PLAYER Profile: จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักชกที่ไม่เคยยอมแพ้กับทุกอุปสรรค การต่อสู้เพื่อความฝันเหรียญทองเอเชียนเกมส์

Published on 14 ก.ย. 2026

เชื่อว่าแฟนกีฬามวยสากลคงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘บี-จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง’ นักชกหญิงผู้กวาดความสำเร็จจากเวทีระดับนานาชาติมาฝากแฟนกีฬาชาวไทย ทั้งเหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 เหรียญเงินเอเชียนเกมส์ 2023 และเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

  • ยกที่ 1: วันที่ชีวิตโดนหมัดชุดรัวใส่
  • ยกที่ 2: เปลี่ยนวิกฤตเป็นพลัง สู่สไตล์ไฟเตอร์
  • ยกที่ 3: บททดสอบที่ยากที่สุดคือร่างกายและจิตใจ
  • คู่แข่งสำคัญ
  • มวยสากล แข่งที่ไหน ชิงกี่เหรียญทอง

ทว่า ก่อนที่แสงสปอตไลต์จะสาดส่องมาถึงตัวเธอ จันทร์แจ่มต้องผ่านบททดสอบชีวิตมาอย่างหนัก ทั้งสภาพจิตใจที่อ่อนล้า ร่างกายที่เต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บ และช่วงเวลาที่ชื่อของเธอแทบไม่เคยถูกพูดถึง ราวกับนักชกที่ถูกคู่ชกไล่ต้อนเข้ามุมตั้งแต่ระฆังยกแรกดังขึ้น แต่แทนที่จะยอมแพ้ เธอยังคงยกการ์ดตั้งรับ รอจังหวะสวนกลับในช่วงปลายยก

THE STANDARD SPORT มีโอกาสกลับมาพูดคุยกับเธออีกครั้ง หลังจากเคยรู้จักกันผ่าน PLAYER PROFILE ครั้งนี้ จันทร์แจ่มกำลังเดินทางมาถึงช่วงเวลาที่เธอต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อเสียงระฆังยกสุดท้ายดังขึ้น และการต่อสู้ตลอดทั้งยกสิ้นสุดลง เธอจะเป็นผู้ชนะบนสังเวียนชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริง

ยกที่ 1: วันที่ชีวิตโดนหมัดชุดรัวใส่

หากย้อนเวลากลับไปใน “ยกที่ 1” ของชีวิตนักมวย ยุคที่เธอยังเป็นเพียงนักชกไร้รุ่น ติดทีมชาติไทยรุ่นน้ำหนักเป็นของตัวเอง แล้วต้องมาเจอวิกฤตโควิด-19 ซ้ำเติม เส้นทางในตอนนั้นแทบไม่เห็นวี่แววของคำว่าแชมป์แม้แต่น้อย

“ถ้าให้หนูเปรียบเทียบ ยกแรกหนูเหมือนโดนหมัดชุดรัวใส่ ทำได้แค่ยกการ์ดป้องกันเท่านั้น ตอบโต้ไม่ได้เลย เพราะหนูไม่ได้เป็นตัวจริง ในความรู้สึกคือเราแพ้ไปแล้ว ต่อให้ซ้อมดีแค่ไหนเขาก็ไม่เลือก มันเคว้งจนอยากไปเรียนหนังสือ ไม่อยากซ้อมมวยแล้ว และคิดจะเลิกเล่นด้วยซ้ำ”

แต่คำพูดที่ยื้อชีวิตให้บีไม่ยอมโดนน็อกคาสังเวียน คือการบอกตัวเองว่า ไม่อยากเป็นภาระของพ่อแม่ การได้อยู่ซ้อมต่อเพื่อรับเบี้ยเลี้ยงและได้ทุนเรียนฟรี คือเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอยกการ์ดสูงขึ้น ยอมยืนบล็อกหมัดจากคู่ชกที่เรียกว่าชีวิต รอคอยจังหวะสวนหมัดออกไปบ้าง

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้น เมื่อการแข่งขันโอลิมปิก 2024 ประกาศบรรจุรุ่น 66 กิโลกรัมเข้าเป็นหนึ่งในรุ่นการแข่งขัน และกลายเป็นความบังเอิญที่เข้ากับโครงสร้างร่างกายของเธอได้อย่างพอดี จากคนที่ยืนรับหมัดมาตลอดชีวิต สไตล์การชกของบีจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป ก่อนกลายเป็น “นักมวยสายไฟเตอร์” อย่างเต็มตัว

ยกที่ 2: เปลี่ยนวิกฤตเป็นพลัง สู่สไตล์ไฟเตอร์

“ยกสองคือหนูเดินบวกเลย หนูไม่ใช่คนชกมีชั้นเชิง แต่เป็นสายพละกำลัง ต่อยหนัก พอเปรียบเป็นมวยคือเดินใส่เลย ขนาดโค้ชบอกว่าชนะแล้วนะ พอเริ่มยกใหม่หนูก็เดินใส่ต่อ เพราะรู้สึกว่ายังไม่พอ”

