“กุลวลี” เร่งแก้ปัญหา One Map พิสูจน์แนวเขตทับซ้อน เร่งคืนความเป็นธรรมชาวบ้านถูกดำเนินคดี

Published on 5 ก.ย. 2026

“กุลวลี” ประธาน กมธ.ที่ดิน เร่งแก้ปัญหา One Map ยึดหลักฐานปี 2495 - แผนที่ทหาร L708 ชี้ขาด พิสูจน์แนวเขตทับซ้อน เร่งคืนความเป็นธรรมชาวบ้านถูกดำเนินคดี 

วันที่ 5 กันยายน 2569 นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร นำคณะ กมธ.ประชุมร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) มาตราส่วน 1:4000 โดยระบุว่า โครงการ One Map ซึ่งเดิมคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี ปัจจุบันดำเนินการมากว่า 11 ปี ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถยุติปัญหาได้ โดยเฉพาะพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ที่มีปัญหาความไม่สอดคล้องกันของแนวเขตตามประกาศปี 2524 และปี 2543 รวมถึงปัญหาเขตการปกครองระหว่างจังหวัดปราจีนบุรีและนครราชสีมา ทำให้การตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานเป็นไปได้ยาก

ทางคณะกรรมาธิการฯ เสนอให้ 3 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เร่งตกลงแนวเขตที่ทับซ้อนระหว่างกันให้ได้ข้อยุติเป็นลำดับแรก เพื่อสร้างน้ำหนักในการเจรจากับหน่วยงานต่างกระทรวงในลำดับต่อไป พร้อมเสนอให้ทุกหน่วยงานใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลแผนที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังปี 2495 และแผนที่ทหารชุด L708 นำมาซ้อนทับเพื่อพิสูจน์ลำดับเวลาก่อน-หลังของการตั้งถิ่นฐานและการทำกินของประชาชนก่อนการประกาศเขตป่า โดยกรมอุทยานฯ รับไปดำเนินการพิสูจน์สิทธิราษฎรในพื้นที่ทับลาน 5,200 ราย ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

“หลักฐานพวกนี้ไม่เข้าข้างใคร ภาพถ่ายปี 2495 ไม่รู้จักการเมือง ไม่รู้จักนายทุน มันบอกแค่ว่าวันนั้นตรงนั้นมีอะไรอยู่ ถ้าทุกกรมยอมใช้ข้อมูลชุดเดียวกันเป็นตัวตัดสิน เรื่องที่เถียงกันมา 10 กว่าปีก็จบได้ ชาวบ้านที่อยู่มาก่อนจริงจะได้รับความเป็นธรรม และคนที่เข้ามาทีหลังก็จะแยกออกได้ชัดเจน” นางสาวกุลวลี กล่าว

ส่วนการคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนนั้น ประธานคณะกรรมาธิการฯ ย้ำว่า ขอให้หน่วยงานเร่งจัดทำผลการพิสูจน์หลักฐานทางแผนที่ให้แล้วเสร็จ และนำไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบใช้เป็นพยานหลักฐานได้ทันเวลา แต่ต้องไม่เป็นการก้าวล่วงคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาล อย่างไรก็ตาม การสำรวจตามมติคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ยังทำได้เฉพาะพื้นที่กลุ่มที่ 4 ส่วนพื้นที่กลุ่มอื่นยังเข้าสำรวจไม่ได้เนื่องจากประชาชนบางส่วนยังไม่ยินยอม จึงขอให้หน่วยงานเร่งสร้างความเข้าใจควบคู่ไปกับการดำเนินการ

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ เตรียมประสานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมพัฒนาที่ดิน แก้ไขปัญหา “เขตป่าไม้ถาวร” ที่อาจทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินของประชาชน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินสำรวจออกเอกสารสิทธิ โดยจะเดินหน้า 3 แนวทางคือ 1.เร่งรัดการตกลงแนวเขต 2.เร่งคืนความเป็นธรรมให้ชาวบ้านที่พิสูจน์ได้ว่าอยู่มาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกดำเนินคดี และ 3.วางกลไกป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนสวมสิทธิไปควบคู่กับการรักษาผืนป่าและรักษาสถานะมรดกโลก โดยจะจัดทำข้อสังเกตเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะรัฐมนตรีต่อไป