ASPS เปิดกลยุทธ์สู้ผันผวน แนะถือเงินสด 40% ชู KCE-SCC-CK เด่น

Published on 2 ต.ค. 2026

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยและตลาดทุนโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากการคานอำนาจระหว่างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียที่สุ่มเสี่ยงรุนแรงขึ้น หลังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) เตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินอีก 1 ลำพร้อมนาวิกโยธินกว่า 10,000 นายเข้าพื้นที่ หากโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจยกระดับการจัดการกับอิหร่าน ปัจจัยนี้ดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะ 102.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สร้างความเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อและวัฏจักรดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก

ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อยุโรปเดือนกันยายนพุ่งสูงกว่าคาดในหลายประเทศ ทั้งฝรั่งเศส (3.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน), สเปน (4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน), อิตาลี (4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) และเยอรมนี (3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) ดันเงินเฟ้อรวมยูโรโซนแตะ 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอาจกดดันให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องคงดอกเบี้ยระดับสูงต่อไป

อย่างไรก็ดี ภาคเทคโนโลยียังมีปัจจัยบวก โดยสหรัฐฯ เตรียมคุมการนำเข้าโมดูลรับส่งสัญญาณแสงจากจีน หนุนหุ้นกลุ่ม Photonics สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรง เช่น Coherent (+11%) และ Lumentum (+7%) แนะนำเก็งกำไรผ่าน DR: LITE80 และ DR: COHR23 นอกจากนี้ ยอดส่งออกเกาหลีใต้เดือนกันยายนยังทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 23% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า) โดยได้แรงหนุนจากชิปหน่วยความจำ DRAM, NAND และ HBM จาก Samsung Electronics และ SK Hynix ยืนยันวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง แนะนำเก็งกำไร DR: MICRON01 และ DR: SNDK80

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปีทั่วโลกที่พุ่งขึ้น 0.20% ถึง 1.50% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กดดันให้ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้นเทียบพันธบัตร (MEYG) ของไทยลดลงเหลือ 3.7% จาก 5.3% เมื่อช่วงต้นปี ประกอบกับดอลลาร์ที่แข็งค่ากดดันเงินบาทอ่อนค่าสู่กรอบ 35-37 บาทต่อดอลลาร์ ส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกหนัก โดยตลาดหุ้นไทยถูกเทขายสุทธิถึง 771 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์อุทกภัยในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ภาวะเงินบาทอ่อนค่ากลับเป็นผลดีต่อ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1.กลุ่มส่งออก: บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU, บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF

2.กลุ่มการแพทย์: บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH และ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9

3.กลุ่มท่องเที่ยว: บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL

ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำกลยุทธ์การลงทุนให้เพิ่มสัดส่วนเงินสดเป็น 30-40% ของพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยงและรอจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดี พร้อมคัดเลือก 5 หุ้นเด่นประจำวัน ดังนี้

AMAT01: รับปัจจัยบวกจาก Micron เพิ่มงบลงทุน CapEx หนุนดีมานด์เครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (แนวรับ 4.94 บาท / แนวต้าน 5.20 บาท / จุดตัดขาดทุน 4.86 บาท)

MRVL06: รับ Sentiment เชิงบวกจากงาน Investor Day สัปดาห์หน้า ลุ้นเปิดตัวโปรดักส์ใหม่ (แนวรับ 8.85 บาท / แนวต้าน 10.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 8.35 บาท)

บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE: คาดกำไรไตรมาส 3-4 ฟื้นตัวทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับอานิสงส์แผ่นวงจร (PCB) ขาดแคลน (แนวรับ 75.50 บาท / แนวต้าน 80.50 บาท / จุดตัดขาดทุน 73.25 บาท)

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC: ตลาดตอบรับบวกหลังไม่รวมธุรกิจโอเลฟินส์ ช่วยลดภาระขาดทุนและเกิด Synergy กับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในระยะยาว (แนวรับ 242.00 บาท / แนวต้าน 260.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 230.00 บาท)

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK: รับอานิสงส์เร่งเบิกจ่ายและประมูลงานรัฐ คาดผลประกอบการไตรมาส 3 ทำจุดสูงสุดของปี (แนวรับ 18.20 บาท / แนวต้าน 19.30 บาท / จุดตัดขาดทุน 17.80 บาท)