เมื่อชีวิตเดินเข้ามาชก บีก็เลือกที่จะชกกลับ จากการตั้งรับเปลี่ยนเป็นเดินหน้าแลกหมัด จากนักมวยที่เคยทำได้เพียงยืนบล็อก กลายเป็นนักสู้ที่พร้อมเดินเข้าใส่คู่แข่งทุกครั้งที่ระฆังดัง

และการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองบนสังเวียน เมื่อเธอเดินหน้าคว้าเหรียญจากเวทีชิงแชมป์โลก ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ ไปจนถึงโอลิมปิก

เมื่อมองย้อนกลับไปถึงวันที่เคยคิดจะเลิกชกมวย จันทร์แจ่มจึงพูดกับตัวเองเสมอว่า

“ขอบคุณตัวเองที่กล้าแลก ยอมยืนบล็อกให้เขาต่อยถึงจะเจ็บ แต่ชีวิตตอนนี้มันเลิศมาก”

ยกที่ 3: บททดสอบที่ยากที่สุดคือร่างกายและจิตใจ

วันนี้สังเวียนชีวิตของบีก้าวเข้าสู่ยกที่ 3 อย่างเป็นทางการ เวลาบนนาฬิกากำลังหมุนไปสู่ช่วงกลางยก เป้าหมายคือการมุ่งหน้าคว้าเหรียญทองหลังจากที่เคยเข้าใกล้มาแล้วทั้งเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก ทว่าบริบทบนเวทีกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ความท้าทายในยกนี้ไม่ใช่คู่ชกจากต่างชาติ แต่เป็น “หมัดแย็บจุกจิก” จากอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ ซึ่งคอยรบกวนสภาพร่างกายของเธอมาอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์เต็มร้อยได้

“มันมีอาการเจ็บจุกจิกน่ารำคาญ เวลาจะใส่สุดพลังมันจะมีนิดหนึ่งขึ้นมาทำให้ต้องกั๊กไว้ วู่วามไม่ได้”

จันทร์แจ่มยอมรับว่า ความเจ็บปวดทางร่างกายส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจโดยตรง จนถึงขั้นต้องเข้ารับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา เพราะบางครั้งความไม่มั่นใจเริ่มเข้ามารบกวนความคิด และทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองอาจกลายเป็นตัวถ่วงของทีม

แต่เมื่อได้พูดคุยและย้อนกลับไปมองทุกสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอด ทั้งการฝึกซ้อม การทำกายภาพ และเวทเทรนนิ่ง เธอก็ได้เห็นชัดเจนว่า ตัวเองยังคงพยายามอยู่เสมอ และนั่นคือเหตุผลที่เธอควรเดินหน้าต่อ

เมื่อถามว่า ระหว่างความกดดันจากการไล่ล่า “เหรียญทอง” ในเอเชียนเกมส์และโอลิมปิกที่ยังไม่เคยได้ กับอาการบาดเจ็บที่กำลังเผชิญอยู่ สิ่งไหนน่ากลัวกว่ากัน จันทร์แจ่มตอบอย่างชัดเจนว่า

“สภาพร่างกายกดดันกว่า ถ้าฟิต 100% หนูไม่กังวลเลย คู่ต่อสู้ที่แท้จริงในชีวิตตอนนี้คือใจตัวเอง บางทีสมองมันตีกัน ซ้อมมาเต็มร้อย แต่ถ้าร่างกายไปไม่ทันใจ มันจะรู้สึกน้อยใจร่างกายตัวเอง เราต้องชนะร่างกายและข้ามผ่านจุดด้อยนี้ไปให้ได้”

ผ่านความบอบช้ำจนมาถึงยกสุดท้าย ที่ช่วงปลายคือคำตัดสินผู้ชนะ เส้นทางบนสังเวียนของบีอยู่ในช่วงที่ต้องใช้สติและสมาธิมากกว่ากำลัง เพราะเปลี่ยนจากไฟเตอร์เป็นบ็อกเซอร์เพื่อผลลัพธ์ปลายทาง

“ในยกนี้หนูจะไม่แลกแล้ว เพราะยก 1-2 หนูแลกไปเยอะมาก เหมือนโดนต่อยจนร่างกายมันยากจะกลับมา 100% แล้ว มวยสมัยนี้จะใช้กำลังอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเอาความเร็วและจังหวะที่ชัดเจนมาใช้แทน”

เธอบอกอีกว่า แม้เป้าหมายในเอเชียนเกมส์ที่กำลังจะมาถึงจะเป็นเหรียญทองที่ยังขาดหายไปจากเส้นทางอาชีพ แต่เธอเลือกที่จะไม่มองไปไกลเกินกว่าตรงหน้า หากแต่โฟกัสทีละแมตช์ แก้เกมไปทีละไฟต์ เพื่อไม่ให้ความคาดหวังกลายเป็นแรงกดดันที่เข้ามารบกวนสมาธิของตัวเอง

“บทสรุปของมวยสากลกับชีวิตจริงอาจไม่ต่างกัน บนเวทีเวลาหลุดสติ หนูจะมองไปที่โค้ช แต่ในชีวิตจริงเวลาที่สับสนกับชีวิต หนูจะมองไปที่ครอบครัว คอยเตือนสติให้อดทนและสู้ต่อ”

“ในยกสุดท้าย หนูอยากลงมาจากเวทีในฐานะผู้ชนะ ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ภูมิใจในทุกอย่างที่ฝ่าฟันมา อยากให้คนไทยได้ยิ้มและภูมิใจในตัวเรา แม้หนูจะเริ่มมาจากศูนย์ ไม่มีใครเห็นเลยในตอนแรก แต่ถ้าวันหนึ่งได้เหรียญทอง มันจะเป็นความภูมิใจที่ยอดเยี่ยมมาก และขอให้คนจำว่าเราทำเต็มที่แล้ว ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะเรามาไกลมากแล้ว”

จากนักมวยที่ต้องต่อสู้ทั้งกับร่างกายและจิตใจ รวมถึงอาการบาดเจ็บที่คอยกวนใจมาตลอดเส้นทาง จันทร์แจ่มเลือกกัดฟันอดทน รอคอยวันที่จังหวะชีวิตลงตัว ก่อนเปลี่ยนโอกาสนั้นให้กลายเป็นบทพิสูจน์ ด้วยการคว้าเหรียญรางวัลจากเวทีใหญ่กลับมาฝากคนไทยมากมาย

และเมื่อระฆังหมดยกที่ 3 ดังขึ้น ไม่ว่าผลคะแนนบนสังเวียนจะออกมาเป็นอย่างไร จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง ได้พิสูจน์ตัวเองไปแล้วว่า จากนักชกที่เคยไม่มีใครมองเห็น เธอสามารถเดินทางมาไกลจนยืนอยู่ใต้แสงสปอตไลต์ได้อย่างสง่างาม

เพราะชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจไม่ใช่การชนะคู่ชกบนสังเวียน แต่คือการไม่ยอมแพ้ให้กับชีวิตของตัวเอง

คู่แข่งสำคัญ

เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ไม่ใช่งานง่ายของ “บี-จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง” เพราะมวยสากลหญิง รุ่น 65 กก. เต็มไปด้วยคู่แข่งฝีมือฉกาจ โดยเฉพาะ Aida Abikeyeva นักชกวัย 28 ปีจากคาซัคสถาน เจ้าของแชมป์โลก 2025 และแชมป์เอเชีย 2024 รวมถึง Nien-Chin Chen จากไชนีส ไทเป เจ้าของแชมป์เอเชียคนล่าสุด และดีกรีอันดับ 3 ศึกชิงแชมป์โลก 2025

ทั้งสองคนคือคู่แข่งที่ จันทร์แจ่ม ยอมรับว่าน่ากลัวที่สุด เพราะต่างเป็นนักชกที่แข็งแกร่งและมีความเร็ว แม้เธอจะยังไม่เคยขึ้นชกกับทั้งคู่มาก่อน แต่ก็เฝ้าติดตามฟอร์มของทั้งสองคนมาโดยตลอด

นอกจากนี้ยังมี Navbakhor Khamidova นักชกจากอุซเบกิสถาน เจ้าของรองแชมป์โลก 2025 และ Hyo Sun Hwang รองแชมป์เอเชีย 2026 จากเกาหลีเหนือ ซึ่งล้วนเป็นคู่แข่งที่ จันทร์แจ่ม จะมองข้ามไม่ได้เช่นกัน

มวยสากล แข่งที่ไหน ชิงกี่เหรียญทอง

มวยสากล ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ชิง 11 เหรียญทอง แบ่งเป็นชาย 6 รุ่น หญิง 5 รุ่น แข่งขันระหว่างวันที่ 21 กันยายน – 2 ตุลาคม ที่ นิชิโอะ ยิมเนเซียม เมืองนิชิโอะ จ. ไอจิ ประเทศญี่ปุ่น

สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันครบทั้ง 11 รุ่น ดังนี้

  • รุ่น 55 กก. ชาย กรังปรี โบขุนทด
  • รุ่น 60 กก. ชาย ศักดิ์ดา รวมธรรม
  • รุ่น 70 กก. ชาย บรรจง สินศิริ
  • รุ่น 80 กก. ชาย วีระพล จงจอหอ
  • รุ่น 90 กก. ชาย จักรพงศ์ ยมโคตร
  • รุ่นมากกว่า 90 กก. ชาย อรรถพงษ์ แสงเทพ
  • รุ่น 51 กก. หญิง จุฑามาศ รักสัตย์
  • รุ่น 54 กก. หญิง ณัฐนิชา จงโปร่งกลาง
  • รุ่น 60 กก. หญิง ปุณณ์รวี รื่นรส
  • รุ่น 65 กก. หญิง จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง เหรียญทองแดงโอลิมปิก 2024
  • รุ่น 75 กก. หญิง พรทิพย์ บัวป่า

สำหรับผลงานนักชกไทยในเอเชียนเกมส์ 2023 ทำไว้ 3 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง ส่วนครั้งนี้พวกเขาตั้งความหวังไว้อย่างน้อย 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน