ดวงอาทิตย์เทียมจีน นวัตกรรม 6 ล้านล้านหยวน สู่แหล่งพลังงานใหม่ Made By China - Marketeer Online

Published on 14 ก.ย. 2026

จีนยังคงทำให้โลกต้องทึ่งกับพัฒนาการทางเทคโนโลยี โดยเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา โครงการพัฒนา เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์โทคาแมก (ทรงห่วงยาง) ตัวนำยิ่งยวดขั้นสูงเชิงทดลอง

ที่มีชื่อเรียกย่อว่า อีสต์ ของสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ได้ผ่านการทดสอบเกณฑ์ทางเทคนิคและการรับโหลดเต็มกำลังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะเป็นการยืนยันว่าเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในประเทศกำลังก้าวหน้าไปตามเป้าที่วางไว้ เพื่อนำไปสู่การทดสอบเพื่อใช้งานจริงภายในปี 2030 

ฉิน จิ้งกัง รองผู้อำนวยการสถาบันฟิสิกส์พลาสม่า ของสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (เอเอสไอพีพี) เผยว่า โจทย์สำคัญ 2 ข้อเมื่อตอนที่ทีมงานได้รับมอบหมายโครงการนี้ คือเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน 

ซึ่งในขณะนั้นทุกอย่าง ตั้งแต่การออกแบบทางวิศวกรรมไปจนถึงการจัดหาวัตถุดิบ ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน 

ทว่าหลังผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้นตลอดหลายปี ทีมงานไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงและเสถียรขึ้นเท่านั้น 

แต่ยังสามารถย้ายฐานซัพพลายเชนและอุปกรณ์การผลิตทั้งหมดมาอยู่ในประเทศได้สำเร็จ นอกจากนี้ ต้นทุนของวัสดุนำยวดยิ่งยังลดลงอย่างมาก โดยวัสดุดังกล่าวที่เคยมีราคาสูงถึงเมตรละ 400 หยวน (ประมาณ 2,000 บาท) 

โดยปัจจุบันมีราคาลดลงเหลือเพียงราว 100 หยวน (ประมาณ 500 บาท) ต่อเมตรเท่านั้น หรือลดลงมาเหลือเพียง 1 ใน 4 

ที่สำคัญ ขดลวดนำยวดยิ่งรุ่นใหม่นี้ถือเป็นพัฒนาก้าวเลี่ยงก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีน้ำหนัก ขนาด และความสามารถในการกักเก็บพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล 

น้ำหนักของขดลวดเดี่ยวเพิ่มขึ้นจาก 350 ตัน เป็น 580 ตัน ซึ่งจะเป็นการเปิดทางไปสู่การสร้างอุปกรณ์ฟิวชันที่รองรับระดับพลังงานที่สูงขึ้นกว่าเดิมมาก 

อย่างไรก็ตาม ฉิน เตือนว่าการผ่านบททดสอบครั้งล่าสุดนี้เป็นเพียงความสำเร็จระดับ 80% เท่านั้น ความท้าทายที่เหลืออยู่คือการติดตั้งขดลวดเข้ากับตัวอุปกรณ์ และพิสูจน์ความเสถียร รวมถึงอายุการใช้งานระยะยาวภายใต้สภาวะการทำงานที่เข้มงวด

สำหรับโครงการนี้ของจีนมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า ดวงอาทิตย์เทียม เป็นโครงที่ตั้งอยู่ในเมืองเหอเฟย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ 

โดยเป็นความคิดริเริ่มด้านวิทยาศาสตร์ชั้นสูงและเทคโนโลยีพลังงานในสมัยของอดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ช่วงปลายยุค 90 เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสำหรับพัฒนาประเทศ 

พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเปลี่ยนจีนจากประเทศผู้ตามทั้งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นผู้นำ ขณะเดียวกันยังสามารถกระตุ้นการพัฒนาทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 

ซึ่งในภายภาคหน้าจะเปลี่ยนจีนจากประเทศรับจ้างผลิตสินค้าเทคโนโลยีราคาถูก สู่ประเทศนวัตกรรมที่สามารถผลิตเทคโนโลยีชั้นสูงได้อีกด้วย 

โดยหากทั้งหมดเป็นไปตามแผน ยังจะทำให้จีนไม่ต้องพึ่งนักวิทยาศาสตร์ระดับสูงจากต่างชาติ ที่อาจส่งผลต่อความมั่นคง และยังช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย 

โครงการพัฒนาดวงอาทิตย์เทียมของจีน เริ่มมีการสร้างเตาปฏิกรณ์แห่งแรกช่วงท้ายๆ ในการดำรงตำแหน่งของอดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน

จากนั้นต่อมาในปี 2006 หลังอดีตประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ดำรงตำแหน่ง เตาปฏิกรณ์ก็สามารถปล่อยกระแสพลาสม่าได้เป็นครั้งแรก 

นี่ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่า อุปกรณ์ของเตาปฏิกรณ์สามารถสร้างและกักเก็บกลุ่มก๊าซไอออนพลังงานสูง (พลาสมา) ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ที่จะปูทางสู่การเดินเครื่องเพื่อใช้งานจริงต่อไป 

จากนั้นเมื่อจีนเปลี่ยนผู้นำมาเป็น ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในปี 2013 โครงการดวงอาทิตย์เทียมก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

จนผ่านการทดสอบเกณฑ์ทางเทคนิคและการรับโหลดเต็มกำลังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมมุ่งสู่การทดสอบเพื่อใช้งานจริงในอนาคตตามแผนที่วางไว้

พร้อมอีกหนึ่งความภาคภูมิใจนั่นคือ สามารถย้ายฐานซัพพลายเชนและอุปกรณ์การผลิตทั้งหมดมาอยู่ในประเทศได้สำเร็จ 

จนกล่าวได้ว่านี่คือนวัตกรรมพลังงานที่คิดค้น พัฒนาและสร้าง (Made By China) โดยจีน 100% 

ทั้งนี้ในช่วงแรกเมื่อเริ่มต้นโครงการ ดวงอาทิตย์เทียมของจีน มีมูลค่าอยู่ที่ 6,000 ล้านหยวน (ประมาณ 29,700 ล้านบาท) แต่คาดว่าเมื่อแล้วเสร็จพร้อมใช้จริงมูลค่าของโครงการอาจสูงถึง 6 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 29 ล้านล้านบาท) 

ส่วนสาเหตุที่ทำให้โครงการดวงอาทิตย์เทียมของจีนได้รับความสนใจมากกว่าโครงการลักษณะเดียวกันของทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ที่ต่างก็กำลังพัฒนาอยู่เช่นกันมาจากหลายสาเหตุ 

เริ่มจากงบมหาศาลที่ทุ่มลงไป ต่อด้วยความก้าวหน้าที่เหนือกว่า ทั้งเรื่องพลังงานที่สร้างได้และเป้าหมายในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่า 

โดยมีการผลิตอุปกรณ์ต่างๆ และใช้นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนทั้งหมด 100% ที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของจีน เป็นสาเหตุสุดท้าย / globaltimes ,ourchinastory