- หน้าหลัก
- MGR Live
- ประเด็นร้อน
“แก้มลิง” ต้องมี!! ฟันธง “อุโมงยักษ์” เอาไม่อยู่ รีบหา “ที่รับน้ำ” ก่อนกรุงเทพฯ “จมบาดาลถาวร” ปี 73
เผยแพร่: 9 ต.ค. 2569 18:55 ปรับปรุง: 9 ต.ค. 2569 18:55 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
กางผังเมืองกรุงเทพฯ “แก้มลิง”หายไปไหน? กลายเป็น “หมู่บ้านจัดสรร” น้ำมาเลย “พัง” ทั้งพระนคร ขืนปล่อยไว้ ไม่รีบแก้ ปี 2573 “กรุงเทพฯ” ต้อง “จมบาดาล” ถาวร
นักวิชาการจี้ถาม อ้าง “ที่ดินแพง-ไม่คุ้มค่า” แล้วตอนราคายังเอื้อมถึง ทำไมไม่ทำ? ปล่อย “นายทุนอสังหาฯ” จับจอง จนตอนนี้ค่าเวนคืนแตะ “หมื่นล้าน”
สุดท้าย เลยได้แต่ตาละห้อยเสียดาย “แก้มลิง” เพราะ “อุโมงยักษ์” ที่วาดฝันไว้ว่า จะแก้ปัญหาแทนได้ทุกอย่าง กลับไม่มีประสิทธิภาพมากพอ จนทำ “น้ำมิดคอ” อย่างที่เห็น
** กทม.ช้า ปล่อย “แก้มลิง” ที่ดินพุ่ง-เกินเอื้อม **
ท่วมกันถึงกลางเมือง พื้นที่ที่ไม่เคยต้องลุยน้ำ ก็ต้องรับมือกับ “น้ำท่วมกรุงเทพฯ 69” กันแบบไม่ทันตั้งตัว
ผลักให้ผู้คนหันมาสนใจเรื่อง “การจัดการน้ำ” ของ กทม.กันมากขึ้น จนพบว่า มันมีของสำคัญบางอย่าง “หายไป” จาก “ผังเมือง” นั่นก็คือ “แก้มลิง” หรือ “พื้นที่รับน้ำ” ที่เคยกำหนดไว้
กลายเป็นว่า มีถึง “6 จุด” ที่หายไป จากใน “ผังเมือง” ปัจจุบัน ถ้ากางผังเมืองกรุงเทพฯ “ปี 56” ดู จะเห็นว่ามีการวาง “โซนสีเขียว” ที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม เอาไว้เป็น “พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ”
แต่พอมาเทียบกับ “ผังเมือง ปี 69” จุดที่เคยเป็นโซนสีเขียวเหล่านั้น บางจุดกลับถูกเปลี่ยนให้เป็น “สีเหลือง” หรือ “พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่น”
บางโซนที่ยังเป็นพื้นที่สีเขียวอยู่ ก็กลับตกไปอยู่ในมือ “นายทุนอสังหาฯ” โดยเฉพาะจุดสำคัญ ที่ควรจะเป็น “แก้มลิงขนาดใหญ่” เอาไว้รับน้ำ อย่าง “บึงคู้บอน” และ “บึงบางชัน”
กทม.กลับยกเลิกไป โดยให้เหตุผลว่า แม้จะเป็นโครงการที่ศึกษากันมาตั้งแต่ปี 56 ว่าควรทำเป็น “แก้มลิง” แต่ผู้บริหารเมืองหลวงกลับมองว่า ถ้าจะทำ มัน “ไม่คุ้มค่า” แล้วในปัจจุบัน
คิดจาก “ค่าเวนคืน” ที่สูงขึ้นมาก เพราะที่ดินบริเวณนั้นแพงมาก ไหนจะการขุด การวางระบบระบายน้ำให้แก้มลิงอีก ที่ต้องใช้งบถึง “1.1 หมื่นล้านบาท”
เรื่องนี้ทาง “ดร.สนธิ คชวัฒน์”นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อธิบายเพิ่มเติมให้ทีมข่าวฟัง หลังงานเสวนา “หยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทยสู่การบริหารน้ำระยะยาว”ที่จัดโดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยว่า
ตัวพื้นที่ที่จะทำ “บึงคู้บอน”เมื่อก่อนมันเป็น “พื้นที่รกร้าง”ซึ่งใน “ปี 60” ก็มีประชามติ “เห็นชอบ” จากประชาชนกว่า “90%”ว่า ให้สร้างบึงคู้บอน และ 2 ปีต่อมา (ปี 62) รัฐบาลก็ “อนุมัติงบ”ออกประกาศเวนคืนที่ดินแล้ว
{“ดร.สนธิ” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ}
แต่ กทม.ก็ “ช้า” ไม่ทำอะไร จนเริ่มมีคนไป “กว้านซื้อ” และ “พัฒนา”ที่ดินบริเวณนั้น ทำให้ตอนนี้ที่ดินมันมูลค่าสูงมากๆ
“ตอนนั้น อสังหาริมทรัพย์มาขอซื้อที่จากประชาชน เวนคืนประมาณสัก 245 ล้านใช่ไหม ที่ชาวบ้านเขาก็ขาย แล้วสร้างบ้านจัดสรร สุดท้าย พอจะไปเวนคืนอีกที ปาไปหมื่นกว่าล้าน”
“ประกาศผังเมือง กทม.ฉบับใหม่ปี 69 ฉบับที่ 4 ซึ่งจะครบประชาพิจารณ์วันที่ 9 มิถุนายน ในนั้นไม่มีแล้ว สีเขียวทแยง ไม่มีแล้วแก้มลิง หายหมด”
{แก้มลิงหายไปไหน? ขอบคุณภาพจากเพจเฟซบุ๊ก: ณัฏฐ์ มงคลนาวิน }
** พิสูจน์แล้ว “อุโมงยักษ์” อย่างเดียว “เอาไม่อยู่” **
กทม.บอกไว้ตอนนั้นว่า ถึงแก้มลิงจะหายไป แต่ก็มี “อุโมงค์ยักษ์สูบน้ำ” มาทดแทน ซึ่งจะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้เหมือนกัน แต่เหตุการณ์น้ำท่วมกลางเมืองที่ผ่านมา ก็พิสูจน์แล้วว่า อุโมงค์ที่ว่ามัน “เอาไม่อยู่”
“อ.สนธิ” อธิบายวิธีการทำงานของอุโมงค์สูบน้ำไว้ว่า มันจะสูบน้ำจาก “คลอง” ระบายออกไปยัง “แม่น้ำเจ้าพระยา” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดคือ น้ำในคลองก็เต็ม แม่น้ำเจ้าพระยาน้ำก็สูง น้ำทะเลหนุนอีก
ผลักให้ระบบสูบน้ำของอุโมงค์ “ระบายช้า-สูบไม่ทัน” บวกกับฝนที่ถล่มลงมาเรื่อยๆ น้ำจึงล้นท่วมออกมานอกคลอง
ตรงนี้แหละคือประเด็น เพราะจริงๆ แล้ว ถ้ามี “แก้มลิง” เราจะสามารถเอา “น้ำส่วนเกิน” ส่วนที่ล้นออกมาจากคลองตรงนี้ ไปพักไว้ก่อนได้
น้ำจะไม่ไหลเข้าท่วมบ้านคน ถนน หรือถึงท่วมก็จะไม่สูง เท่าที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และนี่คือความจำเป็น ที่ทำให้เมืองอย่างกรุงเทพฯ จำเป็นต้องมี “แก้มลิง”
และถ้า กทม.มองว่า “บึงคู้บอน” ไม่คุ้มค่าที่จะทำ เพราะราคาที่ดินสูงเกินไปในตอนนี้ ก็ต้องไป “หาที่ใหม่” ที่เอามาทำเป็น “พื้นที่รับน้ำ” แทนให้ได้
ไม่งั้น กรุงเทพฯ โซน “ตะวันออก” จะท่วมทั้งหมด ถ้าเจอเหตุการณ์แบบครั้งที่ผ่านมา
“อุโมงค์น่ะนะ มันดูดน้ำได้ 60 ล้านคิวต่อชั่วโมงไง มันก็ได้แค่นั้นเอง อุโมงค์มันน้อย มันเล็กไง อีกอย่าง คลองมันเต็ม เพราะฝนมันตกเยอะ”
“แต่เมื่อก่อนเนี่ย มันมีแก้มลิงที่เป็นธรรมชาติ น้ำก็ไปอยู่ตรงนั้นหมด แต่ตอนนี้ไปลงไม่ได้ เพราะเอกชนซื้อหมดแล้ว”
“เขาถมแล้ว บอกว่าเวนคืนก็ไม่คุ้มแล้ว ไม่รู้ แต่คุณก็ต้องไปหา ทำไงก็ต้องมีแก้มลิง ไม่งั้นฝั่งตะวันออก(กทม.)ท่วมหมด”
ซึ่งเรื่องนี้ต้องรีบทำอย่างจริงจัง ไม่งั้นเมืองหลวงของไทย อาจต้อง จมน้ำทั้งหมด
อย่างที่องค์การระดับโลก ทั้ง “องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization : WMO)”“World Bank” และ “Greenpeace” คาดการณ์ว่า ในปี “พ.ศ.2573” ถ้าไม่เตรียมรับมือดีๆ “กรุงเทพฯ” ต้อง “จมบาดาลถาวร” ถึง 40-90%
** “แก้มลิง” ไม่ใหญ่ก็ได้ ขอแค่ “กระจาย” ทั่วกรุงเทพฯ **
“กรุงเทพฯ” จะ “พึ่ง” แต่ระบบ “คลอง” และ “อุโมงค์ระบายน้ำ” ไม่ได้!! นี่เสียงสะท้อนจากกูรูด้านการจัดการน้ำ อย่าง “รศ.ดร.สิตางคุ์ พิลัยหล้า”
อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ รายนี้ ชี้ให้เห็นว่า ระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ เจอแค่ “ฝนตก” เกิน “70 มม./ชม.” ก็ “ท่วม” แล้ว
จึงจำเป็นต้องมีวิธีอื่นใช้ร่วมด้วย นอกจาก “อุโมงค์ยักษ์” ที่ใช้สูบน้ำ
โดยมองว่า พื้นที่รับน้ำอย่าง “แก้มลิง” เป็นสิ่งที่ช่วยได้อย่างมาก ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ก็ได้ เป็น “แก้มลิงขนาดเล็ก” ก็ช่วยได้ แต่ขอให้มีแบบ “กระจาย” ทั่วทุกเขตในกรุงเทพฯ
“ถามว่าแก้มลิงสำคัญไหม? ช่วยได้ไหม? สำคัญมาก และจำเป็นมาก เพราะระบบระบายน้ำ กทม. ต่อให้จะเส้นเลือดฝอย เส้นเลือดใหญ่ ยังไงก็ตาม ฝนตกมาเกินชั่วโมงละ 70 มม. เอาจริงๆ 40 มม. ก็ท่วมนองแล้ว”
“เพราะฉะนั้น เราต้องมีมาตรการอื่น ที่จะช่วยกรุงเทพฯ ได้ แก้มลิงเนี่ย มันก็ช่วยได้ เราไม่ได้ต้องการเฉพาะอันที่ใหญ่มากๆ เราต้องการที่มันกระจายทั่วในแต่ละเขต ยิ่งมีเยอะ ยิ่งดี อันเล็กไม่เป็นไร แต่ขอให้มี”
ที่สำคัญ “กทม.” ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เพราะอะไร “โครงข่ายระบายน้ำ”ของกรุงเทพฯ ถึงทำหน้าที่ได้ “ไม่เต็มประสิทธิภาพ” จนการระบายน้ำจากคลองผ่าน “อุโมงค์ยักษ์”ลงเจ้าพระยา ทำได้ไม่ทัน
“ท่านผู้ว่าฯ คิดว่าการมีอุโมงค์ มันดีกว่าการที่จะมีพื้นที่หน่วงน้ำ(แก้มลิง)เนี่ย ก็กลับไปตอบคำถามให้ได้ว่า จุดอ่อนที่ทำให้น้ำจากคลองเล็ก ไปไม่ถึงคลองใหญ่ จากคลองใหญ่ ไปไม่ถึงอุโมงค์”
“แล้วพอที่ปลายอุโมงค์ สถานีสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำไม่พอเนี่ย ท่านผู้ว่าฯ มีการแก้ปัญหาตรงนี้หรือยัง? ท่านผู้ว่าฯ ไม่ได้ไปแก้ปัญหาตรงนั้น สุดท้ายก็คือน้ำท่วมขังไปก่อนแล้ว โดยที่น้ำยังมาไม่ถึงอุโมงค์”
ส่วนเรื่องความ “ไม่คุ้มค่า” ที่จะทำ “แก้มลิง”ในจุดที่อ้างว่า ที่ดินแพงเกินไป และเก็บน้ำได้น้อยไป อย่าง “คู้บอน” นั้น
“อ.สิตางศุ์” ก็ต้องขอถามกลับไปว่า โครงการเหล่านี้มีมานานแล้ว แล้วมันหล่นหายไปตอนไหน ทำไมไม่ทำตั้งแต่ตอนนั้น?
“ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์อะ มันไม่คุ้ม เพราะว่าที่มันแพงขึ้น มันเก็บน้ำได้น้อย ก็ต้องมีคำถามว่า แล้วทำไมปล่อยให้มันเกิดมาจนถึงจุดนี้? ทั้งๆ ที่โครงการมันมีมาตั้งนานแล้ว”
{“รศ.ดร.สิตางศุ์” กูรูด้านการจัดการน้ำ}
** “Mindset” ผู้นำไม่เปลี่ยน ก็ต้อง “เปลี่ยนผู้นำ” **
กลับมามองในภาพใหญ่ เรื่องปัญหา “น้ำท่วม” ของไทย สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือ “แนวคิด” ในการบริหาร เพราะเรื่องที่น่าตกใจคือ ประเทศไทยมี “งบบูรณาการบริหารจัดการน้ำ” ถึง 60,000 ล้านบาท!!
และส่วนที่ได้งบเยอะที่สุดในทุกๆ ปี ก็คือ “การป้องกันน้ำท่วม” และ “การพัฒนาแหล่งน้ำ” แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น บ้านเมืองเรากลับยังคงเจอ “น้ำท่วมซ้ำซาก” ทุกปี แปลว่าต้องมีอะไร ผิดพลาดตรงไหนแน่ๆ
สิ่งที่ “รศ.ดร.สิตางศุ์” เสนอผ่าน “SITANG MODEL” หนึ่งในนั้นคือ “รัฐ”ต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ โดยเริ่มจากการ “หยุด” ดัน “โครงการเก่า” ที่คิดมาตั้งแต่ปี 54 ได้แล้ว
เพราะสภาพอากาศตอนนั้น กับตอนนี้ไม่เหมือนกัน การจะดันทุรังทำต่อ โดยยึดจากโครงสร้างเดิมๆ อาจมีแต่ทำให้สูญเสียงบมหาศาลไป แต่กลับแก้ไขอะไรไม่ได้เลย
สุดท้าย ต้องเปิดให้ “ท้องถิ่น” “ภาคประชาสังคม”และ “เอกชน” เข้ามา “มีส่วนร่วม” ในการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการน้ำ เพราะรัฐส่วนกลาง ไม่มีทางรู้ข้อมูลทุกอย่างของทุกลุ่มน้ำได้
แต่การจะเปลี่ยนอะไรพวกนี้ คนที่ต้องเริ่มคือ “ผู้นำประเทศ” เพราะถ้าหัวอย่าง “นายกฯ”ไม่ส่าย หางที่เป็น “หน่วยงานข้าราชการ” ก็ไม่มีวันกระดิก
“ตอนนี้เนี่ย ปี 69 แล้ว น้ำก็เปลี่ยน สภาพก็เปลี่ยน คนก็เปลี่ยน ภูมิสังคมเปลี่ยนหมดแล้ว ปัญหาเก่า ตอนนี้มันอาจจะรุนแรงกว่านั้นแล้วก็ได้”
“ถ้ารัฐมนตรีไม่เปลี่ยน เขาจะตั้งงบเหมือนเดิม รัฐมนตรีก็ไม่รู้ จะเปลี่ยนหรือเปล่า ถ้านายกฯ ไม่เปลี่ยน”
“หากว่าผู้นำประเทศเรายังไม่เคย ยังไม่รู้เลยว่า จุดอ่อนของตัวเองอยู่ที่ไหน เขาคิดว่าเขารู้ทุกอย่าง ถ้าผู้นำประเทศไม่เปลี่ยน Mindset เราอาจจะต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศแทน”
{หัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก}
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **