
ทุกเดือนที่เรากดจ่ายค่าสมาชิกแอป AI ในบิลนั้นจะมีภาษีรวมอยู่แล้ว ด้วยกฎหมายไทยกำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศที่เข้าเกณฑ์ต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% จากผู้ใช้ในไทยมาตั้งแต่ปี 2564 แต่โจทย์ที่วงการเศรษฐกิจโลกกำลังถกกันไปไกลกว่านั้นมาก เมื่อ AI เริ่มทำงานแทนคนได้มากขึ้นทุกวัน คำถามจึงขยับจากภาษีของค่าบริการ มาเป็น ‘AI ควรมีภาษีเป็นของตัวเองหรือไม่?’ และที่ชวนให้สะดุดกว่านั้น คือคนที่เปิดประเด็นนี้ดังที่สุดกลับเป็นคนในวงการเทคเอง ตั้งแต่ซีอีโอ Anthropic ไปจนถึง Bill Gates ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft
จังหวะของคำถามนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะอีกไม่กี่วัน กรุงเทพฯ จะกลายเป็นศูนย์กลางของโลกการเงิน เมื่อรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจาก 191 ประเทศเดินทางมาร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ ในงานที่ถูกขนานนามว่าโอลิมปิกของโลกการเงิน
ก่อนงานจะเริ่มขึ้น Techsauce จึงอยากชวนทุกคนมาสำรวจข้อถกเถียงเรื่องภาษี AI ไปพร้อมกัน ตั้งแต่เหตุผลที่ภาษีกลายมาเป็นเรื่องของ AI ไอเดียภาษีที่ถูกวางไว้บนโต๊ะ และเสียงค้านที่ต้องรับฟัง ไปจนถึงคำถามที่ใกล้ตัวที่สุด ว่าไทยยืนอยู่ตรงไหนในสมการนี้
ทำไมภาษีจึงกลายเป็นเรื่องของ AI
จุดตั้งต้นของข้อถกเถียงอยู่ที่โครงสร้างภาษีของหลายประเทศซึ่งผูกอยู่กับค่าจ้าง ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินสมทบประกันสังคม เมื่อ AI ทำงานแทนคนได้มากขึ้น ฐานภาษีส่วนนี้ก็มีแนวโน้มหดลง ขณะที่กำไรไปกระจุกอยู่กับบริษัทไม่กี่แห่ง
เอกสารเชิงนโยบาย (Staff Discussion Note) ของ IMF เมื่อปี 2567 เตือนไว้ว่าสัดส่วนรายได้ของแรงงานในระบบเศรษฐกิจอาจลดลงอีก และบริษัทที่ครองตลาดอาจเก็บกำไรจากการผูกขาดได้มากขึ้น
OpenAI หยิบโจทย์เดียวกันไปเขียนในเอกสารนโยบาย 13 หน้า Industrial Policy for the Intelligence Age ที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน โดยเตือนว่ารายได้จากภาษีเงินเดือน (Payroll Tax) ที่ใช้เลี้ยงระบบสวัสดิการของสหรัฐฯ กำลังเสี่ยงหดหาย จึงเสนอให้ศึกษาภาษีที่เกี่ยวกับแรงงานอัตโนมัติ (Automated Labor) และให้รัฐพึ่งพาภาษีจากทุนและกำไรบริษัทมากขึ้น ควบคู่กับกองทุนความมั่งคั่งสาธารณะ และกลไกที่ขยายความช่วยเหลือได้อัตโนมัติเมื่อผลกระทบจาก AI ถึงเกณฑ์ ทว่าเอกสารนี้ยังไม่ได้ระบุอัตราภาษีหรือวิธีจัดเก็บ
4 ไอเดียภาษี AI ที่ถูกเสนอแล้ว
เมื่อโจทย์ชัดขึ้น ข้อเสนอที่ตามมาก็แตกออกได้คร่าว ๆ เป็น 4 แนวทาง ซึ่งแต่ละแบบเลือกเก็บภาษีจากคนละจุดของห่วงโซ่ AI
ภาษีโทเคน: เก็บตามปริมาณการใช้ AI
โทเคน (Token) คือหน่วยย่อยของข้อความที่โมเดล AI อ่านและเขียน และเป็นหน่วยที่บริษัท AI ใช้คิดค่าบริการ ภาษีโทเคนจึงเป็นการเก็บภาษีตามปริมาณการใช้งานจริง
Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic เคยเสนอกับสำนักข่าว Axios ว่าทุกครั้งที่มีคนใช้โมเดลและบริษัทมีรายได้ อาจหักราว 3% ให้รัฐนำไปจัดสรรต่อ พร้อมยอมรับอย่างเปิดเผยว่า "แน่นอนว่ามันไม่ใช่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจของผม" ส่วนฝั่งการเมืองสหรัฐฯ มีข้อเสนอจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร Greg Casar ให้เก็บภาษีจากผู้พัฒนา AI รายใหญ่ โดยให้อัตราภาษีขยับขึ้นอัตโนมัติเมื่ออัตราว่างงานของประเทศสูงขึ้น
ภาษีหุ่นยนต์: ให้ AI จ่ายภาษีแทนคนที่ถูกแทนที่
แนวคิดนี้มี Bill Gates เป็นผู้เสนอมาตั้งแต่ปี 2560 และในบทความยาวราว 6,000 คำที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft รายนี้ยังยืนยันว่าบริษัทที่ใช้ AI หรือหุ่นยนต์แทนคนควรจ่ายภาษีเงินเดือนแบบเดียวกับที่จ่ายเมื่อจ้างคน พร้อมมองว่าการเก็บภาษีโทเคนจะช่วยชะลอการทิ้งแรงงานมนุษย์และหาเงินมาฝึกทักษะใหม่ได้ ประเทศที่ลงมือแล้วคือเกาหลีใต้ ซึ่งลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในระบบอัตโนมัติเมื่อปี 2560 จนสื่อเรียกว่าภาษีหุ่นยนต์ฉบับแรกของโลก
ภาษีพลังงานและพลังประมวลผล: เก็บที่ต้นทาง
อีกแนวทางคือเก็บภาษีที่ต้นทางของ AI วุฒิสมาชิก Elizabeth Warren เสนอให้เก็บค่าธรรมเนียมจากไฟฟ้าที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ซึ่งรองรับระบบ AI ใช้ ขณะที่ Anthropic ซึ่งรวบรวมไอเดียนโยบายเศรษฐกิจรับมือ AI ไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ก็หยิบภาษีพลังประมวลผล (Compute) และภาษีการสร้างโทเคนมาเป็นหนึ่งในข้อเสนอ โดยอ้างอิงแนวคิดของ Anton Korinek และ Lee Lockwood นักเศรษฐศาสตร์จาก University of Virginia บริษัทระบุว่าภาษีกลุ่มนี้ควรได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง แม้จะกระทบรายได้และกำไรของบริษัทเองโดยตรง แต่ก็หมายเหตุไว้ด้วยว่าไอเดียทั้งหมดไม่ได้เป็นจุดยืนทางนโยบายของ Anthropic เสมอไป
กองทุนความมั่งคั่ง: ให้ประชาชนได้ส่วนแบ่งจาก AI
แนวทางสุดท้ายไม่ได้เก็บภาษีจาก AI โดยตรง แต่ให้รัฐหรือประชาชนถือส่วนแบ่งของความมั่งคั่งที่ AI สร้างขึ้นผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ซึ่งทั้ง OpenAI และชุดไอเดียของ Anthropic ต่างพูดถึง ส่วนวุฒิสมาชิก Mark Kelly เสนอกองทุน AI Horizon Fund ที่นำรายได้ภาษีจาก AI ไปใช้ฝึกทักษะแรงงานและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
เสียงค้านที่ต้องฟัง: IMF เคยบอกว่าภาษีพิเศษสำหรับ AI ไม่ใช่คำตอบ
ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยมีน้ำหนักไม่แพ้กัน และหนึ่งในนั้นคือ IMF เอง เอกสารเชิงนโยบายฉบับปี 2567 ระบุว่าไม่แนะนำให้เก็บภาษีพิเศษจาก AI เพื่อชะลอการลงทุน เพราะทำได้ยากในทางปฏิบัติและจะฉุดการเติบโตของผลิตภาพ แต่เสนอให้หันไปเพิ่มภาษีจากรายได้ของทุนซึ่งลดลงต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ใช้ภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) และเก็บภาษีกำไรส่วนเกินที่ใช้กับทุกธุรกิจโดยไม่เจาะจงเฉพาะบริษัท AI ควบคู่กับการขยายประกันการว่างงานและการฝึกทักษะใหม่ ที่น่าสนใจคือหนึ่งในผู้เขียนเอกสารฉบับนี้คือ Ruud De Mooij ผู้ดำเนินรายการของเวทีที่กรุงเทพฯ
เอกสารฉบับเดียวกันยังแยกโจทย์ของประเทศรวยกับประเทศกำลังพัฒนาออกจากกัน โดยชี้ว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เร่งให้บริษัทใช้เครื่องจักรแทนคนในหลายประเทศพัฒนาแล้วควรถูกทบทวน แต่ในประเทศกำลังพัฒนา ภาษีที่ไปขัดขวางการลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดแรงงานก็อาจสร้างต้นทุนได้เช่นกัน
นอกจากเหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ ยังมีปัญหาเชิงปฏิบัติอีกอย่างน้อย 2 ข้อที่ Bipartisan Policy Center สถาบันวิจัยนโยบายของสหรัฐฯ ชี้ไว้
- ข้อแรกคือนิยาม เพราะต้องตอบให้ได้ว่าอะไรนับเป็นบริษัท AI หรือสินค้า AI ในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ซึ่งโทเคนเองก็ไม่มีมาตรฐานกลาง โดย Institute on Taxation and Economic Policy ยกตัวอย่างว่าคำถามเดียวกันหากพิมพ์ใส่ ChatGPT, Claude หรือ Grok อาจถูกนับเป็นจำนวนโทเคนไม่เท่ากัน
- ข้อสองคือภาระภาษีตกอยู่กับใคร (Tax Incidence) เพราะภาษีที่เก็บจากผู้พัฒนาโมเดลหรือผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์มีแนวโน้มถูกผลักไปเป็นราคาที่ผู้ใช้ต้องจ่าย
บทเรียนจากเกาหลีใต้ก็ถูกหยิบมาใช้เป็นข้อโต้แย้งเช่นกัน Information Technology and Innovation Foundation สถาบันวิจัยของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนนวัตกรรม อ้างงานวิจัยที่พบว่าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการลดสิทธิประโยชน์ดังกล่าวติดตั้งหุ่นยนต์ลดลง 28%
ไทยอยู่ตรงไหนในสมการภาษี AI
สำหรับไทย คำถามเรื่องภาษีค่าสมาชิก AI มีคำตอบไปแล้วบางส่วน เพราะตั้งแต่ 1 กันยายน 2564 ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศที่มีรายได้จากผู้ใช้ในไทยเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนและนำส่ง VAT 7% โจทย์ที่เหลือจึงเป็นเรื่องว่าจะเก็บอะไรเพิ่มจากนี้หรือไม่ ส่วนคำถามว่าจะเก็บภาษีกำไรบริษัทเทคข้ามชาติอย่างไร ไทยก็บังคับใช้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ตามหลักภาษีขั้นต่ำทั่วโลกแล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 กับกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้รวมตั้งแต่ 750 ล้านยูโรขึ้นไป
อีกด้านหนึ่ง ไทยยังอยู่ในฝั่งที่แข่งกันดึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ผ่านเงื่อนไข เช่น ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และจ้างคนไทยในตำแหน่งบริหารหรือผู้เชี่ยวชาญไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และในปีนี้ BOI ยังอนุมัติ 6 โครงการมูลค่ารวม 958,000 ล้านบาท ซึ่งนำโดยการขยายโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของ TikTok ข้อเสนอเรื่องภาษีพลังประมวลผลหรือพลังงานจึงสัมพันธ์กับข้อสังเกตของ IMF ข้างต้นโดยตรง ว่าประเทศกำลังพัฒนาต้องระวังไม่ให้ภาษีไปขัดขวางการลงทุนในเทคโนโลยี
ภาพตลาดแรงงานของไทยก็อาจต่างจากสหรัฐฯ เช่นกัน รายงานการพัฒนาโลก (World Development Report) 2026 ของธนาคารโลกประเมินว่างานในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางเสี่ยงถูก AI ทำแทนราว 4.5% เทียบกับ 14.2% ในประเทศรายได้สูง ขณะที่งาน 16.2% ในประเทศกำลังพัฒนาอาจได้ผลิตภาพเพิ่มขึ้นจาก AI ความกังวลเรื่องฐานภาษีค่าจ้างหดตัวจึงอาจยังไม่เร่งด่วนเท่าในประเทศร่ำรวย
ครั้งหน้าที่กดจ่ายค่าสมาชิกแอป AI รายเดือน ภาษีในบิลอาจยังมีแค่ VAT เหมือนเดิม หรืออาจมีภาษีรูปแบบใหม่เพิ่มเข้ามาในวันข้างหน้า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าโลกจะเลือกเดินทางไหน ระหว่างการเก็บภาษีจาก AI โดยตรงตามที่คนในวงการเทคเปิดประเด็น หรือการปรับภาษีจากทุนและกำไรตามที่ IMF เคยเสนอไว้ แต่ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะออกมาแบบใด ภาษีก็กำลังกลายเป็น Next Step ของการเงินยุค AI ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างรายได้ของรัฐ ความเหลื่อมล้ำ และนวัตกรรมไปพร้อมกัน
ที่มา: IMF (Staff Discussion Note 2024/002), Axios, Anthropic, Quartz, PYMNTS, Business Insider, Bipartisan Policy Center, ITEP, ITIF, The Telegraph, กรมสรรพากร (VAT e-Service), iTAX, กรมสรรพากร (ภาษีส่วนเพิ่ม), BOI (ประกาศ ส. 9/2568), BOI (ผลอนุมัติโครงการ), World Bank