ไทย-สิงคโปร์ ยกระดับ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า’ ฝ่าฟันความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจโลก

Published on 3 ก.ย. 2026

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ร่วมเป็นประธานในการประชุม Leaders’ Retreat ไทย-สิงคโปร์ ครั้งที่ 5 ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวานนี้ (2 กันยายน)

ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันประกาศขับเคลื่อน ‘ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า’ (Forward-Looking Strategic Partnership) มุ่งผสานจุดแข็งและเสริมความเข้มแข็งของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันทางเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อร่วมกันส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค พร้อมทั้งเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจาก ‘เสาหลักความร่วมมือ 4 ด้านหลัก’ ที่ทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องกันระหว่างการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2025 โดยมีข้อสรุปที่สำคัญดังนี้

เสาหลักที่ 1: ความเป็นหุ้นส่วนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน (Green and Sustainable Partnership)

ผู้นำทั้งสองตระหนักดีว่า ความผันผวนของตลาดพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นความท้าทายระดับโลก จึง ‘เห็นพ้อง’ ที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยเน้นการเข้าถึงแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค

ทั้งยังยินดีต่อความคืบหน้าของโครงการบูรณาการระบบไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ (LTMS-PIP) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญสู่การบรรลุโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานในภูมิภาค

โดยทั้งสองฝ่ายจะเร่งรัดการดำเนินงานภายใต้ความตกลงตามข้อ 6.2 ของความตกลงปารีสเมื่อปี 2025 ซึ่งถือเป็นความตกลงซื้อขายคาร์บอนเครดิตข้ามพรมแดนฉบับแรกระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกข้ามประเทศ (ITMOs)

อีกทั้งยังเห็นพ้องให้พิจารณาขยายความร่วมมือเพิ่มเติมในด้านการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเงินสีเขียว (Green Finance)

เสาหลักที่ 2: เศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็งและบูรณาการ (Resilient and Integrated Economy)

ท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาห่วงโซ่อุปทานที่เปิดกว้างและมั่นคง โดยยึดมั่นในสิทธิและเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบระหว่างประเทศอย่างไร้อุปสรรคตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล 1982 (UNCLOS)

ผู้นำทั้งสองยินดีที่ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกกรอบหุ้นส่วนเพื่ออนาคตของการลงทุนและการค้า (FITP) ตลอดจนการร่วมมือกันในกรอบ WTO และ APEC ทั้งยังเร่งดำเนินงานตามบันทึกความร่วมมือด้าน ‘การค้าข้าว’ ที่ลงนามเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 โดยไทยยืนยันความพร้อมที่จะเป็นหุ้นส่วนที่สิงคโปร์ไว้วางใจได้ด้านความมั่นคงทางอาหาร

ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งยกระดับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น พลังงานหมุนเวียน โลจิสติกส์ ความยั่งยืน และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยสิงคโปร์สนับสนุนความสนใจของไทยในการเข้าเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และยินดีต่อแนวโน้มการลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ กรุงมะนิลา ที่กำลังจะจัดขึ้นปลายปีนี้

ทั้งไทยและสิงคโปร์ยังมุ่งเน้นการร่วมมือที่เป็นรูปธรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเงินดิจิทัล รวมถึงยังยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาสังคม เพื่อยกระดับสวัสดิการของประชาชนทุกช่วงวัย

เสาหลักที่ 3: ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น (Stronger Defense and Security Cooperation)

ผู้นำทั้งสองฝ่ายชื่นชมความร่วมมือด้านกลาโหมที่ใกล้ชิดและยาวนาน ทั้งการฝึกร่วม การแลกเปลี่ยนข่าวสารความมั่นคงทางทะเลผ่านศูนย์ IFC และศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย CTIF ณ สิงคโปร์ พร้อมมุ่งขยายความร่วมมือในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และห่วงโซ่อุปทานความมั่นคง

อีกทั้งยังร่วมมือกัน เพื่อปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) โดยเน้นสืบสวนและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอาชญากรรมทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล ผ่านกลไกและเวทีความร่วมมืออาเซียน

เสาหลักที่ 4: การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในประเด็นระดับภูมิภาค (Closer Strategic Coordination on Regional Issues)

ประเทศไทยแสดงความสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่สิงคโปร์ในการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2027 (ซึ่งครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้งอาเซียน) และสอดรับกับการที่ไทยจะทำหน้าที่ประธานอาเซียนต่อในปี 2028 โดยผู้นำทั้งสองจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันแผนงานระยะยาวตามวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 (ASEAN Community Vision 2045) เพื่อสร้างอาเซียนที่เข้มแข็ง นวัตกรรม มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยึดมั่นในความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสถาปัตยกรรมระดับภูมิภาค

ผู้นำทั้งสองได้ร่วมหารือเกี่ยวกับประเด็นสถานการณ์ในเมียนมา ตลอดจนประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา และเห็นพ้องที่จะประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในอนาคต

ในช่วงท้ายของการประชุม นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้แสดงความขอบคุณสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่นของประเทศไทย และได้เชิญนายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเยือนประเทศสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมการประชุม Leaders’ Retreat ไทย-สิงคโปร์ ครั้งที่ 6 ต่อไป

อ้างอิง:

ABOUT THE PHOTOGRAPHER

ฐานิส สุดโต

บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD