ตลท. เคาะ 8 มาตรการซื้อขายใหม่ ปรับ Tick Size-คุมขายชอร์ต ดีเดย์ 16 พ.ย.นี้

Published on 9 ต.ค. 2026

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศเตรียมบังคับใช้มาตรการการซื้อขายที่ปรับปรุงใหม่รวม 8 มาตรการ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ภายหลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้องเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพและความเท่าเทียมของตลาด ลดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ที่ผิดปกติ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้กฎเกณฑ์สอดคล้องกับบริบทการลงทุนในปัจจุบันและแนวปฏิบัติสากล

สำหรับมาตรการแรก คือ การปรับลดช่วงราคาซื้อขาย หรือ Tick Size สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาอยู่ระหว่าง 5-50 บาทต่อหุ้น เพื่อช่วยลดส่วนต่างราคา เพิ่มโอกาสในการจับคู่คำสั่งซื้อขาย ลดต้นทุนของผู้ลงทุน และเพิ่มสภาพคล่องในตลาด

มาตรการที่สอง คือ การปรับปรุงเกณฑ์ราคาขายชอร์ต โดยในภาวะปกติจะใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick ซึ่งกำหนดให้ราคาขายชอร์ตต้องเท่ากับหรือสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งล่าสุด แต่หากหลักทรัพย์ใดมีราคาปิดลดลงตั้งแต่ 10% จากราคาปิดวันก่อนหน้า จะใช้เกณฑ์ Uptick ในวันทำการถัดไป โดยราคาขายชอร์ตต้องสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งล่าสุด เพื่อช่วยชะลอแรงขายในช่วงตลาดผันผวน

มาตรการที่สาม คือ จำกัดหลักทรัพย์ที่สามารถขายชอร์ตได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ได้แก่ หุ้นในกลุ่ม SET100 หลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures รวมถึง DR และ ETF

มาตรการที่สี่ คือ ปรับปรุงลักษณะการซื้อขายที่ต้องขึ้นทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจะพิจารณาจากการใช้ช่องทาง Dedicated API หรือพฤติกรรมการซื้อขายแบบ High Frequency Trading (HFT) เช่น ความถี่และความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย สถานะสิ้นวัน และมูลค่าการซื้อขายรายวัน เพื่อให้การกำกับดูแลมีความเหมาะสมมากขึ้น

มาตรการที่ห้า คือ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม หรือ Extra Charge จากบัญชีที่มีการส่งคำสั่งซื้อขายจำนวนมาก แต่เกิดการจับคู่ซื้อขายในสัดส่วนต่ำ หรือมี High Order-to-Trade Ratio (OTR) โดยบัญชีที่มี OTR มากกว่า 50 เท่า และส่งคำสั่งเฉลี่ยมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที จะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเฉพาะส่วนที่เกิน 15,000 รายการต่อวัน ในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ เพื่อสะท้อนต้นทุนการใช้ทรัพยากรของระบบ และลดการส่งคำสั่งที่ไม่มีเจตนาจับคู่ซื้อขาย

ส่วนมาตรการที่หก คือ ยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์ เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขาย โดยเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ ขณะที่มาตรการที่เจ็ด คือ ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT สามารถซื้อขายได้ เพื่อให้การกำกับดูแลผู้ลงทุนทุกกลุ่มอยู่ภายใต้แนวทางเดียวกัน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม

มาตรการสุดท้าย คือ ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคำสั่งซื้อขาย และลดภาระด้านระบบงานของบริษัทสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายอัสสเดช ระบุว่า มาตรการชุดใหม่นี้มุ่งสร้างสมดุลระหว่างสภาพคล่องและเสถียรภาพของตลาด พร้อมช่วยลดต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่ม และเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลจากพฤติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อยกระดับความเท่าเทียมและความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย

Back to top button