นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการ สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทยปี 69 ว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เพิ่มขึ้นเป็น 2.5% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.0% เพราะได้แรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน ที่เร่งตัวต่อเนื่อง 5 ไตรมาส และภาคการส่งออก ที่ยังขยายตัวได้ดี และคาดว่า ปีนี้การส่งออกจะโตได้ถึง 17.8% จากเดิมคาด 8.8% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั้งปี คาดว่าอยู่ที่ 1.8%
“การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ กำลังฟื้นตัวเป็นรูปตัว K ซึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยผลประโยชน์จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์ แต่ไม่กระจายลงไปถึงระดับฐานราก ขณะที่หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยังสูงถึง 85.9% ถือว่าสูงสุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่”
สำหรับในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังมีความไม่แน่นอนหลักที่อาจส่งผลต่อ GDP ได้แก่ ผลการไต่สวนมาตรา 301 กฎหมายการค้าสหรัฐฯ ที่กล่าวหาไทย มีกำลังการผลิตส่วนเกิน และยังไม่รู้จะประกาศอัตราภาษีนำเข้าที่จะจัดเก็บจากไทยเท่าไร, ความยั่งยืนของวัฏจักรลงทุนสินค้าไฮเทคโนโลยี, ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจากการปะทะรอบใหม่ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 69
นอกจากนี้ ยังได้ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 70 ในเบื้องต้นว่ามีโอกาสขยายตัวได้ 2-3% โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวในช่วง 5.4-9.4% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 0.8-1.4%
โดยปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 70 ได้แก่ วัฏจักรการลงทุน AI โลก ซึ่งยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น, ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกยังแข็งแกร่ง หนุนภาคการส่งออกไทยที่พึ่งพากลุ่มเทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์หลัก, การลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ยังไหลเข้าต่อเนื่อง โดยพบว่าโครงการยื่นขอรับส่งเสริมลงทุนในกลุ่มดิจิทัล, Data Center ยังอยู่ในระดับสูง, รัฐบาลเร่งอนุมัติการลงทุน ผ่าน Thailand FastPass ซึ่งช่วยดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง, การท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวดี และกลับมาขยายตัวแรงขึ้น
ขณะที่ยังมีปัจจัยลบที่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยปี 70 ที่ต้องติดตาม ได้แก่ เศรษฐกิจแบบ K-shape ยังยืดเยื้อ, ภาค SMEs และครัวเรือนเปราะบาง ขณะที่ภาคเกษตร และอสังหาริมทรัพย์ ฟื้นตัวช้า, ความเสี่ยงจากกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ มาตรา 301 และอาจจะมีประเด็นอื่น ๆ ตามมา, ความเสี่ยงจากปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) โดยไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 หรือกลุ่มเชื่อมโยงสูงกับห่วงโซ่การผลิตของจีน, หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูง ภาวะสินเชื่อตึงตัว ซึ่งส่งผลกดดันต่อกำลังซื้อ และการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs, ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังไม่จบ ฯลฯ
ด้าน ดร. ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งในเดือน ก.ย. 2569 และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลอีกครั้ง แต่คาดว่าแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยมองว่าสถานการณ์ได้ผ่านช่วงที่กดดันมากที่สุดไปแล้วในไตรมาส 2/2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 2.0% โดยเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงจากแรงส่งของการส่งออกที่แผ่วลงหลังเร่งตัวสูงในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่การบริโภคยังฟื้นตัวอย่างเปราะบางภายใต้กำลังซื้อที่อ่อนแรง แม้ในไตรมาส 3/2569 จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ ด้านการลงทุนภาคเอกชนคาดว่า ยังขยายตัวในระดับสูงจาก FDI อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นจะจำกัดผลบวกต่อ GDP และกดดันดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดให้อ่อนแอลง ด้านความเสี่ยง ยังคงเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ความเสี่ยงจากเอลนีโญ่และมาตรการการค้าของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า
ขณะที่ ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 1.00% จนถึงสิ้นปี 2569