
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 และงวด 9 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 9,489.15 ล้านบาท ลดลง 31.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13,789.48 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้า ประกอบกับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับตัวลดลงจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน
ทั้งนี้ ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 3/2569 จำนวน 29,041 ล้านบาท ลดลง 5.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 30,750 ล้านบาท ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ 2.50% ลดลงจาก 2.72% ในไตรมาส 3/2568 สะท้อนผลกระทบจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.6% จาก 27,769 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยในกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ ส่งผลให้ NIM เพิ่มขึ้นจาก 2.42% ในไตรมาส 2/2569 มาอยู่ที่ 2.50% ในไตรมาส 3/2569
ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 11,634 ล้านบาท ลดลง 31.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 16,913 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนลดลง 77.9% เหลือ 829 ล้านบาท จาก 3,751 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ลดลง 52.9% เหลือ 2,575 ล้านบาท จาก 5,472 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาด
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมีปัจจัยบวกจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 6,761 ล้านบาท จาก 6,549 ล้านบาท รวมถึงรายได้จากเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น 41% มาอยู่ที่ 873 ล้านบาท จาก 619 ล้านบาท ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยและกำไรจากเงินลงทุน
ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 20,518 ล้านบาท ลดลง 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีค่าใช้จ่าย 20,697 ล้านบาท สะท้อนการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม แม้ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น 2.8% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ขณะเดียวกัน ธนาคารมีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) หรือค่าใช้จ่ายตั้งสำรองในไตรมาส 3/2569 จำนวน 8,008 ล้านบาท ลดลง 17.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ตั้งสำรอง 9,742 ล้านบาท และลดลง 5% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ตั้งสำรอง 8,433 ล้านบาท โดยธนาคารยังคงยึดหลักความระมัดระวังในการพิจารณาตั้งสำรองอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 29,980.84 ล้านบาท ลดลง 21.61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 38,247.13 ล้านบาท โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 84,785 ล้านบาท ลดลง 10.2% จาก 94,364 ล้านบาท ตามผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ขณะที่ NIM อยู่ที่ 2.47% ลดลงจาก 2.81% ในงวดเดียวกันของปีก่อน
ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในงวด 9 เดือนแรกอยู่ที่ 37,025 ล้านบาท ลดลง 14.6% จาก 43,372 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนและกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน FVTPL ที่ลดลงตามสภาวะตลาด อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 20,711 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% จาก 20,219 ล้านบาท
ทั้งนี้ การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจประกันผ่านธนาคาร (Bancassurance) บริการกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมการซื้อขายในตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่รายได้จากเงินปันผลเพิ่มขึ้น 87.6% มาอยู่ที่ 3,887 ล้านบาท จาก 2,072 ล้านบาท
ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานงวด 9 เดือนอยู่ที่ 58,717 ล้านบาท ลดลง 4.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 61,541 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 48.2% ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.9% เหลือ 25,444 ล้านบาท จาก 29,549 ล้านบาท ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อผลประกอบการโดยรวม
สำหรับฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อรวม 2,692,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากสิ้นปี 2568 ที่มีเงินให้สินเชื่อ 2,608,286 ล้านบาท โดยการขยายตัวหลักมาจากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ ขณะที่เงินรับฝากอยู่ที่ 3,221,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 83.6%
ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อรวมที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตจำนวน 102,850 ล้านบาท ลดลง 2.3% จากสิ้นไตรมาสก่อนที่ 105,261 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.2% ลดลงจาก 3.3% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 แต่เพิ่มขึ้นจาก 3.0% ณ สิ้นปี 2568
ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Coverage Ratio) อยู่ที่ 322.1% เพิ่มขึ้นจาก 306.3% ณ สิ้นไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนระดับเงินสำรองที่ยังอยู่ในระดับสูงเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์
นอกจากนี้ ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 21.5% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 17.1% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ทั้งนี้ ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าและแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป