- หน้าหลัก
- ภูมิภาค
- ภาคกลาง-ตะวันออก
กรมควบคุมมลพิษแฉ “กากสายไฟ” ทะลัก! รีไซเคิลเอาทองแดง เหลือเปลือกพลาสติกหลายแสนตัน ลอบทิ้งทั่วประเทศ
เผยแพร่: 5 ก.ย. 2569 12:52 ปรับปรุง: 5 ก.ย. 2569 12:52 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ศูนย์ข่าวศรีราชา - กรมควบคุมมลพิษเปิดปม “เปลือกสายไฟบดย่อย” โผล่กองทิ้งหลายพื้นที่ คาดเชื่อมโยงวัสดุใช้แล้วนำเข้าจากต่างประเทศ โรงงานรีไซเคิลคัดเอาทองแดง–โลหะมีค่า เหลือกากพลาสติก PVC–PE ปนสารเคมีและสารหน่วงไฟ กำจัดยากจนกลายเป็นภาระ สุดท้ายบางส่วนถูกลักลอบทิ้ง เผยข้อมูลกากที่ตรวจพบรวมหลายแสนตัน
ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในประเทศไทยกำลังถูกจับตาอย่างหนัก หลังพบกากประเภท “เปลือกสายไฟบดย่อย” ถูกนำไปทิ้งในหลายพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับวัสดุใช้แล้วจากต่างประเทศที่นำเข้ามาผ่านตู้สินค้า ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิลในประเทศ
นายสุนทร อุปมาณ ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบเหตุฉุกเฉินและกากของเสีย กองตรวจมลพิษ กรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่พบปัญหากากของเสียถูกนำไปทิ้งตามพื้นที่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในประเภทที่อยู่ในความสนใจ คือ เปลือกสายไฟบดย่อย ซึ่งอาจมาจากสายไฟใช้แล้ว รวมถึงชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
จากการติดตามแหล่งที่มา พบข้อมูลว่าวัสดุใช้แล้วบางส่วนถูกนำเข้าจากต่างประเทศผ่านตู้สินค้า ก่อนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยผู้ประกอบการจะคัดแยกวัสดุที่มีมูลค่า เช่น ทองแดงและโลหะมีค่า ออกไป ส่วนที่เหลือกลายเป็นกากของเสีย โดยเฉพาะเปลือกสายไฟที่ผ่านการบดและย่อย ซึ่งมีมูลค่าต่ำและหาผู้รับกำจัดได้ยาก
นายสุนทรระบุว่า ปัญหาสำคัญคือเมื่อสายไฟถูกนำมาบดย่อย กากที่เหลือจะมีพลาสติกหลายชนิดปะปนกัน ทั้ง PVC และ PE รวมถึงสารเคมี สารเคลือบ และสารหน่วงไฟ ทำให้โรงงานกำจัดหลายแห่งไม่สามารถรับไปดำเนินการได้
เนื่องจากหากนำกากประเภทนี้ไปเผา อาจส่งผลกระทบต่อระบบเตาเผาและระบบบำบัดมลพิษ สารเคมีบางชนิดอาจทำให้เตาเผาเกิดปัญหา เสื่อมสภาพ หรือกระทบประสิทธิภาพของระบบบำบัด จึงกลายเป็นภาระของผู้ประกอบการในการหาวิธีกำจัดที่เหมาะสม เมื่อไม่สามารถหาสถานที่กำจัดที่ถูกต้องได้ กากบางส่วนจึงถูกนำไปลักลอบทิ้งตามพื้นที่ต่าง ๆ หรือมีการหลอกเจ้าของที่ดินว่าเป็นวัสดุหรือ “ดิน” ก่อนนำเข้าไปทิ้ง
ข้อมูลการตรวจสอบมาจากทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงเรื่องร้องเรียนจากประชาชน โดยปริมาณกากที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบมีจำนวนหลายแสนตัน กรมควบคุมมลพิษจึงเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทั้งแหล่งที่มาและเส้นทางของกาก เพื่อให้ทราบว่าวัสดุเหล่านี้ถูกนำเข้ามาจากที่ใด ผ่านกระบวนการใด และถูกส่งต่อไปยังสถานประกอบการแห่งใด
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ย้ำว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการตามเก็บกากที่ถูกนำไปทิ้งแล้ว แต่ต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้กากที่เหลือจากกระบวนการรีไซเคิลกลายเป็นขยะตกค้างและถูกผลักภาระให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อม