
Doraemon และ Dr. Stone “ความต่างในความเหมือนของการ์ตูนวิทยาศาสตร์”
บทความโดย : วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล www.marumura.com
เรื่อง Dr. Stone เวอร์ชั่นอนิเมะจบไปแล้วอย่างสง่างามเมื่อกลางปี 2569 นี้เอง (ที่ตัวมังงะจบไปตั้งแต่ 2565 แล้ว) ระหว่างที่ดูเรื่องนี้ไปตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้เขียนก็พบว่าควรนำเรื่องนี้มาพูดคุยเปรียบเทียบกับผลงานคลาสสิกอย่าง Doraemon คงจะพบความน่าสนใจไม่น้อย โดยจะเปรียบเทียบในประเด็นต่าง ๆ ต่อไปนี้
Dr. Stone
ประเด็นแรกคือเรื่องกลุ่มเป้าหมาย โดยเรื่อง Doraemon เป็นการ์ตูนสำหรับเด็กประถม 1-6 และเริ่มเขียนเมื่อ ค. ศ. 1969 จึงมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนยุคก่อนหน้าโน้นย้อนไป 40-50 ปี การวางพล็อตใด ๆ ในยุค 50 กว่าปีก่อนจึงดูเรียบง่ายกว่าการ์ตูนยุคปัจจุบัน และวิทยาศาสตร์ใน Doraemon หลายเรื่องก็เป็นจริงในยุคปัจจุบันแล้ว แต่ตอนที่ออกอากาศจริงคือดูล้ำหน้าชนิดว่าราวกันเพ้อฝันกันเลย ในขณะที่ Dr. Stone เป็นการ์ตูนสำหรับวัยรุ่นอายุ 12-19 ปี และเริ่มเขียนเมื่อ ค. ศ. 2017 เรียกว่าห่างกันเกือบ 50 ปี การวางพล็อตใน Dr. Stone จึงซับซ้อนกว่ามากเพราะมุ่งเด็กโตกว่า และวิทยาศาสตร์ก็เป็นปัจจุบันกว่าวิทยาศาสตร์ในจินตนาการแบบ Doraemon
Doraemon
ในแง่ความแตกต่างกันของวิทยาศาสตร์ในเรื่องก็เช่นกัน ของวิเศษใน Doraemon นั้นแม้ว่าในยุคปัจจุบันจะประดิษฐ์ขึ้นจริงได้หลายอย่างมากแล้ว เช่น Photoshop, โทรศัพท์มือถือ, มอนิเตอร์วิเศษ ฯลฯ แต่ตอนที่เนื้อเรื่องออกอากาศในยุคนั้นต้องเรียกว่าราวกับฝันไปจริง ๆ เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 22 คืออีกเกือบ 100 ปีหลังจากปัจจุบันในปี ค. ศ. 2026 กันเลยแต่ไปโผล่ในปี 1969 ในขณะที่ Dr. Stone นั้นเนื้อเรื่องส่วนใหญ่มีความเป็นไปได้ในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันอยู่พอสมควร ที่จะแหกทฤษฎีวิทยาศาสตร์ปัจจุบันที่สุดจริง ๆ ก็คือ Last Boss ในเรื่องนี่เอง
ต่อมาในด้านผลลัพธ์ VS กระบวนการ นั้น Doraemon พูดถึงผลลัพธ์แบบ end results มากกว่าคือผลิตเป็นของวิเศษออกมาเรียบร้อยแล้วพร้อมใช้ได้เลย แบบไม่อธิบายกระบวนการว่าผลิตขึ้นได้ยังไง (เพราะเกิดจากจินตนาการของผู้แต่งเรื่องด้วย จึงไม่น่าจะสามารถอธิบายได้) แต่ Dr. Stone โหดมากตรงที่บรรยายกระบวนการผลิตอย่างค่อนข้างละเอียดและอิงกับวิทยาศาสตร์จริง ๆ ชนิดที่ผู้อ่านจำนวนมากยังอ่านไม่เข้าใจกันเลย และใช้ความร่วมแรงร่วมใจและแรงงานจำนวนมหาศาลราวกับอยู่ในโรงงานนรก ถึงจะได้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์มาสักชิ้นในโลกยุคหิน

ตัวละครเอกของทั้ง 2 เรื่องก็ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดมาก โดย Doraemon มีพลังวิเศษคือตัว Doraemon เองพร้อมอุปกรณ์จากโลกอนาคต และอย่านับโนบิตะเลยว่ามี Superpower อะไรในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ (จริง ๆ โนบิตะก็มี Superpower ที่ผู้เขียนเคยเขียนไว้ใน https://www.thepeople.co/read/31230 เพียงแต่ว่าไม่ใช่พลังเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่เป็นประเด็นหลักในคอลัมน์นี้) ในขณะที่พลังวิเศษในเรื่อง Dr. Stone คือ “การร่วมแรงร่วมใจของมนุษยชาติ” ที่ไม่ได้แค่เฉพาะตัวเอก แต่รวมพลังของมนุษย์ทั้งโลกจริง ๆ ถึงจะฝ่าฟันไปจนจบเรื่องได้ เป็นการใช้พลังของคนธรรมดาหลายคนมารวมกันเป็น Group Dynamic จนเกิดเป็น Superpower ขึ้นมาจริง ๆ
ผู้เขียนยังรู้สึกเสียดายที่เรื่องดีงามอย่าง Dr. Stone ยังไม่ได้โด่งดังมากในระดับนานาชาติเท่าที่ควรจะเป็น เพราะปัจจุบันตลาดมีการแข่งขันสูงมาก จึงรู้สึกถึงภารกิจว่าตัวเองควรจะเขียนอะไรเกี่ยวกับ Dr. Stone สักครั้ง จึงเป็นที่มาของคอลัมน์นี้ ฝาก Dr. Stone ให้ผู้ชมทุกท่านกันด้วย
บทความโดย : วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล www.marumura.com
ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่ >> https://www.facebook.com/Weerayuths-Ideas
เรื่องแนะนำ :
– อวสานล่ามและนักแปลภาษาญี่ปุ่น – จริงหรือ?
– โชจู (Shochu) และโซจู (Soju) นั้นต่างกันไฉน?
– จากนักร้องคัฟเวอร์โนเนมสู่นักร้องชื่อดัง: Uru
– คาราเต้ค่อย ๆ กลายเป็นศาสตร์เพื่อสุขภาพไปทีละนิด
– คนญี่ปุ่นแต่งงานเพราะความรักมากขึ้น แต่งงานผ่านพิธีดูตัวน้อยลง และแต่งงานเพราะรู้จักกันในเน็ตเพิ่มอย่างรวดเร็ว
ขอบคุณรูปภาพจาก
https://tvtropes.org/pmwiki/pmwiki.php/Manga/Doraemon
https://www.crunchyroll.com/
#Doraemon และ Dr. Stone “ความต่างในความเหมือนของการ์ตูนวิทยาศาสตร์”
Tags :
- Animation
- Anime
- Doraemon
- Dr. Stone
- อนิเมชั่น
- อนิเมะ
- โดราเอมอน
วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล เป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วถึง 4 แห่ง โดยเคยได้รับทุนแลกเปลี่ยนระหว่างที่ว่าการจังหวัด Okinawa และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปศึกษาที่ The University of the Ryukyus รวมทั้งเคยได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบสอบผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ไปศึกษาที่ 1) Tokyo University of Foreign Studies / 2) International Christian University / และ 3) Keio University มีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย เคยเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ให้บริษัท Nippon Production Service (บริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK) / เป็นผู้สอนภาษาไทยที่สถาบันภาษาไทยหลายแห่งในโตเกียว / เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดให้บริษัท Corporate Directions Inc. ของประเทศญี่ปุ่น / เป็นผู้ก่อตั้งสาขาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของคณะศิลปศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ / เป็นผู้อำนวยการบริษัท AIRA Capital และเป็นทีมงานก่อตั้งบริษัท AIRA and AIFUL รวมทั้งบัตรกดเงินสด A-Money / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท TOYO Business Service / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท JECC ประเทศญี่ปุ่น / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจของบริษัท Business Consultants Southeast Asia / มีประสบการณ์สอนในมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่งในประเทศไทย / เป็นที่ปรึกษาและจัดฝึกอบรมให้องค์กรหลายแห่ง ปัจจุบันมีธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองคือ บริษัท Consulting Agency for Talent จำกัด ทำธุรกิจให้คำปรึกษาด้านพัฒนาองค์กรและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HROD และ HRD) / เป็นนักวิชาการอิสระ / วิทยากรอิสระ / นอกจากเขียนคอลัมน์ที่ Marumura แห่งนี้แล้ว ก็เขียนคอลัมน์ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ / เขียนคอลัมน์ให้ The PEOPLE Online Magazine/ เขียนคอลัมน์ให้ Conomi และยังคงใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ต่าง ๆ อยู่เสมอแม้ว่าจะมีปริญญา 7 ใบแล้วก็ตาม


