วันนี้ (18 กันยายน) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ สุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย พิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) และ ภูมิพัฒน์ โหสกุล คณะทำงานรัฐมนตรีฯ ลงพื้นที่จังหวัดระยอง ตรวจสอบการจ้างแรงงานต่างด้าวในโครงการก่อสร้างโรงงานของบริษัทต่างชาติ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ ซึ่งเป็นโรงงานแห่งที่ 2 ต่อจากแห่งแรกในจังหวัดชลบุรี
การลงพื้นที่ครั้งนี้ เสกสิทธิ์ สวรรยาธิปัติ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานผิดกฎหมาย สนธิกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย เรืออากาศตรี กิตติคม คงสมโภชน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 2 เข้าตรวจสอบเอกสารการทำงานของแรงงานทั้งหมด
จากการตรวจสอบพบการแบ่งงานเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนสำนักงาน มีพนักงานกว่า 60 คน เป็นชาวจีนกว่า 50 คน มีคนไทยเพียง 8 คน ส่วน พื้นที่ก่อสร้าง มีแรงงานกว่า 200 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและเมียนมา ขณะที่พบคนไทยเพียง 6 คน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหน้างาน โดยมีผู้ให้ข้อมูลว่าผู้ควบคุมงานก่อสร้างเป็นชาวจีน
ระหว่างการเข้าตรวจค้น มีแรงงานบางส่วนพยายามหลบหนี เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ 84 คน และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบแรงงานสัญชาติจีน 6 ราย และสัญชาติเมียนมา 8 ราย ไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือเอกสารการทำงานที่ถูกต้อง จึงคุมตัวดำเนินการตามกฎหมาย
สุรชาติกล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับรายงาน แรงงานส่วนหนึ่งที่หลบออกจากพื้นที่ได้ขึ้นรถออกไปทางด้านหลังโครงการ โดยมีข้อมูลเบื้องต้นว่าเป็นชาวจีนที่ทำหน้าที่ควบคุมงานหรือโฟร์แมน จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบ พร้อมแจ้งให้บริษัทนำบุคคลดังกล่าวมาแสดงตัวและนำเอกสารมาแสดง
“หากเอกสารถูกต้องและทำงานถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่มีปัญหา แต่หากตรวจสอบแล้วพบการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะปิดกั้นการลงทุนจากต่างประเทศ ประเทศไทยยินดีต้อนรับนักลงทุน แต่การเข้ามาลงทุนและการจ้างงานต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และที่สำคัญต้องคำนึงถึงโอกาสในการทำงานและสิทธิของแรงงานไทยด้วย” สุรชาติ กล่าว
ด้าน พิพัฒน์ชัยกล่าวว่า สัดส่วนแรงงานที่พบในพื้นที่เป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ทั้งการจ้างแรงงานไทย การใช้แรงงานต่างด้าว และตำแหน่งงานที่ทำจริงว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
“การลงทุนจากต่างประเทศควรสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศด้วย เมื่อพบว่าพื้นที่ก่อสร้างขนาดใหญ่มีแรงงานไทยอยู่เพียงไม่กี่คน ขณะที่ผู้ควบคุมงานส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ก็เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าโครงสร้างการจ้างงานเป็นอย่างไร และดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอนหรือไม่” พิพัฒน์ชัย กล่าว
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทรับเหมาช่วงที่มีการนำหัวหน้างานและแรงงานเข้ามาปฏิบัติงาน โดยพบข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานะทางทะเบียน จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเชื่อมโยงทางธุรกิจเพิ่มเติม
หลังจากนี้ กรมการจัดหางานจะตรวจสอบโครงสร้างสัดส่วนการจ้างงาน ใบอนุญาต และลักษณะงานที่ปฏิบัติจริง ขณะที่ DSI จะตรวจสอบบริษัทเจ้าของโครงการ บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง และบริษัทรับเหมาช่วง ว่ามีลักษณะฝ่าฝืนกฎหมาย หรือเข้าข่ายเป็นธุรกิจศูนย์เหรียญที่ใช้ไทยเป็นฐานลงทุน แต่ผลประโยชน์เศรษฐกิจและการจ้างงานหมุนเวียนกลับสู่ต่างชาติหรือไม่ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป