ผ่าร่าง “บริหารโทษ” ผู้ต้องขัง“คดีร้ายแรง-คุกตลอดชีวิต-โทษประหาร”

Published on 20 ต.ค. 2026

ไม่ใช่การพ้นโทษของ “เล่าต๋า แสนลี่” อายุ 86 ปี ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่รับโทษจริงแค่ 8 ปี 3 เดือน ซึ่งถูกนำไปเปรียบเทียบกับคดีอดีตผู้ต้องหาคนอื่น ๆ จนทำให้เกิดวาทกรรม “รายใหญ่ติดน้อย รายย่อยติดนาน” หรือ ผู้ก่อคดีอุกฉกรรจ์ ที่ได้รับการปล่อยตัวเร็วกว่าคำพิพาก ษาของศาล เนื่องจากได้รับอภัยโทษ ลดวันต้องโทษ ขณะที่บางรายหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำ เป็นภัยคุกคามสังคม ทำให้มีการตั้งคำถามต่อการบริ หารโทษของกรมราชทัณฑ์เท่านั้น แต่ยังสร้างความสั่นสะเทือนต่อกระบวนการยุติธรรมไทยด้วย

แม้ก่อนหน้านี้ ครม .จะมีมติเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 ก่อนที่ “เล่าต๋า”จะพ้นโทษ (14 ส.ค.2569) ให้กระทรวงยุติธรรมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง แต่งตั้งคณะทํางานเพื่อทบทวนมาตรการบังคับโทษทางอาญาภาย หลังศาลมีคําพิพากษา โดยเฉพาะการบังคับโทษใน “คดีอุกฉกรรจ์” และคดี “โทษประหารชีวิต” หรือ “จําคุกตลอดชีวิต” ให้มีการพิจารณาทบทวนระบบการจัดชั้นและเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด

โดยเฉพาะกลุ่ม “ประหารชีวิต” และ “จําคุกตลอดชีวิต” กลุ่มกําหนดโทษสูง ความผิดหลายกรรม และคดียาเสพติด ซึ่งปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ได้มีจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดแบ่งออกเป็น 6 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นเยี่ยม ชั้นดีมาก ชั้นดี ชั้นกลาง ชั้นต้องปรับปรุง และชั้นต้องปรับปรุงมาก

ผ่าร่าง “บริหารโทษ” ผู้ต้องขัง“คดีร้ายแรง-คุกตลอดชีวิต-โทษประหาร”

ผ่าร่าง “บริหารโทษ” ผู้ต้องขัง“คดีร้ายแรง-คุกตลอดชีวิต-โทษประหาร”

ส่วนนักโทษเด็ดขาดในคดีที่เข้าเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงยุติธรรมเกี่ยวกับคดีอุกฉกรรจ์ คดีสะเทือนขวัญ หรือคดีที่เป็นที่สนใจของประชาชน จะได้รับการจัดชั้น แรกเข้าเป็น ชั้นต้องปรับปรุงมาก ซึ่งพบว่า นักโทษเด็ดขาดซึ่งอยู่ในชั้นต้องปรับ ปรุงมากมีระดับโทษแตกต่างกัน ตั้งแต่โทษจําคุกมีกําหนดเวลาจําคุกตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป โทษจําคุกตลอดชีวิตจนถึงประหารชีวิต ขณะที่หลักเกณฑ์เดิมยังไม่ได้จําแนกกรอบระยะเวลาการเลื่อนชั้นให้สัมพันธ์กับระดับโทษอย่างชัดเจน

จึงมีการเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์ เพื่อจําแนกกรอบด้านระยะเวลาในการบริหารชั้นให้เหมาะสมกับระดับโทษมากขึ้น และยังคงหลักการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย การประเมินนักโทษเด็ดขาดเป็นรายบุคคลไว้เช่นเดิม โดยมีการแก้ไขปรับร่างประ กาศกระทรวงยุติธรรม ผ่านร่างกฎหมาย 2 ฉบับ ซึ่งมีหน้าที่แตกต่างกันแต่เชื่อมโยงกัน คือ ร่างประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง กําหนดความผิดในคดีอุกฉกรรจ์ คดีสะเทือนขวัญ หรือคดีที่เป็นที่สนใจของประชาชน พ.ศ. .... มีหน้าที่สําคัญในการกําหนดว่า “กลุ่มคดีใดเข้าสู่หลักเกณฑ์” และได้รับการจัดชั้นแรกเข้าเป็น ชั้นต้องปรับปรุงมาก

และร่างกฎกระทรวงกําหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจําคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ.

