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ ถ้าแก้ด้วยความยุติธรรมเชิงลงโทษ เอาคืนเต็มที่ คุณจะเดินหน้าไม่ได้ แต่ถ้าแก้แบบให้พอเดินหน้าได้ คุณต้องปล่อยให้เหยื่อเกิดความเสียหาย”
ธงชัยกล่าวและบอกว่าหลายสังคมผ่านทางเลือกเช่นนี้มาและคลี่คลายปัญหาได้ในระดับที่ต่างกัน เช่น ระดับต่ำสุดคืออินโดนีเซียที่จ่ายแค่เงินชดเชยแล้วจบ หรือกรณีเยอรมนีตะวันออกกับกัมพูชาก็ไม่สามารถเอาผิดคนทั้งหมดได้ เพราะตัวแทนสตาซีหรือเขมรแดงมีอยู่ในทุกหมู่บ้านครัวเรือน หากเอาผิดคนทั้งหมดบ้านเมืองจะไปต่อไม่ได้ จึงต้องตัดตอนกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหมายความว่ามีเหยื่อที่ถูกกระทำแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม
“คุณรู้ไหมว่าการเยียวยาที่ดีที่สุดคืออะไร ถึงที่สุดคือคำขอโทษ การสารภาพเสแสร้งทำได้ แต่การขอโทษเป็นอีกขั้นหนึ่ง
“สุดท้าย ถึงแม้ผมอยากจะเอาคืน อยากจะให้มีการขอโทษ แต่มันไม่ง่าย ข่าวร้ายก็คือไม่ว่าจะทำให้จบอย่างไร มันก็ไม่มีวันจบ จะมีคนบางส่วนยังค้างคาใจไม่สิ้นสุด เช่น ในเอสโตเนีย ลัตเวีย เยอรมนีตะวันออก มันจบแบบที่ไม่มีใครพอใจทั้งหมด” ธงชัยกล่าว
ยุกติชวนมองตัวอย่างการจัดการประวัติศาสตร์บาดแผลที่รัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชนด้วยการกล่าว ‘คำขอโทษ’
“กรณีไต้หวัน รัฐบาลไต้หวันออกมาขอโทษประชาชน จากเหตุการณ์ที่เจียง ไคเชกเป็นผู้นำการสังหารประชาชนและเป็นเผด็จการพรรคก๊กมินตั๋งต่อเนื่องราว 50 ปี ซึ่งผู้ที่ขอโทษเป็นรัฐบาลในยุคหลังและไม่ใช่ผู้ที่ก่อความรุนแรงโดยตรง หรือกรณีญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นก็กล่าวคำขอโทษประเทศต่างๆ ที่ตนเคยยึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอยู่หลายครั้ง เรามีบทเรียนจากประเทศอื่นๆ แต่สังคมไทยยังเรียนรู้ไม่มากพอและควรทำให้มากกว่านี้” ยุกติกล่าว
แม้ภาพความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านทั้งตัวอย่างจากละครและตัวอย่างจริงในหลายประเทศจะสะท้อนว่าไม่มีทางออกใดที่จะทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจได้อย่างแท้จริง แต่พวงทองชี้ว่านั่นคือหนทางที่เลวน้อยที่สุดแล้วและไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่เอาผิดผู้เกี่ยวข้องกับความรุนแรง
“เวลาเราพูดถึงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านว่า ไม่ว่าจะไปทางไหนก็มีปัญหา นั่นไม่ได้แปลว่าห้ามเลือกหรือไม่ไปทางไหนสักทาง แม้ว่าแต่ละทางจะมีข้อจำกัด แต่ถ้าเราหยุดอยู่แค่การค้นหาความจริงแล้วไม่เอาผิดคนที่เกี่ยวข้องเลย ทั้งที่เห็นอยู่ว่ามีการใช้ความรุนแรงมหาศาล แต่ยังเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม อย่างนี้จะทำให้เหยื่อทุกข์ทรมานหนักขึ้นไปอีก
“เรามีวิธีที่เลวน้อยที่สุดและอย่างน้อยมันก็คืนความพอใจบางส่วนให้สังคมได้ อย่างกรณีอาร์เจนตินาและแอฟริกาใต้ที่เหยื่อสามารถผลักกระบวนการให้ไปไกลกว่าแค่การยอมรับผิดได้ ส่วนจะไปได้ไกลแค่ไหนนั้นเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมืองและสังคมของแต่ละประเทศ เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่หยุดไม่ได้ แต่อย่างน้อยจากเดิมที่เหยื่อจำนวนมากไม่เคยพอใจเลย หากมีกระบวนการแล้วเหยื่อบางคนรู้สึกโอเคก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” พวงทองกล่าว
6 ตุลากับการจินตนาการถึงความยุติธรรม
สำหรับธงชัยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา เขาเห็นว่าปัจจุบันสังคมไทยพูดถึง ‘ความทรงจำ’ 6 ตุลากันมาก แต่เขาชวนคิดว่าเราจะจินตนาการถึง 6 ตุลาในรูปแบบที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นได้ไหม
“ทุกวันนี้มีการพูดถึงความทรงจำเยอะ ประเด็นคือเราจะพูดถึง 6 ตุลาในแบบที่เงื่อนไขปัจจุบันยังไปไม่ถึงได้ไหม…ได้สิ นี่เป็นภาระของคนทำงานศิลปะ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ทำไม่ได้ เพราะบ้านเรายังไม่มีเงื่อนไขที่มันจะเกิดขึ้น แต่ทำไมคุณไม่ลองจินตนาการว่า ถ้าไปถึงจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงและกำลังเกิดความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เราจะมองย้อนกลับมาสะสาง 6 ตุลาได้อย่างไรบ้าง
“ผมเห็นด้วยกับอาจารย์พวงทองว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย อย่าง คอป. เป็นการขี้โกง ขโมย และปู้ยี่ปู้ยำคำว่า ‘ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน’ เราต้องช่วงชิงความหมายกลับมาเป็นของเรา ซึ่งต้องประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
“หนึ่ง การเอาคืน-การสะสางอย่างถูกต้องในกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิด ต้องเอาคืนทางกฎหมาย ไม่ใช่ศาลเตี้ย ใครผิดใครถูกว่ากันไป เพื่อวางบรรทัดฐานว่าทำอย่างนี้ได้-ทำอย่างนี้ไม่ได้ ใช้กองกำลังแบบนี้ได้-แบบนี้ไม่ได้
“สอง การเยียวยาในขั้นตอนต่างๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ ตั้งแต่วัตถุ เงินทอง คำอธิบาย ไปจนถึงคำขอโทษ
“สาม ต้องปฏิรูปกลไกที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังของรัฐทั้งหมด ไม่ว่าด้วยกลไกกฎหมาย กลไกบังคับบัญชา หรือกลไกรัฐสภา เพื่อการันตีว่าการใช้กองกำลังอาวุธของรัฐแบบนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้อีก
“สี่ คือความทรงจำ ถ้าขาดความทรงจำ สามประเด็นแรกก็ล้มหมด แต่มีแค่ความทรงจำไม่พอ คุณต้องทำอีกสามประเด็นด้วย” ธงชัยกล่าว
ทั้งสี่ประการนั้นคือรูปแบบความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่ยังไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งธงชัยชวนให้ทุกคนร่วมกันจินตนาการ เพื่อนำไปสู่การมองเห็นความเป็นไปได้อื่นๆ ในอนาคต
“คุณสามารถสร้างละครที่จินตนาการไปถึงอนาคตได้หรือไม่ อนาคตที่สามารถสะสางย้อนอดีตคดี 6 ตุลาหรือเหตุการณ์ตากใบได้ ผมเชื่อว่าละครเรื่องนั้นจะสามารถนำความทรงจำกลับมาแล้วเชื่อมโยงว่ามันเกี่ยวกับการสะสางทางกฎหมายอย่างไร เกี่ยวกับการเยียวยาไปจนถึงขั้นการขอโทษอย่างไร และทำไมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง
“6 ตุลาไม่ไปไหนเลย เราทำกันมาพอสมควรตลอด 50 ปี แต่ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับกรอบของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เราลองอาศัยเรื่อง Death and the Maiden ของดอร์ฟแมน มาฉายภาพ 6 ตุลาไปในอนาคต เพื่อฉายภาพกลับมาที่ 6 ตุลาในปัจจุบันได้ไหม ภารกิจเหล่านี้นักวิชาการไม่มีปัญญาทำ เพราะเราถูกจำกัดด้วยหลักฐานและเงื่อนไขความเป็นจริง ต้องอาศัยคนที่มีชีวิตอยู่กับจินตนาการและเข้าใจกรอบเหล่านี้ ลองสร้างจินตนาการออกมาให้เป็นรูปธรรม” ธงชัยกล่าวทิ้งท้ายในวาระที่ 6 ตุลาผ่านห้วงเวลา 50 ปีไปสู่อนาคตที่สังคมไทยอาจมีความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านได้จริงในสักวันหนึ่ง
6 ตุลาฯ 50 ปี 6 ตุลา รื้อ The Deconstruct(ed) อาร์เจนตินา Death and the Maiden เผด็จการทหาร ลาตินอเมริกา 6 ตุลาคม 2519 ชิลี ธงชัย วินิจจะกูล ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน พวงทอง ภวัครพันธุ์ 6 ตุลา ยุกติ มุกดาวิจิตร สินีนาฏ เกษประไพ transitional justice