- หน้าหลัก
- เศรษฐกิจ-ธุรกิจ
- การค้า-อุตสาหกรรม-คมนาคม
- อุตสาหกรรม-พลังงาน
ส.อ.ท.จับมือทีเส็บ ดึงไมซ์เชื่อมอุตฯเป้าหมายกับตลาดโลก
เผยแพร่: 20 ต.ค. 2569 13:02 ปรับปรุง: 20 ต.ค. 2569 13:02 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ส.อ.ท. ผนึก ทีเส็บ ใช้ไมซ์เป็นกลไกสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย-อุตฯแห่งอนาคตเชื่อมตลาดโลก ต่อยอดเครือข่ายสมาชิก เปิดโอกาสการค้า–ลงทุน เชื่อม SMEs เข้าถึงผู้ซื้อ-เทคโนโลยีระดับโลก พัฒนางานแสดงสินค้าหลักในภูมิภาค
วันนี้ (20 ต.ค.)สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู )กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ เรื่อง “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย ผ่านกลไกอุตสาหกรรมไมซ์” เพื่อวางกรอบความร่วมมือในการนำไมซ์มาเป็นกลไกสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับศักยภาพของอุตสาหกรรมและความต้องการของผู้ประกอบการ ณ ส.อ.ท.
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดย ส.อ.ท. มีเครือข่ายผู้ประกอบการกว่า 16,000 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ขณะที่ทีเส็บ มีความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งจะช่วยเปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาด ผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
“ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางของการจัดงาน แต่สามารถเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน เราจึงต้องทำให้งานไมซ์สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ ทั้งการเกิดคู่ค้าใหม่ มูลค่าการเจรจาธุรกิจ การส่งออก และการลงทุน ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในการจัดงานเท่านั้น” นางพิมพ์ใจ กล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับเป็นหนึ่งในตัวอย่างอุตสาหกรรมไทยที่มีศักยภาพในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยมีมูลค่าการส่งออกในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 21,277 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนโอกาสในการใช้กลไกไมซ์เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรมเป้าหมาย
ดังนั้นอุตสาหกรรมไมซ์จึงเป็นกลไกสำคัญ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก โดยในปีงบประมาณ 2569 มีนักเดินทางกลุ่มไมซ์ 27.18 ล้านคน สร้างรายได้ 150,901 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ตลอดจนการสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน
สำหรับปี 2570 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของ ส.อ.ท. ทั้งสององค์กรมีแผนต่อยอดความร่วมมือผ่านการจัดกิจกรรมและงานแสดงสินค้าในระดับภูมิภาค โดยคัดเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายให้สอดคล้องกับศักยภาพและจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดที่มีศักยภาพ
สำหรับกรอบความร่วมมือภายใต้ MOU ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. การกำหนดทิศทางและกรอบความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศผ่านกลไกไมซ์
2. การพัฒนาโครงการและกิจกรรมทางธุรกิจ อาทิ การประชุม นิทรรศการ งานแสดงสินค้า การจับคู่ธุรกิจ และกิจกรรมรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ
3. การส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าถึงตลาด แหล่งทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และพันธมิตรทางธุรกิจ
4. การบูรณาการและแลกเปลี่ยนข้อมูล ทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย สถิติ และแนวโน้มตลาด เพื่อประกอบการวางแผนและพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าวว่า ภายใต้แนวคิด “ผสานพลัง MICE x INDUSTRY บทใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ทีเส็บมุ่งยกระดับบทบาทของไมซ์ให้การจัดงานเป็นกลไกเชื่อมโยงผู้คน ขับเคลื่อนองค์ความรู้ เข้าถึงตลาด และสร้างเครือข่ายธุรกิจ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตอบสนองภาคธุรกิจทุกขนาด ทั้งด้านการค้า การลงทุน นวัตกรรมและความร่วมมือทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม ไม่ได้จำกัดเฉพาะระหว่างภาคธุรกิจภายในประเทศ แต่จะรวมไปถึงระหว่างภาคธุรกิจไทยกับภาคธุรกิจต่างประเทศด้วย เนื่องจากทีเส็บ มีบทบาทเป็น National Bidder และวางตำแหน่งประเทศไทยเป็น Global Asia’s Trusted Gateway จึงพร้อมที่จะดึงและสนับสนุนงานมูลค่าสูงจากต่างประเทศให้มาเป็นเวทีสำหรับภาคธุรกิจไทยเจรจาร่วมมือกับภาคธุรกิจจากต่างประเทศ
โดยทีเส็บ มีเมืองไมซ์ 16 เมืองในทุกภูมิภาค โดยMOUครั้งนี้ ทั้งสององค์กรจะนำข้อมูลและแนวโน้มตลาดมาใช้ประกอบการออกแบบและพัฒนาโครงการตามแนวทาง Data-driven Industry พร้อมติดตามและประเมินผลลัพธ์ของกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการส่งเสริม Green Industry และการจัดงานไมซ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Events) ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมไทยเข้ากับตลาดและเครือข่ายธุรกิจระดับโลก