ผ่าร่าง “บริหารโทษ” ผู้ต้องขัง“คดีร้ายแรง-คุกตลอดชีวิต-โทษประหาร”

ผ่าร่าง “บริหารโทษ” ผู้ต้องขัง“คดีร้ายแรง-คุกตลอดชีวิต-โทษประหาร”

สาระสําคัญ 4 ประเด็น ดังนี้

1.ปรับปรุงฐานความผิดเกี่ยวกับเพศให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายอาญา ที่ใช้บังคับในปัจจุบัน

2. ปรับฐานกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายยาเสพติด และปรับเกณฑ์ระดับโทษจากเดิมจําคุกตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เป็นจําคุกตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป

3.เพิ่มกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิต

4 .เพิ่มกรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุด ให้จําคุกตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป รวมกรณีกระทําความผิดหลายกรรมต่างกันซึ่งศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้รวมโทษทุกกระทง โดยมีกําหนดโทษจําคุกรวมทั้งสิ้นเป็นเวลาสูงสุดตาม มาตรา 91 (2) หรือ (3) แห่งประมวกฎหมายอาญา

ผ่าร่าง “บริหารโทษ” ผู้ต้องขัง“คดีร้ายแรง-คุกตลอดชีวิต-โทษประหาร”

ผ่าร่าง “บริหารโทษ” ผู้ต้องขัง“คดีร้ายแรง-คุกตลอดชีวิต-โทษประหาร”

ร่างกฎกระทรวงฯ เสนอปรับเงื่อนไขด้านระยะเวลาก่อนเข้าสู่การพิจารณาเลื่อนจาก ชั้นต้องปรับปรุงมาก โดยปรับหลัก เกณฑ์ทั่วไปจากเดิมต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจํามาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือ ไม่น้อยกว่า 4 ปีของระยะเวลาถูกคุมขังตามเงื่อนไขที่กําหนด เป็นนักโทษเด็ดขาด ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจํามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือไม่น้อยกว่า 6 ปีของระยะเวลาถูกคุมขังตามเงื่อนไขที่กําหนด และกําหนดกรอบระยะ เวลาเฉพาะสําหรับกลุ่มกําหนดโทษสูง กรอบดังกล่าวเป็นการจําแนกระยะเวลาตามระดับโทษ เพื่อให้ระบบการบริหารชั้นสะท้อนความแตกต่างของระดับโทษมากขึ้น

5.หลักสําคัญในการพิจารณาเลื่อนชั้นตามร่างกฎกระทรวงฯ มิได้หมายความว่าเมื่อครบระยะเวลาแล้วนักโทษเด็ดขาดจะได้รับการเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ แต่เป็นเพียงเงื่อนไขด้านเวลาเพื่อเข้าสู่การพิจารณาเลื่อนชั้น ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นตามที่กฎหมายกําหนด ทั้ง ความประพฤติ วินัย ผลการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย และหลักเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นการจําแนกระยะเวลาตามระดับโทษ เพื่อให้ระบบการบริหารชั้นสะท้อนความแตกต่างของระดับโทษมากขึ้น

ดร.นัทธี จิตสว่าง อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะที่ปรึกษาสถาบันกิจการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มี 2 เรื่องที่กรมราชทัณฑ์จะต้องพิจารณา คือ การปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลให้สัดส่วนกับโทษที่กำหนด กับการให้โอกาสในการปรับปรุงพฤติกรรมของผู้กระทำความผิดกลับคืนสู่สังคม ซึ่งระยะเวลาไม่สำคัญเท่ากับว่า จะเอาใครไว้ในนั้นนาน ๆ หรือ ควรจะปล่อยใครมากกว่า ใครที่ควรปล่อยและใครที่ควรออกมาเร็ว ซึ่งถ้าให้แยกพฤติกรรมของคนที่อยู่ในนั้นจะแบ่งออกได้ 4 กลุ่ม

กลุ่มบัวพ้นน้ำ พวกนี้ทำผิดโดยพลั้งพลาด ทำผิดโดยไม่มีสันดานผู้ร้าย ซึ่งในต่างประเทศ จะกรองคนกลุ่มนี้ออกไปก่อน ไม่ต้องเข้าสู่ระบบราชทัณฑ์เลย ดังนั้นหากฝ่ายนิติบัญญัติร่างกฎหมายโดยให้อำนาจผู้พิพากษา มีโอกาสใช้ดุลยพินิจในการกำหนดโทษ หรือวิธีการลงโทษที่มากกว่าตามมาตรา 18 ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว โทษหลักคือ จำคุก เพราะผู้พิพากษาไม่สามารถใช้ดุลยพินิจนอกจากนี้ได้ แต่ในต่างประเทศจะมีโทษระยะกลาง โทษวิธีการอื่น ๆ หลากหลาย ซึ่งสามารถทำให้คนที่เข้ามาอยู่ในระบบราชทัณฑ์ไม่แออัด และบางคนที่ไม่จำเป็นที่จะเข้ามาได้เข้ามาตั้งแต่แรก

กลุ่มB เป็นผู้ต้องขังที่จะต้องแก้ไขอย่างเต็มที่ ขณะที่พวกกลุ่ม C และกลุ่ม D ซึ่งเข้ามาแล้วเป็นอันตรายต่อสังคม หรือพวกที่ชอบกระทำผิดซ้ำ กลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องมีคดีร้ายแรง พวกนักโทษประหารชีวิต หรือได้รับโทษตลอดชีวิต บางคนอาจอยู่ในประเภท บีหรือซี ก็ได้ ส่วนพวกโทษจำคุกระยะสั้น 1-3 ปี อาจเป็นพวกกลุ่มD หรือ C แก้ไขยาก และอาจออกไปทำความเดือดร้อนให้สังคม มีหลายกรณีที่คนที่ทำผิดในคดีเล็กน้อย แล้วออกมาทำความผิดในคดีร้ายแรง

ผ่าร่าง “บริหารโทษ” ผู้ต้องขัง“คดีร้ายแรง-คุกตลอดชีวิต-โทษประหาร”

ผ่าร่าง “บริหารโทษ” ผู้ต้องขัง“คดีร้ายแรง-คุกตลอดชีวิต-โทษประหาร”

ดร.นัทธี กล่าวว่า สำหรับผู้ที่ทำความผิดในคดีโทษประหาร หรือโทษตลอดชีวิต ส่วนใหญ่บางครั้ง ออกมาแล้วไม่กระทำผิดซ้ำ เพราะว่าอยู่ในนั้น ๆ เข็ด และยังมีคนออกมาแล้วทำผิดซ้ำแต่น้อยมาก หากเปรียบเทียบกับคนที่ทำผิดในคดีเล็กน้อยแล้ว ออกมาทำผิดซ้ำเยอะ ทั้ง ๆที่ตัวเร่งสำคัญที่ทำให้แยกว่า คนไหนควรจะอยู่นานหรือปล่อยเร็วขึ้น จึงขึ้นอยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติในการกำหนดรายละเอียดของพฤติกรรม เช่น หากทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 เช่นฆ่าคนตาย และมาตรา 289 ฆ่าโดยการวางแผนและเหี้ยมโหด ซึ่งประเด็นนี้มีพฤติกรรมแตกต่างกัน

ส่วนผู้ทำความผิดคดียาเสพติด ผู้ขนยาฯอาจจะโดนโทษตลอดชีวิต หรือ ตัวการใหญ่ ได้รับการลดโทษไป-มา ก็เหลือโทษตลอดชีวิต เมื่อเข้ามาอยู่ในระบบของราชทัณฑ์ จะถูกปรับลดโทษ ซึ่งทางราชทัณฑ์ไม่ได้ปรับลดโทษ แต่บางทีถูกจัดชั้นมาแล้วราชทัณฑ์ไม่ทราบ เพราะต้องดูจากตัวหมายเป็นหลัก

ผ่าร่าง “บริหารโทษ” ผู้ต้องขัง“คดีร้ายแรง-คุกตลอดชีวิต-โทษประหาร”

ผ่าร่าง “บริหารโทษ” ผู้ต้องขัง“คดีร้ายแรง-คุกตลอดชีวิต-โทษประหาร”

ราชทัณฑ์อาจไม่ทราบได้ว่า ผู้ต้องหาคนนี้จับยากหรือง่าย เพราะจะดูตามโทษเท่านั้น แต่ถ้าเป็นโทษที่มีความแตกต่างตามมาตรา เช่น 288 หรือ 286 ก็สามารถล็อกไว้ได้ตามท้ายพระราชกฤษฎีกา ทำให้คนเหล่านี้ต้องรับโทษนานขึ้น ที่ผ่านมาเราไม่ได้ดูจากพฤติกรรม แต่ดูจากหมายจับทุกครั้งที่รับเข้ามา ...ซึ่งในหลายประเทศจะดูพฤติกรรมแห่งคดีและความรุนแรงในการกำหนดโทษ แล้วลงในคำพิพากษาและหมายจับกุม เพื่อให้ราชทัณฑ์ใช้เป็นเกณฑ์ในการเดินตามคำพิพากษาของศาลชัดแทนที่จะไปตีความเอาเอง

ดร.นัทธี ให้ความเห็นว่า สำหรับผู้กระทำความผิดบางประเภท และไม่ได้มีสันดานเป็นผู้ร้าย เช่น ทะเลาะวิวาท หรือถูกหลอกให้ขนยา ตกเป็นเหยื่อของพวกโรแมนซ์สแกม แล้วถูกจำคุกระยะยาว พวกนี้จะอยู่แบบไม่มีความหวัง และกลุ่มผู้ ต้องขังที่พร้อมจะก่อความวุ่นวาย อยู่แบบไร้ความหวัง เดิมการควบคุมจะมี 3 วิธี คือ การลงโทษ การจูงใจ ล่อใจ เพื่อลดโทษ ในต่างประเทศไม่มีมาตรการจูงใจเพื่อลดโทษ แต่จะใช้เรื่องอาคารสถานที่ และเทคโนโลยี ในการควบคุม

สำหรับประเทศไทยยังใช้วิธีการแบบเดิมอยู่ การเอานักโทษร้ายแรงไว้ในเรือนจำนาน ๆ ไม่ได้ช่วยให้การกระทำความผิดซ้ำน้อยลง คนที่ทำผิดซ้ำ ส่วนใหญ่ไม่ใช้พวกที่ก่อคดีร้ายแรง แต่เป็นคดีระยะสั้น โทษเพียง 1-3 ปี ซึ่งของไทยต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ส่วนการพักโทษ ไม่ใช่การลดโทษ แม้การพักโทษถือเป็นสิทธิประโยชน์อย่างหนึ่ง ในการทดลองให้ผู้ต้องขังอยู่ข้างนอก เมื่อครบกำหนดโทษตามคำพิพากษาก็ได้รับใบบริสุทธิ์ ในประเทศไทยนักโทษไม่ค่อยอยากได้การพักโทษ และจะรอการอภัยโทษเป็นหลัก

อ่านข่าว

พ่อ "สส.ไอเดียร์" เผยลูกสาวกำลังใจดี ไม่เชื่อภูมิใจไทยตัดหาง

"ป๋อง-ธง" กลับคำรับสารภาพทุกข้อหา คดีฆาตกรรม 2 พี่น้องรัสเซีย

ครม.แต่งตั้งบิ๊ก ศธ. 3 คน "พิเชฐร์ วันทอง" นั่งเลขาธิการ ก.ค.ศ.

หมายเหตุ : เก็บตกข้อมูลจากการเสวนา “ทิศทางใหม่ การบริหารโทษ” ว่าด้วยผู้ต้องขังคดีร้ายแรง ผู้ต้องขังโทษจำคุกตลอดชีวิต และผู้ต้องขังโทษประหารชีวิต จัดโดยสถาบันกิจการยุติธรรม เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2569