นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมด้วย ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ แถลงข่าวร่วมภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม Thailand–Singapore Leaders’ Retreat ครั้งที่ 5 ในวันนี้ (2 กันยายน) ซึ่งเป็นการประชุม Leaders’ Retreat ครั้งแรกระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศในรอบ 11 ปี
ก่อนการแถลงข่าว ทั้งสองผู้นำยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาสังคมระหว่างสองประเทศ พร้อมยินดีต่อการมี ‘แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวระหว่างไทยและสิงคโปร์ (Joint Statement on the Thailand-Singapore Forward-Looking Strategic Partnership)’ ซึ่งจะเป็นแนวทางกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในอนาคต
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดทำความตกลงเพิ่มเติมอีก 4 ฉบับ ครอบคลุมด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางอาหาร และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวในการแถลง ว่าการประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก และเป็นการประชุมที่มีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสิงคโปร์และไทยจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนต่อเนื่องกันในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ พร้อมทั้งยืนยันหน้าที่สำคัญของทั้งสองประเทศในการร่วมกันนำพาอาเซียนฝ่าฟันความท้าทายระดับโลกและทำให้อาเซียนแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึง 4 ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือระหว่างการประชุม ได้แก่
1.ความร่วมมือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน การหยุดชะงักของอุปทานอาหารและพลังงานทั่วโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยและสิงคโปร์ต้องเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ต้องเปิดกว้างและเชื่อมต่อกัน ซึ่งทั้งสองประเทศตกลงที่จะกระชับความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและลดการแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจก โดยอาศัยโครงการบูรณาการพลังงานลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เป็นก้าวสำคัญสู่โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน
นอกจากนี้ยังได้พัฒนาความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต ไฮโดรเจน การเงินสีเขียว เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการดักจับคาร์บอน การใช้ประโยชน์ และการจัดเก็บคาร์บอน
ขณะที่ด้านความมั่นคงทางอาหาร อนุทินได้ให้คำมั่นกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ว่า ไทยจะเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือของสิงคโปร์ และจะต่อยอดจากข้อตกลงการค้าข้าวเพื่อจัดหาข้าวไทย 100,000 ตันให้แก่สิงคโปร์ในระยะเวลา 5 ปี และขยายความร่วมมือไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ
2.เรื่องเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและบูรณาการ โดยทั้งสองผู้นำตกลงที่จะกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนทวิภาคี และไทยยินดีต้อนรับการลงทุนจากสิงคโปร์มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านเซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว และด้านโลจิสติกส์ พร้อมทั้งจะทำงานร่วมกันในการพัฒนาแรงงานเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านแรงงานทักษะสูง และส่งเสริมการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย
“เราจะผลักดันวาระการค้าที่เปิดกว้างและยึดหลักกฎเกณฑ์ รวมถึงผ่านกรอบความร่วมมือเพื่ออนาคตของการลงทุนและการค้า (Future of Investment and Trade Partnership) ซึ่งประเทศไทยเพิ่งเข้าร่วมเมื่อเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ จะกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงทางการเงิน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งในระดับทวิภาคีและภายในอาเซียน
3.เสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันและความมั่นคง โดยเห็นพ้องที่จะต่อยอดความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่งของทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ตลอดจนร่วมมือต่อต้านขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยการรวบรวมหน่วยงาน ธนาคาร และบริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน
4.การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในประเด็นระดับภูมิภาค โดยประเทศไทยสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปีหน้าอย่างเต็มที่ และจะประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องระหว่างการเป็นประธานของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ ทั้งสองยังได้หารือในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ โดยเห็นพ้องถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ที่มั่นคงและสร้างสรรค์ระหว่างมหาอำนาจ และความจำเป็นที่อาเซียนจะต้องส่งเสริมความเป็นภูมิภาคที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความยืดหยุ่น และความสำคัญ
ส่วนประเด็นเมียนมา ผู้นำไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องว่า อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเมียนมาที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง โดยนายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เกี่ยวกับแนวทางของไทยในการสนับสนุนการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Calibrated Re-Engagement) เพื่อสนับสนุนความพยายามของอาเซียน โดยประเทศไทยจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับสิงคโปร์และเมียนมาเพื่อให้เกิดการพัฒนาในเชิงบวกต่อไป
ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา อนุทินกล่าวว่า เขาได้ยืนยันกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่
ด้านนายกรัฐมนตรีหว่องแสดงความยินดีต่อการฟื้นฟูเวทีประชุมที่สำคัญนี้ขึ้นอีกครั้ง เพื่อประเมินความสัมพันธ์ของไทยและสิงคโปร์ และหารือประเด็นที่สนใจและวางแผนอนาคตร่วมกัน
เขากล่าวว่า การหารือในวันนี้ครอบคลุมถึงพัฒนาการทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ โดยสิงคโปร์และไทยเป็นพันธมิตรที่มีแนวคิดเดียวกันและมีความสนใจร่วมกันในการสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียว
ทั้งนี้ กรณีที่สิงคโปร์จะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2027 ตามด้วยไทยในปี 2028 ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษที่จะได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องนั้น ทั้งสองผู้นำเห็นพ้องต้องกันว่าทีมงานของสองประเทศควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนากรอบวาระหลายปีที่จะสร้างความต่อเนื่องและแรงผลักดันจากช่วงการเป็นประธานอาเซียนหนึ่งไปสู่อีกช่วงหนึ่ง โดยมั่นใจความร่วมมือเช่นนี้จะช่วยให้สามารถรักษาแรงผลักดันของโครงการริเริ่มที่สำคัญและสร้างความก้าวหน้ามากขึ้นในประเด็นที่สำคัญต่อภูมิภาคอาเซียน
ขณะที่หว่อง กล่าวสรุปว่า การประชุมในวันนี้ได้ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือระหว่างสิงคโปร์และไทย และมั่นใจว่าทั้งสองประเทศจะสามารถดำเนินการตามวาระที่หารือและนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ
“ความสัมพันธ์ของเรากว้างขวางและมีสาระสำคัญ ตั้งอยู่บนความไว้วางใจและเต็มไปด้วยศักยภาพ เราได้กำหนดวาระที่ทะเยอทะยานร่วมกัน และผมมั่นใจว่าเราสามารถดำเนินการตามวาระนี้และนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของเรา ดังนั้น ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง สำหรับมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความร่วมมือ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับท่านสู่สิงคโปร์ในการประชุมผู้นำครั้งต่อไป”










ABOUT THE PHOTOGRAPHER
ฐานิส สุดโต
บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD