Goldman–Evercore หนุนโมเดล “Forever Funds” ปั้นกองทุน Private Equity ที่ไม่มีกำหนดอายุ

Published on 20 ต.ค. 2026

Goldman Sachs และ Evercore กำลังผลักดันแนวคิดกองทุนลงทุนระยะยาวแบบไม่มีกำหนดอายุ หรือที่เรียกว่า “Forever Funds” เพื่อเปิดทางให้บริษัท Private Equity สามารถถือครองสินทรัพย์ที่มีศักยภาพได้นานขึ้น ท่ามกลางตลาดซื้อขายกิจการที่เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นและมูลค่ากิจการที่อ่อนตัวลง

Goldman Sachs และ Evercore รวมถึง Jefferies, Raymond James และ Lazard กำลังหารือกับบริษัท Private Equity รายใหญ่หลายแห่ง เพื่อพัฒนากองทุนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Evergreen Continuation Vehicles ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนถือครองสินทรัพย์ต่อไปได้โดยไม่ต้องเร่งขายเพื่อปิดกองทุนตามกำหนดเวลา

Sunaina Sinha Haldea หัวหน้าฝ่าย Private Capital Advisory ระดับโลกของ Raymond James ระบุว่า แนวคิดนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีจุดเด่นตรงที่กองทุนจะมีเงินทุนที่ยังไม่ได้จัดสรรลงทุน (Unfunded Capital) มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการเติบโตของสินทรัพย์ โดยไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากการหาทางขายกิจการออกจากพอร์ต

โดยทั่วไป กองทุน Private Equity จะมีอายุการลงทุนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ผู้จัดการกองทุนจะระดมเงินจากนักลงทุนเพื่อนำไปซื้อกิจการ พัฒนาธุรกิจ และขายสินทรัพย์เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เพื่อคืนเงินลงทุนพร้อมผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุน แต่โครงสร้างดังกล่าวอาจกลายเป็นข้อจำกัดเมื่อกองทุนใกล้ครบกำหนด ขณะที่กิจการที่ถือครองยังมีศักยภาพเติบโต

ผู้จัดการกองทุนอาจต้องเลือกระหว่างการขายในช่วงที่ตลาดไม่เอื้ออำนวย กับการหาวิธีขยายเวลาถือครองสินทรัพย์ออกไป Forever Funds จึงเข้ามาตอบโจทย์นี้ ด้วยการเปิดทางให้ผู้จัดการกองทุนสามารถถือครองกิจการที่มีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องขายเพียงเพราะกองทุนใกล้หมดอายุ

ก่อนที่ Forever Funds จะได้รับความสนใจ บริษัท Private Equity ใช้กองทุน Continuation Funds เป็นเครื่องมือยืดระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์อยู่แล้ว โดยผู้จัดการกองทุนสามารถโอนกิจการจากกองทุนเดิมไปยังกองทุนใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ถือครองสินทรัพย์ต่อไปได้

นักลงทุนเดิมอาจเลือกขายสิทธิการลงทุนเพื่อรับเงินคืน หรือเลือกลงทุนต่อในกองทุนใหม่ ขณะที่นักลงทุนรายใหม่สามารถเข้ามาร่วมลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวได้ วิธีนี้ช่วยให้ผู้จัดการกองทุนไม่จำเป็นต้องขายกิจการในช่วงที่ราคาตลาดไม่เหมาะสม

ปัจจุบัน ผู้จัดการกองทุนบางรายเริ่มโอนสินทรัพย์จาก Continuation Fund หนึ่งไปยังกองทุนต่อเนื่องอีกกองทุนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “CV-squared” เพื่อยืดระยะเวลาการลงทุนออกไปอีก

Forever Funds อาจเป็นก้าวต่อไปของแนวทางดังกล่าว โดย Continuation Funds ทั่วไปมักมีอายุประมาณ 5 ปี และสามารถขยายเวลาได้อีกปีละหนึ่งครั้ง สูงสุด 2 ครั้ง ขณะที่กองทุนรูปแบบใหม่อาจเปิดโอกาสให้ถือครองสินทรัพย์ได้นานถึง 10–15 ปี

แม้ Forever Funds จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสินทรัพย์ แต่ยังมีประเด็นที่ต้องหาข้อสรุป โดยเฉพาะการแบ่งผลกำไรระหว่างผู้จัดการกองทุนกับนักลงทุน และช่องทางที่นักลงทุนจะสามารถถอนเงินหรือขายสิทธิการลงทุนได้

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ Carried Interest หรือส่วนแบ่งกำไรที่ผู้จัดการกองทุนได้รับจากผลการลงทุน หากสามารถถือครองสินทรัพย์ได้นานขึ้น รูปแบบการคำนวณและการจ่ายส่วนแบ่งกำไรก็อาจต้องได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน นักลงทุนอาจคาดหวังผลตอบแทนและโอกาสเติบโตที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยการลงทุนระยะยาว รวมถึงต้องการทางเลือกในการเปลี่ยนเงินลงทุนกลับเป็นเงินสดโดยไม่ต้องรอให้กองทุนขายสินทรัพย์ทั้งหมด

แนวทางที่กำลังพิจารณามีตั้งแต่การจ่ายเงินคืนจากกระแสเงินสดของสินทรัพย์ การใช้เงินจากนักลงทุนรายใหม่เข้ามาซื้อสิทธิการลงทุนของผู้ลงทุนเดิม ไปจนถึงการเปิดให้ผู้ลงทุนเสนอขายหน่วยลงทุนคืน

อีกทางเลือกคือ “Staples” ซึ่งนักลงทุนเดิมสามารถถอนเงินจากการลงทุนหนึ่งได้ โดยแลกกับการให้คำมั่นว่าจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนใหม่ของผู้จัดการกองทุนรายเดิม อย่างไรก็ตาม รูปแบบที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างกองทุนและความต้องการของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม

รายงานของ Evercore ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ Continuation Funds คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของธุรกรรมซื้อขายสินทรัพย์กองทุนมือสอง (Secondary Transactions) ซึ่งมีมูลค่ารวม 121,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องมือประเภทนี้มีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรม Private Equity

การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้จัดการกองทุนต้องปรับตัวรับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นซื้อกิจการ พัฒนาธุรกิจ และขายภายในระยะเวลาจำกัด ไปสู่การบริหารสินทรัพย์ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรอจังหวะสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การถือครองสินทรัพย์เป็นเวลานานขึ้นไม่ได้รับประกันว่าจะสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าเสมอไป เพราะยังมีความเสี่ยงจากผลประกอบการของกิจการ การเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาด และความยากลำบากในการจัดหาเงินสดคืนให้นักลงทุน

ภาพ: zimmytws / Shutterstock

อ้างอิง:

ABOUT THE AUTHOR

THE STANDARD WEALTH

สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD