BAY ไร้บุ๊กพิเศษ TIDLOR กดกำไร Q3 เหลือ 8.66 พันล้านบาท

Published on 20 ต.ค. 2026

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 และงวด 9 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นธนาคาร ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นธนาคาร 8,660.05 ล้านบาท ลดลง 1.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8,782.89 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากฐานกำไรที่อยู่ในระดับสูงในไตรมาส 3/2568 เนื่องจากมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในบริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ส่งผลให้กำไรจากเงินลงทุนในไตรมาสปัจจุบันลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ ในไตรมาส 3/2568 ธนาคารมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR จำนวน 2,801 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนวิธีรับรู้ทางบัญชีในการรวมงบการเงินของ TIDLOR ทำให้ฐานรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยของช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ในระดับสูง ขณะที่ไตรมาส 3/2569 ไม่มีรายการกำไรพิเศษดังกล่าวในระดับเดียวกัน

ส่งผลให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 12,791 ล้านบาท ลดลง 14.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 15,014 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิจากเงินลงทุนลดลงเหลือเพียง 3 ล้านบาท จาก 2,813 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนลดลง 21.6% เหลือ 1,605 ล้านบาท จาก 2,047 ล้านบาท

นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียลดลงเหลือ 33 ล้านบาท จาก 306 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเปลี่ยนวิธีรับรู้ทางบัญชีในการรวมงบการเงินของ TIDLOR ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม รายได้จากหนี้สูญรับคืนเพิ่มขึ้น 19.5% อยู่ที่ 2,753 ล้านบาท และรายได้จากการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้น 36.9% มาอยู่ที่ 1,244 ล้านบาท ช่วยชดเชยการลดลงของรายได้จากเงินลงทุนได้บางส่วน

ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงเติบโต โดยไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 29,074 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 27,925 ล้านบาท ได้รับแรงสนับสนุนจากการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเติบโตของสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ธนาคารมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยในไตรมาส 3/2569 จำนวน 7,679 ล้านบาท ลดลง 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 9,361 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลงและกลยุทธ์การบริหารโครงสร้างเงินรับฝาก ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.66% จาก 4.51% ในไตรมาส 3/2568

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิในไตรมาส 3/2569 จำนวน 7,153 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 6,635 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของธุรกิจและการให้บริการทางการเงิน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการจากธุรกิจหลัก แม้กำไรสุทธิรวมจะลดลงเล็กน้อยจากฐานกำไรพิเศษในปีก่อน

ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 19,148 ล้านบาท ลดลง 9.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีค่าใช้จ่าย 21,228 ล้านบาท โดยมีสาเหตุสำคัญจากฐานค่าใช้จ่ายในไตรมาส 3/2568 ที่มีการบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าของค่าความนิยมของบริษัทย่อยในภูมิภาคอาเซียนจำนวน 2,580 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายบางส่วนในไตรมาสปัจจุบันเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และอุปกรณ์ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาด

ส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) หรือค่าใช้จ่ายตั้งสำรองในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 10,752 ล้านบาท ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 11,084 ล้านบาท และลดลง 5.4% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 11,360 ล้านบาท สะท้อนการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่ออย่างรอบคอบ และช่วยสนับสนุนผลประกอบการในไตรมาสดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 4.4% จาก 8,294 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อในภูมิภาคอาเซียน ประกอบกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 1.1% และการลดลงของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน รวมถึงการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลง

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นธนาคาร 25,571.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 24,611.74 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ผลประกอบการจะยังได้รับแรงกดดันบางส่วนจากฐานกำไรพิเศษของ TIDLOR ในปีก่อน

โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิงวด 9 เดือนแรกอยู่ที่ 86,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 79,085 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการบริหารต้นทุนทางการเงินและการเติบโตของสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และพอร์ตสินเชื่อในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR ที่มีอัตราผลตอบแทนสูง

ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิงวด 9 เดือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.58% จาก 4.28% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงมาอยู่ที่ 1.53% จาก 1.93% สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารโครงสร้างเงินฝากและเงินกู้ยืมภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง

ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในงวด 9 เดือนแรกอยู่ที่ 40,202 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 38,758 ล้านบาท โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 22,099 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.3% จาก 18,673 ล้านบาท ตามการขยายตัวของธุรกิจภายในประเทศและธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่รายได้จากหนี้สูญรับคืนเพิ่มขึ้น 13% มาอยู่ที่ 7,922 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมีปัจจัยกดดันจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนในงวด 9 เดือนที่ลดลง 88.2% เหลือ 346 ล้านบาท จาก 2,935 ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียลดลง 79.5% เหลือ 242 ล้านบาท จาก 1,180 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานกำไรพิเศษจากเงินลงทุนใน TIDLOR เมื่อปี 2568

ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกอยู่ที่ 57,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 54,722 ล้านบาท สอดคล้องกับการขยายตัวของธุรกิจและการรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและอาคารสถานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 45.6% จาก 46.4% ในปีก่อน

ขณะที่ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับงวด 9 เดือนแรกอยู่ที่ 33,584 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 31,362 ล้านบาท โดยธนาคารยังคงดำเนินนโยบายบริหารความเสี่ยงด้วยความระมัดระวัง และมีการตั้งสำรองเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของฝ่ายจัดการ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อรวม 1,935,878 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% จากสิ้นปี 2568 ที่ 1,928,648 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งกลุ่มลูกค้าบรรษัทไทยและบรรษัทข้ามชาติ รวมถึงสินเชื่อธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงสินเชื่อรายย่อยในประเทศยังมีการหดตัวบางส่วน

ส่วนเงินรับฝากรวมอยู่ที่ 1,705,948 ล้านบาท ลดลง 1.7% จากสิ้นปี 2568 ที่ 1,735,328 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากเงินรับฝากประจำที่ลดลงตามกลยุทธ์บริหารโครงสร้างเงินทุน เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและรักษาประสิทธิภาพการบริหารงบดุล

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.19% ลดลงจาก 3.26% ณ สิ้นปี 2568 แต่เพิ่มขึ้นจาก 3.08% ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 143.1% จาก 126.9% ณ สิ้นปี 2568 และ 137.9% ณ สิ้นไตรมาสก่อนหน้า

นอกจากนี้ ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 20.46% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 สะท้อนฐานเงินกองทุนที่ยังแข็งแกร่งและความสามารถในการรองรับความเสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการขยายธุรกิจในระยะต่อไป

ทั้งนี้ กรุงศรียังคงเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตของสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการขยายโอกาสในภูมิภาคอาเซียน การบริหารต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการในระยะยาว