
เช้านี้คุณเปิด Google Maps เช็กว่าเส้นทางไหนรถไม่ติด เที่ยงกดสั่งก๋วยเตี๋ยวผ่านแอปเดลิเวอรี บ่ายโอนเงินจ่ายค่าไฟผ่าน Mobile Banking และเย็นก็นั่งไถโซเชียลมีเดียก่อนเข้านอน
ทุกคลิก ทุกการประมวลผล ไม่ได้เกิดขึ้นในความว่างเปล่า และไม่ได้จบลงแค่วงจรเล็ก ๆ ในสมาร์ตโฟน แต่มันวิ่งข้ามสายเคเบิล พุ่งตรงไปยังตึกยักษ์ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น และอาจไม่เคยรู้เลยว่ามันกำลังทำงานอย่างหนักอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อพยุงชีวิตดิจิทัลของเราให้หมุนไปได้อย่างไร้รอยต่อ
ปี 2024 Google ประกาศหมุดหมายครั้งใหญ่ด้วยการลงทุนมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้าง Data Center และ Cloud Region ในประเทศไทย ตามมาด้วยคลื่นการลงทุนจากเทคไจแอนต์ทั่วโลก จนคำว่า Data Center กลายเป็นศัพท์คุ้นหูในข่าวเศรษฐกิจแทบทุกสัปดาห์
ทว่า คำถามที่ชาวบ้านคนธรรมดาสงสัย กลับไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจหรือเม็ดเงิน แต่เป็นคำถามง่าย ๆ อย่าง
Data Center คืออะไรกันแน่?
ทำไมต้องมาลงที่ไทยตอนนี้?
มันจะสร้างงานจริงไหม?
และที่สำคัญที่สุด... มันจะมาแย่งน้ำ แย่งไฟ จนทำให้ ‘ค่าไฟบ้านเราแพงขึ้น’ หรือเปล่า?
ในบทความนี้ Techsauce ชวนแกะเบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ผ่านบทสัมภาษณ์คุณ Brian Yu (Senior Director, Global Infrastructure จาก Google APAC) และคุณจิรเดช จาตุรวิทย์ (Head of Government Affairs and Public Policy จาก Google Cloud ประเทศไทย) ที่จะช่วยถอดรหัสว่า เครื่องยนต์ที่มองไม่เห็นก้อนนี้ กำลังพาประเทศไทยเดินทางไปสู่อนาคตแบบไหน
Data Center คืออะไร มันทำหน้าที่รองรับอะไรอยู่บ้าง

ถ้าลองถอดสมการเทคโนโลยีอันซับซ้อนออก นิยามที่เรียบง่ายที่สุดคือ Data Center คือเครื่องยนต์ของอินเทอร์เน็ต หรือถ้าจะให้สอดรับกับบริบทโลกยุคใหม่ มันคือ เครื่องยนต์ของเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ
ทุกบริการที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น Search, Gmail, Drive, YouTube ไปจนถึงแอปพลิเคชันของภาครัฐที่รองรับคนนับล้าน ทั้งหมดต้องอาศัยพลังในการประมวลผลข้อมูล และการประมวลผลนั้นเกิดขึ้นใน Data Center ทั้งสิ้น
จิรเดช อธิบายให้เราฟังว่า โครงสร้างพื้นฐานนี้มีวิวัฒนาการยาวนาน และแบ่งออกเป็น 3 ยุคสำคัญ
ยุคที่ 1 (On-Premise): ยุคแรกเริ่มที่ทุกองค์กรต้องมีห้อง Server เป็นของตัวเอง ตั้งอยู่ในตึก ต้องเปิดแอร์ฉ่ำ ๆ แบกรับค่าใช้จ่ายและดูแลเองทุกขั้นตอน
ยุคที่ 2 (Co-location): เมื่ออินเทอร์เน็ตเริ่มเร็วขึ้น บริษัทต่าง ๆ จึงย้าย Server ออกไปฝากไว้กับผู้ให้บริการภายนอก เพื่อลดภาระการดูแลโครงสร้างพื้นฐาน
ยุคที่ 3 (Hyperscale Cloud): ยุคปัจจุบันที่องค์กรแทบไม่ต้องยุ่งกับฮาร์ดแวร์เลย แต่เลือกเช่าใช้พลังประมวลผลผ่าน Cloud Service Provider ระดับโลก (อย่าง Google) ที่ขยายสเกลได้รวดเร็วตามต้องการ
แต่คำที่เราได้ยินบ่อยที่สุดในเวลานี้คือ AI Data Center มันต่างจากของเดิมอย่างไร? จิรเดช เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า
“ถ้า Data Center แบบดั้งเดิมเป็นเหมือน ‘ห้องสมุด’ ที่จัดเก็บและบริหารข้อมูล AI Data Center ก็เหมือนการเติม ‘บรรณารักษ์อัจฉริยะ’ เข้าไป ไม่ใช่แค่นั่งเฝ้าหนังสือ แต่ช่วยอ่าน วิเคราะห์ และประมวลผลคำตอบออกมาให้เราได้ทันที”
ความต่างของ AI Data Center จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแนวคิด แต่คือการอัปเกรดสเปกฮาร์ดแวร์ยกแผง ต้องใช้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และระบบระบายความร้อนแบบใหม่ เพื่อรองรับภาระงานประมวลผลที่หนักหน่วงกว่ายุคเดิมหลายเท่าตัว
ทำไมต้อง ‘ไทย’ และทำไมต้อง ‘ตอนนี้’
คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมคลื่นการลงทุนลูกใหญ่ถึงเพิ่งมาซัดฝั่งไทยในช่วง 1-2 ปีนี้?

1. Latency (ความหน่วง): เรื่องของความเร็วระดับมิลลิวินาที
ยิ่ง Data Center อยู่ใกล้ผู้ใช้มากเท่าไหร่ ความเร็วในการใช้งานก็ยิ่งสูงขึ้น ก่อนหน้านี้ หากธุรกิจไทยอยากใช้ Cloud Service ของ Google ข้อมูลต้องวิ่งข้ามทะเลไปประมวลผลที่ Cloud Region ในสิงคโปร์หรือญี่ปุ่น แต่การเปิด Bangkok Cloud Region ทำให้ข้อมูลถูกจัดเก็บและประมวลผลในประเทศไทยโดยตรง
คุณจิรเดช ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า “เหมือนคนเล่นเกมที่แต่ก่อนต้องไปต่อ Server อเมริกา แล็กหนัก ปิงสูง พอมี Server มาตั้งอยู่ในประเทศ ทุกอย่างก็ลื่นปรื๊ดทันที”
2. พฤติกรรมคนไทย: ผู้ใช้งาน AI ระดับท็อปของโลก
Brian Yu เผยข้อมูลที่น่าทึ่งว่า คนไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้งาน Gemini เติบโตเร็วที่สุดในโลก และที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ 87% ของผู้ใช้ไทยพิมพ์คำสั่งเป็นภาษาไทย
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ในเชิงเทคนิค การประมวลผลภาษาไทยและการสลับไปมาระหว่างภาษาไทยกับอังกฤษ ต้องใช้พลัง Compute Capacity มหาศาลกว่าภาษาอังกฤษล้วน ยิ่งปัจจุบันมีฟีเจอร์แปลเสียงแบบเรียลไทม์ ยิ่งต้องการพลังประมวลผลจากโครงสร้างพื้นฐานในประเทศมากขึ้นไปอีก
3. ความเสถียรของ Power Grid และพื้นที่ EEC
ประเทศไทยมีระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่เสถียร มีกำลังการผลิตไฟฟ้าส่วนเกินที่นักลงทุนมองเป็นโอกาส บวกกับพื้นที่ EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) ที่ภาครัฐส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไทยกลายเป็นหมุดหมายที่พร้อมที่สุดสำหรับการตั้ง Data Center
ปมร้อน ‘ค่าไฟ’ ใครเป็นคนจ่ายบิลใบนี้?

สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการใช้งานทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ จนนำไปสู่ประเด็นที่คนไทยตั้งคำถามดังที่สุด การมาของ Data Center จะทำให้ค่าไฟบ้านเราแพงขึ้น และแย่งน้ำจากชุมชนไหม?
คุณจิรเดช ชวนมองประเด็นเรื่อง ‘ไฟฟ้า’ ผ่าน Analogy เรื่อง ‘ทางด่วน’
ปกติแล้ว โครงสร้างพื้นฐานอย่าง Grid (โครงข่ายไฟฟ้า) มีวิธีคิดต้นทุนคล้ายกับการสร้างทางด่วน คือมี Fixed Cost มหาศาล ทั้งค่าเสาไฟฟ้า สายส่งแรงสูง และสถานีย่อย
กรณีที่ไม่มีผู้ใช้รายใหญ่ ภาครัฐลงงบสร้างโครงข่ายไฟฟ้าไว้รองรับ แต่มีแค่บ้านเรือนและร้านค้าเล็ก ๆ ใช้อย่างละนิดละหน่อย เปรียบเหมือนทางด่วนที่เปิดไว้แต่มีรถวิ่งวันละไม่กี่คัน เมื่อเอา Fixed Cost ของการสร้างถนนมาหารเฉลี่ยตามจำนวนรถ ต้นทุนต่อคันจึงสูง ซึ่งต้นทุนคงที่ตรงนี้เองที่ถูกคิดรวมเข้าไปใน ค่า Ft (ค่าไฟฟ้าแปรผัน) ในบิลค่าไฟของประชาชน
กรณีที่ Data Center เข้ามา แน่นอนว่า Data Center คือผู้ใช้ไฟระดับ Hyperscale ที่กินไฟสม่ำเสมอตลอด 24 ชั่วโมง เปรียบเหมือนมีรถบรรทุกคันยักษ์วิ่งขึ้นทางด่วนตลอดเวลาจ่ายค่าผ่านทางก้อนโตทุกวัน ทำให้เกิด Economies of Scaleตัวหารของระบบใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย(Cost per kWh) ของโครงข่ายไฟฟ้า
จุดที่คนสงสัยกันมากที่สุดคือ “แล้วถ้า Data Center เข้ามาตั้ง ทำให้ต้องลากสายไฟเพิ่ม ต้องสร้างสถานีย่อย (Substation) ใหม่ ใครเป็นคนจ่าย?” เพราะตามปกติ หากการไฟฟ้าฯ ต้องลงทุนเพิ่ม การไฟฟ้าฯ ก็จะนำงบลงทุนนั้นไปคำนวณรวมเป็น ‘ต้นทุนระบบจำหน่าย’ แล้วหารออกมาเป็นค่าไฟที่เก็บจากประชาชนทุกคน
สิ่งที่ Google ชี้แจงในมุมของตัวเอง คือการตัดวงจรนี้ด้วยวิธีชำระค่าใช้จ่ายแบบ CAPEX (Capital Expenditure) ลงทุนเอง 100% ได้แก่
- สร้าง Substation เอง: Google ไม่ได้ไปแย่งใช้หม้อแปลงหรือสถานีไฟฟ้าร่วมกับชุมชน แต่ควักเงินจ่ายค่าสร้าง Substation แห่งใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับ Data Center ของตัวเองโดยเฉพาะ
- จ่ายค่าลากสายส่งเอง: การขยายระบบสายส่งแรงสูงจาก Grid หลักเข้ามายังพื้นที่ Data Center โครงการเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
เมื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจไม่ต้องเจียดงบประมาณแผ่นดินหรือเงินของการไฟฟ้าฯ มาลงทุนอัปเกรดโครงข่ายส่วนนี้ ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่จึงเท่ากับ 0 บาท สำหรับประชาชน ค่าไฟบ้านจึงไม่ถูกกระทบจากการอัปเกรดระบบไฟฟ้าของ Google
ประเด็นสุดท้ายคือการแก้ปัญหาระยะยาวในระดับโครงสร้างนโยบาย จิรเดช และทีมงาน Google มองว่า นิยามผู้ใช้ไฟในประเทศไทยที่ใช้กันมานาน อาจไม่สอดรับกับยุค AI แล้ว เพราะเดิมที การไฟฟ้าแบ่งประเภทผู้ใช้ไฟรายใหญ่ไว้ที่การใช้ไฟเกิน 10 เมกะวัตต์ (MW) ขึ้นไป ซึ่งในอดีตคือโรงงานเหล็ก โรงงานปิโตรเคมี หรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
Data Center ยุค AI เพียงแห่งเดียว สามารถกินไฟเริ่มต้นที่ 50 - 100+ เมกะวัตต์ การจับ Data Center ไปรวมกับผู้ใช้ไฟ 10 MW แบบเดิม จึงอาจไม่สะท้อนโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง ซึ่ง Google มองว่าจะเป็นผลดีมาก ๆ หากภาครัฐคิดเกณฑ์ใหม่สำหรับผู้ที่ใช้ไฟระดับ 50-100 MW ขึ้นไป โดยวางกติกาความรับผิดชอบเชิงโครงสร้างให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว
แล้วเรื่อง ‘ทรัพยากรน้ำ’ ที่ต้องใช้ระบายความร้อนล่ะ?
ก่อนจะไปดูว่า Google คืนน้ำอย่างไร ต้องเข้าใจก่อนว่าในยุค AI Data Center ฮาร์ดแวร์ทำงานหนักขึ้นจนเกิดความร้อนมหาศาล ระบบระบายความร้อนด้วยแอร์แบบเดิมจึงไม่เพียงพอ ต้องใช้น้ำเข้ามาช่วยดึงความร้อนออกจากระบบ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่า “ Data Center จะมาแย่งน้ำกินน้ำใช้ของเกษตรกรและคนในพื้นที่ไหม?”

คุณจิรเดช และคุณ Brian Yu ชวนมองวิธีแก้โจทย์นี้โดยเราต้องเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดเป็น คืนให้มากกว่าใช้ เพราะความตั้งใจของ Google ไม่ใช่แค่การทำ CSR แจกน้ำดื่ม แต่คือการปักหมุดนโยบาย Water Positive นั่นคือ การคืนน้ำสะอาดกลับสู่ธรรมชาติและชุมชนให้ได้มากกว่าปริมาณที่ Data Center ดึงไปใช้จริง โดย Google เผยว่า มีการเก็บข้อมูล baseline ก่อนเริ่มโครงการ Data Center ด้วยซ้ำ และวัดผลลัพธ์หลังทำโครงการอย่างชัดเจนว่า ปริมาณน้ำถูกเติมกลับเข้าสู่ชั้นน้ำใต้ดินหรือแหล่งน้ำชุมชนกี่ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
สำหรับประเทศไทย แม้ Data Center ที่ชลบุรีจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ Google ได้ตั้งทีมงานเฉพาะกิจที่ดูแลเรื่องทรัพยากรน้ำโดยเฉพาะ ทั้งระดับ Global และ Local เข้ามาทำงานร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานท้องถิ่น
เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่การประเมินว่า "มีน้ำพอให้ Data Center ใช้ไหม" ตั้งแต่ก่อนสร้างตึก แต่คือการลงสำรวจพื้นที่ในจังหวัดชลบุรีเพื่อดูว่า ชุมชนรอบข้างกำลังประสบปัญหาน้ำแห้งขอด น้ำเสีย หรือน้ำรั่วไหลตรงไหน เพื่อที่ Google จะได้เข้าไปสร้างโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่จริง ให้สมดุลน้ำของจังหวัดชลบุรีกลับมาบวกมากกว่าช่วงก่อนมี Data Center มาตั้งนั่นเอง
การมี Data Center คนไทยจะได้งานอะไร และได้ประโยชน์จริงไหม?
นี่คือสิ่งถัดมาที่สังคมอยากรู้ที่สุดคือ เม็ดเงินลงทุนมหาศาล 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท) จะกลายมาเป็นโอกาสในชีวิตของคนไทยจริง ๆ ไหม
ด้านจิรเดช และคุณ Brian ช่วยแจกแจงโครงสร้างการจ้างงานและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ได้แก่
- ระยะก่อสร้าง (3-5 ปีแรก): เงินสะพัดถึงมือคนทำงานท้องถิ่น ในช่วงการเนรมิตตึกยักษ์และวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน Google ประเมินว่าจะมีแรงงานหมุนเวียนในระบบก่อสร้างราว 4,200 คนต่อปี สิ่งที่ย้ำชัดคือ ผู้รับเหมาและแรงงานที่ได้งานทั้งหมดเป็นบริษัทไทย 100% ไม่มีการนำเข้าแรงงานต่างชาติเข้ามาทำแทน ปัจจุบัน Google มีคู่ค้าที่เป็นบริษัทไทยแล้วมากกว่า 50 ราย ตั้งแต่บริษัทรับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงซัพพลายเออร์วัสดุอุปกรณ์ในประเทศ
- ระยะดำเนินการถาวร (20+ ปี): งานทักษะสูง และผลกระทบเป็นวงกว้าง เมื่อ Data Center เปิดใช้งานจริง การจ้างงานจะเปลี่ยนผ่านไปสู่งานถาวรที่เป็นพนักงานของ Google โดยตรง เช่น Data Center Technician (ผู้ดูแลเซิร์ฟเวอร์), Facility Engineer (วิศวกรดูแลระบบไฟและแอร์), Clean Energy Expert (ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด) รวมถึงทีมดูแลโลจิสติกส์ ซึ่งงานเหล่านี้เป็นงาน High-Skill และ High-Value ที่เน้นจ้างคนไทยเป็นหลัก แม้กระทั่งคนที่เคยทำงานในสายงานอื่น เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซก็สามารถเข้ามา Up-Skill เพื่อปรับตัวมาทำงานสาย Data Center ได้
ทำไมต้องมองไกลถึง 20 ปี ?
เรื่องนี้ทาง Google อธิบายว่า การสร้างงานข้างต้นไม่ได้จบลงในแค่ไม่กี่ปี เพราะ Data Center ถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานอย่างน้อย 20 ปีขึ้นไป
ซึ่งประเด็นเรื่องความยั่งยืนนี้เอง ที่เชื่อมโยงกลับไปตอบโจทย์ความกังวลของภาครัฐเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ เพราะภาครัฐมักกังวลว่านักลงทุนจะมาตั้งตึก ใช้ทรัพยากร แล้วย้ายฐานหนีไปใน 5 ปี แต่คุณจิรเดช ยืนยันว่า นับตั้งแต่เปิด Data Center แห่งแรกในสหรัฐฯ เมื่อกว่า 20 ปีก่อน Google ไม่เคยปิด Data Center แห่งไหนเลยแม้แต่แห่งเดียว
เหตุผลเพราะ Data Center ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่มีการอัปเกรดเทคโนโลยีภายในตลอดเวลา เปรียบเหมือนคนที่อัปเกรด iPhone รุ่นใหม่ แต่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิม
ผลลัพธ์จากการอัปเกรดไม่หยุดยั้งนี้คือ Data Center ของ Google ในวันนี้ ให้พลังประมวลผล (Compute Power) ต่อหน่วยไฟฟ้า สูงกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนถึง 6 เท่า หมายความว่าปริมาณไฟฟ้าเท่าเดิม แต่สามารถประมวลผลและสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยได้มากขึ้นมหาศาลตลอด 20 ปีข้างหน้า
เพื่อรองรับการใช้งานระยะยาวนี้ Google จึงวางแผนพัฒนาทักษะคนไทยไว้ 3 ระดับ
- Recruit & Up-Skill: อัปเกรดทักษะให้คนไทยที่เข้ามาทำงานโดยตรง ให้คุ้นเคยกับเทคโนโลยีเฉพาะของ Google
- Vocational Training: จับมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาและสถาบันในพื้นที่ เพื่อสร้างช่างเทคนิครุ่นใหม่ที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม Data Center
- Next Gen Talent: ร่วมมือกับภาครัฐปลูกฝังทักษะ STEM ให้กับเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมและมัธยม เพื่อเตรียมความพร้อมให้แรงงานรุ่นใหม่ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
เมื่อร้อยเรียงภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตัวตึก สายเคเบิลใต้ทะเล การบริหารจัดการทรัพยากร การจ้างงาน ไปจนถึงการอัปเกรดเทคโนโลยี เราจะพบว่า Data Center ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง... แต่มันคือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิด Ecosystem ดิจิทัล
การมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกตั้งอยู่ในบ้านเรา ไม่ใช่เรื่องของวิศวกรในตึกเพียงอย่างเดียว แต่กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์เบื้องหลังที่ขับเคลื่อนหลากหลายอุตสาหกรรมในไทย
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยในวันนี้ อาจจะไม่ใช่แค่การถามว่ามันคือโอกาสหรือภัยคุกคาม แต่คือ "เราจะบริหารจัดการโอกาสจากเครื่องยนต์ที่มองไม่เห็นก้อนนี้อย่างไรใ ห้เกิดการกระจายประโยชน์ไปถึงคนตัวเล็ก สตาร์ทอัพ และเด็กยุคใหม่ ได้มากที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่ ‘ทางผ่านของข้อมูล’ แต่เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มภาคภูมิ"