กกร.ปรับเพิ่ม GDP ปี 69 โต 2.1-2.5% ชี้อานิสงส์ส่งออกโต 12-16% แนะรัฐวางนโยบาย Data Center ให้ชัด ชี้เป็นโอกาสลงทุน 100 MW มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้งทีม Data Center เร่งสร้าง Ecosystem เชื่อม PCB พลังงานสะอาด พร้อมเตือนจับตาน้ำมันโลกพุ่ง 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจยังเป็น K-shape หวัง Reinvent ไทย เพิ่มมูลค่าในประเทศและดึงลงทุนอุตสาหกรรมใหม่
- ตั้งคณะทำงาน Data center ภาคเอกชน
- วอนรัฐปลดล็อกส่งออกน้ำมันตามกลไกค้าเสรี
- เผย 5 ปี ธุรกิจ SMEs ติดหล่ม K ขาล่าง
ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยหลังเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า กกร. สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าที่ประเมินไว้ จากแรงส่งของการส่งออกและ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงกว่าคาด
โดย กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12%-16% จากเดิม 8%-10% และ ปรับประมาณการ GDP เป็น 2.1%-2.5% จากเดิม 1.6%-2.0%
อย่างไรก็ดี แรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนสู่เศรษฐกิจในประเทศลดลงอย่างชัดเจน โดยในอดีตการส่งออกที่เติบโตเฉลี่ยราว 14% และการลงทุนที่เติบโต 10% เคยสอดคล้องกับ GDP ที่ขยายตัวเฉลี่ยราว 6-7%
สะท้อนว่าไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Domestic Value Capture) ได้น้อยลง จากการพึ่งพา Import Content ที่สูง ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่ยังสร้างการจ้างงานได้จำกัดเมื่อเทียบกับในอดีต
ตั้งคณะทำงาน Data center ภาคเอกชน
ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องรักษาการอยู่ในเรดาร์การลงทุนของโลก แต่ต้องเร่งต่อยอดให้เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งทุกการลงทุน 100 เมกะวัตต์ (MW) คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ต้องเร่งสร้าง Ecosystem สร้างสมดุลทรัพยากร ให้เกิดเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (vertical integration)
อาทิ ขยายการลงทุน PCB ที่ได้รับการอนุมัติโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด น้ำ การยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่ smart manufacturing และการเตรียมความพร้อมด้านบุคคลากร
โดยมีส่วนร่วมจากสถาบันการศึกษา ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มศักยภาพเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น creative economy เพื่อให้เกิด real impact ต่อเศรษฐกิจในประเทศ
โดยล่าสุด กกร. ได้แต่งตั้งคณะทำงาน Data center ภาคเอกชน เพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย
“ทาง กกร.คิดว่า ต้องมีคณะทำงานภาคเอกชน เพื่อเห็นภาพรวม เชื่อมโยงกับภาครัฐ ผ่านเวที กรอ. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน เพราะมีหลายหน่วยงานคาบเกี่ยว ต้องมากำกับดูแล อาทิ กระทรวงพลังงาน สภาพัฒน์”
ส่วนกรณี ความกังวลว่า จะเกิดการลงทุนจริง จะกระทบต่อทรัพยากร ชุมชน จะเกิดการจ้างงานจริงหรือไม่นั้น เราจะเห็นโมเดลสระบุรีแซนด์บ็อก และควรต้องมีพื้นที่ต่อยอดเพิ่มเติม
เมื่อถามว่ามองอย่างไร หาก Data Center มีการจ้างงานน้อย ผยง ระบุว่า อยากให้เปรียบเทียบ Data Center เหมือนกับโรงไฟฟ้า ที่มีพนักงานไม่มากเช่นกัน แต่เป็นธุรกิจที่จำเป็นต้องมี เพราะปัจจุบัน AI เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้ว
“ขณะนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาการอยู่ในเรดาร์การลงทุนของโลก ซึ่งต้องเร่งต่อยอดให้เต็มศักยภาพ แต่การลงทุนใหม่ต้องมาพร้อมโครงสร้างพื้นฐานทุกด้าน โดยเฉพาะพลังงาน ซึ่งภาครัฐอยู่ระหว่างผลักดัน Energy transition อีกหลายด้านรองรับ อาทิ พลังงานสะอาด SMR โซลาร์ฟาร์ม”
ด้านพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันทุกบริษัทที่เป็น Scaleใหญ่ มี Data center อยู่แล้ว ซึ่งภาคอุตสาหกรรมยังเชื่อว่าสร้างประโยชน์ต่อไทย เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับ Digital Economy
หากให้ Data Center ไปลงทุนที่อื่น ถือว่าไทยตกขบวน ซึ่ง Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ๆของไทย หากไทยต้องการเป็นฮับอุตสาหกรรม จำเป็นต้องมี Data Center
“ที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่ก็มี Data Centerในการเก็บข้อมูลอยู่แล้ว ดังนั้น Data Center จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่อดีตไม่ได้ถูกพูดถึง แต่เมื่อมีการคัดค้าน ก็กังวลว่าจะเข้ามาแย่งน้ำและไฟฟ้า” พิมพ์ใจ กล่าว
เบื้องต้น พบว่าปริมาณไฟฟ้าในประเทศเพียงพอ แต่น้ำยังต้องรอดูข้อมูล คงต้องมีการจัดระบบน้ำและไฟกันใหม่ จะสร้าง Infrastructure อย่างไร ต้องดูแนวทางส่งเสริม นโยบาย
วอนรัฐปลดล็อกส่งออกน้ำมันตามกลไกค้าเสรี
ส่วนปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับ เพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลกและสร้างความผันผวนในตลาดการเงิน โดยล่าสุด ณ ต้นเดือน ก.ย. 69 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นแตะ 95 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล (จาก 84 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลเมื่อเดือน ก.ค.) ท่ามกลางปริมาณน้ำมันสำรองโลกที่ลดลงต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน จากมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซลที่ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันสำเร็จรูปสะสมในคลังสูงขึ้น จนผู้ประกอบการโรงกลั่นจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกลั่นและปริมาณวัตถุดิบพลอยได้จากกระบวนการกลั่น (By-products) อาทิ Naphtha, Benzene, Toluene, Para-Xylene เป็นต้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก ยาง เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ และบรรจุภัณฑ์
ดังนั้น จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาผ่อนคลายให้สามารถส่งออกน้ำมันได้ตามกลไกการค้าเสรี รวมทั้ง การบริหารสถานการณ์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ตามที่ กกร. ได้เสนอไปก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน กกร. มองเห็นความสำคัญในการยกระดับข้อมูลอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อให้เข้าใจการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในลักษณะ K-shape Economy มากขึ้น ซึ่ง กกร. ได้ติดตามประเด็น K-shape ของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
พบว่า K ขาบนกระจุกตัวในธุรกิจ New Economy ที่ได้อานิสงส์จาก Digital และ AI เช่น คอมพิวเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจีน สหรัฐฯ และสิงคโปร์
ขณะที่ K ขาล่างเป็นธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าต่างประเทศ เช่น ยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง
เผย 5 ปี ธุรกิจ SMEs ติดหล่ม K ขาล่าง
โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจ SMEs ใน K ขาล่าง สัญชาติไทยที่อยู่ใน 7 อุตสาหกรรมภายใต้ ‘Reinvent Thailand’ มีการผลิตลดลงเฉลี่ย 8% ขณะที่กิจการต่างชาติลดลงสูงถึง 19%
โดยเฉพาะธุรกิจญี่ปุ่น ความแตกต่างที่เกิดขึ้นทำให้การมองเพียงตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมอาจไม่เพียงพอ และยิ่งตอกย้ำความสำคัญของข้อมูล ผ่านการยกระดับตัวชี้วัดใน 3 มิติ
ได้แก่ ความครอบคลุม (Coverage) คุณภาพข้อมูล (Quality) และสะท้อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structure) ที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สภาพัฒน์ และสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้เกิดการปฎิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน
ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่ยังสร้างการจ้างงานได้จำกัดเมื่อเทียบกับในอดีต ทั้งนี้ไทยจำเป็นต้องรักษาการอยู่ในเรดาร์การลงทุนของโลก แต่ต้องเร่งต่อยอดให้เต็มศักยภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง Reinvent เศรษฐกิจ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและปรับตัวรับโอกาสจากจังหวะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ สร้าง Trust & Confidence และดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่
จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” ที่ กกร. และพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ มีความพร้อมที่จะเปิดเวทีสำคัญนี้ในวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
โดยภายในงานจะมีการหารือถึง New Growth Engines ของประเทศ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต