ตลาดการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นของคนไทยกำลังเปลี่ยนโฉมหน้า จากเดิมที่กลุ่มเป้าหมายหลักคือคนหนุ่มสาววัย 18-30 ปีที่มุ่งเรียนภาษาเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย มาวันนี้กลับพบสัญญาณใหม่คือกลุ่มผู้เรียนวัย 40 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนที่มองหาโอกาสในการทำงาน
ทากุโอะ ฮาเซกาวะ (Mr.Takuo Hasegawa) ประธานจัดงาน “นิปปอนฮาคุ แบงคอก 2026” (NIPPON HAKU BANGKOK 2026) และ กรรมการผู้จัดการ สถาบันเจเอ็ดดูเคชั่น (J EDUCATION) เปิดเผยว่า การเตรียมงานบางกอกนิปปอนฮะคุในครั้งนี้ใช้เวลากว่า 1 ปีเต็ม แม้ตัวงานจะมีขนาดใหญ่มาก แต่บริษัทผู้จัดงานกลับเป็นองค์กรขนาดเล็ก ทำให้ทีมงานจำนวนไม่มากต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ในทุกขั้นตอน จึงจะสามารถผลักดันให้งานระดับนี้เกิดขึ้นได้จริง
ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ตนยอมรับว่ามีทั้งช่วงเวลาที่สนุกสนานระหว่างเตรียมงาน และช่วงเวลาที่ทีมงานมีความเห็นไม่ตรงกันจนถึงขั้นทะเลาะกันบ้าง แต่ทุกคนก็ประคับประคองกันจนผ่านพ้นมาได้ตลอดทั้งปี ซึ่งเขามองว่าเป็นภาพสะท้อนของการเติบโตไปด้วยกันระหว่างไทยและญี่ปุ่น อันเป็นสิ่งที่ทีมงานยึดมั่นมาโดยตลอด
สำหรับธีมงานปีนี้ที่ใช้คำว่า “มากกว่านี้” (Motto Motto) ว่ามาจากความรู้สึกของคนไทยที่เชื่อว่าญี่ปุ่นยังมีเสน่ห์ใหม่ ๆ และเรื่องราวน่าสนใจซ่อนอยู่อีกมาก เป็นความรู้สึกอยากรู้ อยากค้นหา และอยากสัมผัสด้วยความตื่นเต้น เมื่อผนวกกับความคาดหวังของคนไทยที่มีต่อญี่ปุ่นอยู่แล้ว ผู้จัดงานและผู้ร่วมออกบูธทุกรายจึงตั้งใจส่งมอบความรู้สึกมากกว่านี้ให้กับผู้ร่วมงานตลอด 3 วัน

โดย กัญวรา เล่าทรัพย์ เจ้าหน้าที่ทีมแนะแนวศึกษาต่อญี่ปุ่นจากเจเอ็ดดูเคชั่น สถาบันที่ดำเนินธุรกิจแนะแนวมาตั้งแต่ปี 2542 และส่งนักเรียนไทยไปญี่ปุ่นแล้วกว่า 7,000 คน ให้ข้อมูลกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วัตถุประสงค์หลักของผู้เรียนได้เปลี่ยนไปจากเดิมที่เรียนภาษาเพื่อต่อยอดเข้ามหาวิทยาลัยเป็นหลัก มาสู่การเรียนเพื่อหางานทำเป็นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
หลักสูตรที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็นหลักสูตรภาษาและระดับปริญญาตรี ขณะที่ระดับปริญญาโทกลับเป็นการตัดสินใจที่ยากขึ้นสำหรับผู้เรียน เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่ต้องต่อยอดจากสาขาที่เรียนมาในระดับปริญญาตรี ประกอบกับค่าครองชีพที่สูง อย่างไรก็ตาม สาขาบริหารธุรกิจ (MBA) และวิศวกรรมศาสตร์ยังคงได้รับความนิยมในระดับปริญญาโท ส่วนระดับปริญญาเอกมีผู้สนใจน้อยมากเนื่องจากเนื้อหาที่ค่อนข้างยาก
สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนเพื่อทำงานในญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่สถาบันจะกำหนดพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นขั้นต่ำที่ระดับ N2 ขึ้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ต่างจากผู้ที่เรียนเพื่อเป็นภาษาที่สามหรือนำกลับมาใช้ทำงานในไทยที่ไม่จำเป็นต้องเข้มงวดในระดับนี้
ด้านจำนวนผู้เรียนหลักสูตรระยะยาวต่อปีอยู่ที่ประมาณ 70-100 คน ลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึงระดับ 150 คนขึ้นไป สาเหตุหลักมาจากค่าครองชีพและค่าที่พักในญี่ปุ่นที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนที่อ่อนค่าจะช่วยพยุงต้นทุนไว้ได้บ้างก็ตาม
โดยค่าใช้จ่ายสำหรับหลักสูตรระยะเวลา 1 ปี รวมค่าเล่าเรียน ที่พัก ค่ากินอยู่ ตั๋วเครื่องบิน และวีซ่า อยู่ที่ประมาณ 500,000-700,000 บาท และหากเป็นเมืองใหญ่อย่างโตเกียว ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 700,000-1,000,000 บาท

มุมมองจากภาคเอกชนและภาครัฐญี่ปุ่น
กลินท์ สารสิน นายกสมาคมไทย-ญี่ปุ่น กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศว่ายังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่มีผู้สนับสนุนงานจากหลากหลายบริษัทเข้าร่วมจำนวนมาก และมองว่าภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศยังมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือได้อีกมากในหลายด้าน
ทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาหารและการเกษตร เครื่องมือแพทย์ ธุรกิจเพื่อสุขภาพ ปัญญาประดิษฐ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และแนวทาง ESG ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันในปีหน้าที่ไทยและญี่ปุ่นจะฉลองครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต
ขณะที่ ฯพณฯ โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ระบุว่าปีหน้าซึ่งเป็นวาระครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น จะมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นตลอดทั้งปี
“งานมหกรรมนี้ขึ้นเป็นครั้งที่ 11 ในประเทศไทย และเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยปีนี้มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 150,000 คน พร้อมด้วยบูธจัดแสดงมากกว่า 400 บูธ ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์”
กลินท์มองว่า งานเช่นนี้จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการถ่ายทอดซอฟต์พาวเวอร์ของญี่ปุ่น พร้อมช่วยผลักดันความร่วมมือทางอุตสาหกรรมระหว่างสองประเทศให้เติบโตไปพร้อมกันในระยะยาว

NIPPON HAKU BANGKOK 2026
สำหรับ NIPPON HAKU BANGKOK 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้ธีม มากกว่านี้ (Motto Motto) มีหนึ่งในไฮไลต์ของงานคือโซน JAPAN EDUCATION & JOB FAIR 2026 ซึ่งรวบรวมสถาบันการศึกษาจากญี่ปุ่นกว่า 40 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่โรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนมัธยม โครงการแลกเปลี่ยน วิทยาลัยอาชีวศึกษา ไปจนถึงมหาวิทยาลัย พร้อมข้อมูลทุนการศึกษาทั้งจากภาครัฐบาลญี่ปุ่น องค์กรเอกชน และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ
ขณะที่ฝั่ง JAPAN JOB FAIR เปิดพื้นที่ให้ผู้หางานพบกับบริษัทญี่ปุ่นจากหลากหลายอุตสาหกรรมโดยตรง มีทั้งตำแหน่งที่ต้องใช้และไม่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่น รองรับทั้งนักศึกษาจบใหม่และผู้มีประสบการณ์ทำงาน

บิสิเนสโซน เวทีใหม่เชื่อมผู้ประกอบการไทย-ญี่ปุ่น
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือการเปิดตัว “BUSINESS ZONE” เป็นครั้งแรกในงาน NIPPON HAKU BANGKOK 2026 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัท เมดิเอเตอร์ จำกัด (MEDIATOR) และ Jeducation เพื่อสร้างพื้นที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับองค์กรชั้นนำจากญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด Economic Co-Creation ครอบคลุมประเด็นการปรับตัวของ SMEs การสร้างความยั่งยืนตามแนวทาง ESG และแนวโน้มธุรกิจแห่งอนาคต
มีเวทีเสวนา Business Talk Stage รวม 20 เซสชันตลอด 3 วันของงาน ครอบคลุมหัวข้อตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ ภาวะผู้นำในองค์กรญี่ปุ่น ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ผ่านวัฒนธรรมอาหาร อาทิ หัวข้อ “Next Drive: ออกเดินทางสู่บทใหม่ของยานยนต์ไทย” โดยผู้บริหารจาก Nissan ร่วมกับผู้ดำเนินรายการจากสำนักข่าว NIKKEI
หัวข้อ “Thai CEO Power: เมื่อคนไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำทัพขององค์กรญี่ปุ่น” โดยผู้บริหารจากไทยโอบายาชิ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ และ Hakuhodo International Thailand รวมถึงหัวข้อ “With the Love of Japanese Food: ทำไมอาหารญี่ปุ่นถึงครองใจคนไทย?” โดยผู้บริหารจาก YUZU GROUP, Kensaku และ Shindo Ramen
นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับ Krungsri, Japan Airlines (JAL), TOYOTA, KATE, TORAY และ NISSAN ที่ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์จากญี่ปุ่นภายในงาน ตลอดจนกองทัพศิลปินและคอนเทนต์ญี่ปุ่นที่บินลัดฟ้ามาให้แฟน ๆ ได้สัมผัสตลอดทั้ง 3 วัน อย่างดนตรี J-POP ไอดอล ซีรีส์ และวัฒนธรรมร่วมสมัย



